ทำความรู้จักความทุกข์ของผู้ที่เป็นโรค "เกลียดการอยู่ไม่สุข"

A girl twiddles a lock of hair while looking at her iPhone

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หากคุณมีภาวะมิโซคิเนเซีย (misokinesia) การมองคนเอามือม้วนผมอาจทำให้รู้สึกอึดอัดได้
    • Author, มิเชล โรเบิร์ตส
    • Role, บรรณาธิการสุขภาพดิจิทัล

"เวลาฉันเห็นใครเคาะนิ้วบนโต๊ะ ความคิดแรกของฉันคืออยากเอามีดไปตัดนิ้วให้ขาด" ผู้ป่วยนิรนามคนหนึ่งสารภาพกับนักวิจัย

ขณะที่ผู้ป่วยอีกคนเล่าว่า "ถ้าฉันเห็นใครเคลื่อนไหวอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ้ำ ๆ เช่น ถ้าสามีของฉันงอนิ้วเท้า ฉันจะรู้สึกไม่สบายร่างกายขึ้นมา ฉันพยายามอดกลั้นไว้แต่ก็รู้สึกอยากอาเจียน"

อาการเหล่านี้ฟังดูคุ้น ๆ หรือไม่ ถ้าใช่ คุณอาจมีภาวะที่เรียกว่า "มิโซคิเนเซีย" (misokinesia) หรือ ภาวะของการเกลียดชังการกระทำที่อยู่ไม่สุข และนี่เป็นอาการที่ผู้ป่วยสามารถถูกวินิจฉัยได้

นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้มากขึ้น ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน

A woman with brown eyes and dyed green hair peeks through her fingers

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในงานวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLoS One นักวิจัยได้สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เข้าร่วมการวิจัยจำนวน 21 คน จากกลุ่มสนับสนุนผู้มีภาวะมิโซคิเนเซีย

สิ่งกระตุ้นที่พบบ่อย คือการเคลื่อนไหวของขา มือ หรือเท้า เช่น การสั่นกระเพื่อมของต้นขา นิ้วที่กระตุก และการขยับรองเท้า

การกดปากกา (ชนิดกด) และการม้วนผมก็เป็นสิ่งกระตุ้นเช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่า

ผู้คนมักรายงานว่า ภาวะนี้มีความทับซ้อนกับอีกภาวะหนึ่งที่เป็นที่รู้จักมากกว่า เรียกว่า "มิโซโฟเนีย" หรืออาการเกลียดชังเสียงจากคนอื่น เช่น การหายใจเสียงดังหรือการกินเสียงดัง

การจะทราบจำนวนผู้ที่ประสบกับภาวะมิโซคิเนเซียเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่การศึกษาในแคนาดาล่าสุดชี้ว่า อาจมีผู้คนราว 1 ใน 3 ที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการอยู่ไม่สุขของคนอื่น โดยมีความรู้สึกโกรธ ทรมาน หรือรังเกียจอย่างรุนแรง

บีบีซีได้พูดคุยกับ ดร.เจน เกรกอรี นักจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดในสหราชอาณาจักร ซึ่งกำลังศึกษาภาวะมิโซคิเนเซียและมิโซโฟเนีย

เธอบอกกับบีบีซีว่า "ภาวะทั้งสองมักเกิดร่วมกันบ่อยมาก และผู้ป่วยหลายคนมีทั้งสองภาวะในเวลาเดียวกัน"

แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ ดร.เกรกอรี กล่าวว่าภาวะเหล่านี้อาจพบได้บ่อยกว่าที่คิด

"แน่นอนว่าผู้คนประสบกับภาวะนี้มานานแล้ว เพียงแค่ไม่เคยมีชื่อเรียกสำหรับมัน"

เธอกล่าวด้วยว่า ระดับความรุนแรงของการเกลียดชังต่อการอยู่ไม่สุขแตกต่างกันไปในแต่ละคน

"บางคนอาจแค่รำคาญการอยู่ไม่สุขหรือการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบมากมายอะไรต่อชีวิตประจำวัน"

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคน "พวกเขาอาจมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น ความโกรธ ความตื่นตระหนก หรือความทุกข์ใจ และไม่สามารถกรองสิ่งกระตุ้นเหล่านั้นออกไปได้"

จากการทำงานของ ดร.เกรกอรี เธอมักพบกับผู้ที่มีอาการรุนแรงมาก หลายคนเป็นผู้ใหญ่ที่ทนทุกข์จากภาวะมิโซคิเนเซียมาหลายปี แต่บางคนยังเป็นวัยรุ่นตอนต้นและเพิ่งเริ่มประสบกับภาวะนี้เป็นครั้งแรก

"มันระเบิดในตัวคุณ"

A photo of Andrea, who is looking at the camera against a background of a white wall

ที่มาของภาพ, Supplied

คำบรรยายภาพ, อันเดรียรู้สึกทุกข์ใจหากเห็นคนแกะเล็บของตัวเอง

อันเดรีย หญิงวัย 62 ปี จากสหราชอาณาจักร บอกว่าเธอเริ่มมีอาการมิโซโฟเนียและมิโซคิเนเซียตั้งแต่อายุ 13 ปี แต่ในเวลานั้นสังคมยังไม่รับรู้ถึงภาวะนี้

หนึ่งในความทรงจำแรกสุดเกี่ยวกับอาการของเธอ คือความทุกข์ใจจากการที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในโรงเรียนกำลังแกะเล็บของตัวเอง

"ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่มีอาการมิโซคิเนเซีย มักจะเพ่งไปที่มือของคนอื่นว่าพวกเขากำลังทำอะไรกับมือของพวกเขา และกำลังสัมผัสอะไร" เธอกล่าว

อีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นเร้าอาการของเธอ คือเวลาที่คนอื่นใช้มือปิดปากบางส่วนขณะพูด เธอแทบจะทนมองไม่ได้ และรู้สึกว่าปากของตัวเองเริ่มเจ็บตามเมื่อเธอมองดูพวกเขา

อันเดรียกล่าวว่า ความโกรธที่เธอรู้สึกนั้นเป็นความโกรธชนิดที่ "ระเบิดออกมาทันทีและรุนแรง"

"ไม่มีกระบวนการคิดใด ๆ ไม่มีเหตุผลอะไร มันแค่ระเบิดขึ้นในตัวคุณ และนั่นคือเหตุผลที่มันทำให้ทุกข์ใจมาก"

เธอบอกว่าเธอได้ลองใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อจัดการกับภาวะของเธอ แต่ไม่สามารถปิดกั้นมันได้

ปัจจุบัน เธอปลีกตัวจากสังคม ใช้ชีวิตคนเดียวและทำงานจากที่บ้าน โดยกล่าวว่าชีวิตของเธอทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้เธอทุกข์ใจ

อันเดรียบอกว่า เธอมีเพื่อนที่สนับสนุนเธอมากมาย และพวกเขาก็เข้าใจว่าบางครั้งเธอจำเป็นต้องปรับวิธีการสื่อสารกับพวกเขา

"มันง่ายกว่าที่จะถอยตัวออกมา เพื่อพยายามเอาตัวรอด คุณไม่สามารถขอให้คนอื่นหยุดทำอะไรได้ตลอดเวลา"

เธออธิบายว่า เธอไม่โทษคนอื่นสำหรับพฤติกรรมการอยู่ไม่สุข และเข้าใจว่าการกระทำส่วนใหญ่ของคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจและเกิดจากความเคยชิน

อันเดรียกล่าวว่า การแบ่งปันประสบการณ์ของเธอในกลุ่มสนับสนุนบนเฟซบุ๊ก ได้ช่วยเธออย่างมาก

"ฉันมีอารมณ์โกรธอย่างรุนแรง"

A close up photo of Jill, who is looking at the camera. She has dark hair

ที่มาของภาพ, Supplied

คำบรรยายภาพ, จิลกล่าวว่าภาวะมิโซคิเนเซียของเธอทำให้เกิดปฏิกิริยา 'ไม่สู้ก็ต้องหนี'

จิล วัย 53 ปี จากเมืองเคนต์ เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของกลุ่มสนับสนุนกลุ่มนี้

เธอกล่าวว่าภาวะมิโซคิเนเซียที่เธอเป็น ทำให้หัวใจเต้นแรง

"อะไรก็สามารถกระตุ้นฉันได้ ตั้งแต่การเขย่าขา ไปจนถึงวิธีที่ใครบางคนมองหรือจับส้อม"

"ฉันรู้สึกโกรธ โกรธมากเหลือเกิน"

"หัวใจของฉันเริ่มเต้นเร็วเกินไป มันเหมือนกับปฏิกิริยา 'สู้หรือหนี'"

ก้อนแห่งความกังวล

ด้านจูลี หญิงวัย 54 ปี จากฮัลล์ กล่าวว่า ความรู้สึกหลักที่เธอประสบจากภาวะมิโซคิเนเซีย คือความวิตกกังวล

"เมื่อวันก่อน ฉันอยู่บนรถบัส และมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านไปพร้อมกับแกว่งแขนทั้งสองข้าง ฉันไม่สามารถละสายตาจากมันได้ ฉันรู้สึกกังวลมาก ไม่ใช่โกรธ"

"มันเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างเช่น มีคนชงชาให้ฉัน แล้วพวกเขาก็เอาถุงชาแล้วจุ่มขึ้นลง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำไมต้องทำแบบนั้น"

A photo of Julie at the bowling alley. Julie is holding a bowling ball

ที่มาของภาพ, Supplied

คำบรรยายภาพ, จูลีกล่าวว่าภาวะมิโซคิเนเซียของเธอ อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลที่ยาวนานหลายชั่วโมง

"หรือถ้ามีใครนั่งอยู่แล้วสั่นขา ฉันจะไม่สามารถละสายตาจากพวกเขาได้ หรือถ้าฉันพยายามมองไปทางอื่น ฉันก็ต้องกลับมามองอีกครั้งเพื่อดูว่าพวกเขายังทำอยู่หรือเปล่า"

เธอบอกกับบีบีซีว่า ความรู้สึกไม่สบายใจหลังจากนั้นสามารถตามหลอกหลอนเธอได้นานหลายชั่วโมง

"ฉันไม่ใช่คนขี้โมโห แต่สิ่งนี้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมีลูกบอลอยู่ในท้องที่พร้อมจะระเบิด มันไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความรู้สึกวิตกกังวลอย่างรุนแรงภายใน"

จูลีกล่าวว่า เธอไม่กลัวที่จะขอให้คนหยุดทำสิ่งที่เธอรู้สึกไม่สบายใจ แต่เธอมักเลือกที่จะเดินออกไปแทน

เธอบอกว่าภาวะมิโซคิเนเซียทำให้เธอไม่มีความสุข

"มันทำให้ฉันเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน ฉันไม่ชอบตัวเองที่รู้สึกแบบนี้"

การตื่นตัวและระแวดระวังเกินปกติ

ดร.เกรกอรี กล่าวว่า ภาวะนี้สามารถส่งผลกระทบร้ายแรงจนทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถมีสมาธิหรือทำสิ่งปกติในชีวิตประจำวันได้

"ส่วนหนึ่งของสมองพวกเขามักจะคิดถึงการเคลื่อนไหวนั้นตลอดเวลา" เธออธิบาย

"ภาพรุนแรงอาจผุดขึ้นมาในหัว พวกเขาอยากจะคว้าตัวคนที่ทำและบังคับให้หยุด... แม้ว่าปกติพวกเขาจะไม่ใช่คนที่โกรธง่าย"

เมื่อกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเช่นนี้ ดร.เกรกอรี กล่าวว่ามันอาจเกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณพื้นฐานในการเอาชีวิตรอดที่ตื่นตัวมากเกินไป คล้ายกับสัตว์อย่างเมียร์แคตที่คอยระวังอันตราย

A meerkat on watch for danger against an out-of-focus savannah background

ที่มาของภาพ, Getty Images

เธอเปรียบเทียบความรู้สึกนี้กับการเห็น "ใครบางคนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในระยะไกล" หรือ "การตั้งใจฟังเสียงฝีเท้าข้างหลังคุณ"

"สำหรับบางคน คุณไม่สามารถปรับให้มันเงียบลงได้ สมองของคุณจะคอยเฝ้าจับตาอยู่ตลอดเวลา"

ในชีวิตยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวนและความวุ่นวาย มันไม่ใช่สิ่งที่มีประโยชน์นัก เธอกล่าว และถ้าคุณถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ความหงุดหงิดและความโกรธก็จะสะสมเพิ่มขึ้น

สำหรับบางคน นิสัยของคนแปลกหน้า คือสิ่งที่สร้างความรำคาญมากที่สุด ขณะที่สำหรับบางคน มันเกิดจากพฤติกรรมของคนที่พวกเขารัก

ดร.เกรกอรี กล่าวว่า วิธีทั่วไปที่ผู้คนพยายามจัดการกับภาวะนี้ คือการหลีกเลี่ยงการมองการอยู่ไม่สุข หรือการหันเหความสนใจของตัวเอง

บางคนอาจพยายามหลีกเลี่ยงผู้คนอย่างสิ้นเชิงเท่าที่จะทำได้

หากมีสิ่งกระตุ้นเฉพาะที่เป็นจุดเดียว เช่น การม้วนผม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าบางครั้งสามารถใช้การบำบัดปรับกรอบความคิด (reframing therapy) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมองสถานการณ์ในเชิงบวกมากขึ้น

"คุณอาจพยายามจงใจมองสิ่งนั้น และสร้างเรื่องราวเบื้องหลังใหม่ สำหรับเหตุผลที่ใครบางคนที่เคลื่อนไหวแบบนั้น"

วิธีนี้อาจช่วยลดความโกรธและความวิตกกังวลได้

"หลายคนรู้สึกอับอายหรือรู้สึกผิดที่พวกเขามีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้" ดร.เกรกอรี กล่าวเสริม

"และสิ่งนี้เองอาจกลายเป็นปัญหา เพราะการกดเก็บอารมณ์สามารถทำให้มันรุนแรงขึ้นและแย่ลงได้"