ทักษิณนอนเรือนจำครบ 30 วัน ป.ป.ช. จ่อสอบเพิ่ม 2 "ตัวละครใหม่" ใน "คดีชั้น 14" หลังไต่สวน 12 ข้าราชการ

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ครบ 30 วันพอดีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องกลับไปนอนภายในเรือนจำ ตามคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) ใน "คดีชั้น 14" ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่ามี 2 "ตัวละครใหม่" เป็นนักการเมือง และข้าราชการระดับสูง จ่อถูกไต่สวนความผิดทางอาญาเพิ่ม

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. ไม่ขอเปิดเผยรายชื่อของ "ตัวละครใหม่" ที่ว่า แต่บอกใบ้ว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับกรณีให้อดีตนายกฯ พักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ นานเกิน 120-180 วัน และเกี่ยวข้องกับการพักโทษ

ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งเมื่อ 9 ก.ย. ให้นายทักษิณ ชินวัตร ต้องรับโทษจำคุกอีก 1 ปี ตามพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยลดโทษเมื่อ 31 ส.ค. 2566 หลังพบว่าการบังคับโทษจำคุกจำเลยรายนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผลจากคำสั่งของศาล ทำให้อดีตนายกฯ คนที่ 23 ผู้เป็นบิดาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 31 ต้องกลับไปมีสถานะนักโทษเด็ดขาดชาย (น.ช.) อีกครั้ง ถูกจองจำภายในเรือนจำกลางคลองเปรม

คดีนี้ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการสูงสุด (อสส.) โดยมีนายทักษิณเป็นจำเลย

ศาลฎีกาฯ เปิดไต่สวน "คดีชั้น 14" รวม 7 นัด เรียกพยานบุคคลจำนวน 31 ปากมาเบิกความ นายสุรพงษ์ หัวหน้าคณะผู้ว่าคดีของ ป.ป.ช. ได้นำทีมไปร่วมรับฟังในห้องพิจารณาคดีตลอดกระบวนการในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.

ในระหว่างร่วมกิจกรรม "คุยกับโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช." วันนี้ (8 ต.ค.) นายสุรพงษ์พูดถึง "คดีประวัติศาสตร์" นี้ว่า เป็นอำนาจของศาลในการพิจารณาว่ามีการบังคับโทษโดยถูกต้อง โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนตัวไม่ได้มองเป็นเรื่องผิดปกติ คิดว่าไม่ได้แปลกอะไรมาก จากประสบการณ์ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่เราคาดการณ์ได้

"การทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อสังคมโดยอำนาจศาล และเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราอยากจะเห็น และสิ่งที่ปรากฏออกมา เป็นการทำให้กระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ" นายสุรพงษ์ให้ความเห็น

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่ที่มีนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข เป็นประธาน มีมติเมื่อ 16 ธ.ค. 2567 รับไต่สวนความผิดข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ 12 คน กรณีเอื้อประโยชน์ให้นายทักษิณไม่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำ และให้นายทักษิณอยู่ที่ รพ.ตำรวจ จนกระทั่งครบ 180 วัน ทั้งที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยจริง อันอาจเป็นการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ โดยใช้กรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน

ในช่วงที่ศาลไต่สวน "คดีชั้น 14" ป.ป.ช. ก็ได้เรียกสอบพยานและเรียกเอกสารเพิ่มเติมคู่ขนานกันไป

ใครคือ 12 ขรก. ที่ถูก ป.ป.ช. สอบ

ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทั้ง 12 คนที่ถูก ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน ถูกศาลฎีกาฯ ออกหมายเรียกไปให้การในฐานะพยานบุคคลของศาลใน "คดีชั้น 14" ด้วย

บีบีซีไทยขอแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์

  • นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ทำหน้าที่รองปลัดกระทรวงยุติธรรมในขณะเกิดเหตุ และเป็นผู้ลงนามอนุมัติให้นายทักษิณพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน
  • นายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ทำหน้าที่รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ในขณะเกิดเหตุ และเป็นผู้ลงนามอนุมัติให้นายทักษิณพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 30 วัน
  • นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน และเป็นผู้ลงนามอนุมัติให้นายทักษิณพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 60 วัน

กลุ่มที่สอง ผู้บริหารและข้าราชการสังกัดเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

  • นายนัสที ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำในขณะเกิดเหตุ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว
  • นายสัญญา วงค์หินกอง เจ้าพนักงานราชทัณฑ์อาวุโส ทำหน้าที่พัศดีเวรประจำเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันเกิดเหตุ 22 ส.ค. 2566
  • นายธัญพิสิษฐ์ ขบวน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ ทำหน้าที่พยาบาลเวรในวันเกิดเหตุ 22 ส.ค. 2566

กลุ่มที่สาม ผู้บริหารและข้าราชการสังกัดทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

  • นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผู้อำนวยการในขณะเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน
  • พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ แพทย์ประจำ ทำหน้าที่ตรวจร่างกายผู้ต้องขังแรกรับเมื่อ 22 ส.ค. 2566 และเป็น "เจ้าของใบส่งตัว" ออกไปรักษาภายนอกเรือนจำ

กลุ่มที่สี่ ผู้บริหารและข้าราชการสังกัด รพ.ตำรวจ

  • พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ทำหน้าที่นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจในขณะเกิดเหตุ
  • พล.ต.ท. นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ และเป็นเจ้าของใบแสดงความเห็นแพทย์ประกอบการพิจารณากรณีพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 30 วัน และ 60 วัน
  • พ.ต.อ. นพ.ชนะ จงโชคดี นายแพทย์ รพ.ตำรวจ ทำหน้าที่แพทย์เจ้าของไข้ และเป็นเจ้าของใบแสดงความเห็นแพทย์ประกอบการพิจารณากรณีพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน
  • พล.ต.ต. นพ.สามารถ ม่วงศิริ นายแพทย์ รพ.ตำรวจ รักษาราชการแทนรอง พตร. ทำหน้าที่ผู้ช่วยผ่าตัดนิ้วล็อก และเป็นเจ้าของใบแสดงความเห็นแพทย์ประกอบการพิจารณากรณีพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน

ในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ 12 คนนี้ มีแพทย์อยู่ 3 คนที่ถูกตรวจสอบและลงโทษโดยแพทยสภา ประกอบด้วย พญ.รวมทิพย์ ถูกลงโทษด้วยการว่ากล่าวตักเตือน, พล.ต.ท.โสภณรัชต์ ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นเวลา 3 เดือน, พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่ง ป.ป.ช. ได้เรียกรายงานผลการตรวจของแพทยสภามาประกอบการไต่สวนด้วย

เผย "ตัวละครใหม่" โผล่ในคำสั่งศาล-คำร้องเพิ่ม ในจำนวนนี้เป็น 2 นักการเมือง

แม้แรกเริ่มเดิมที ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐเพียง 12 คน แต่เมื่อคำสั่งศาลฎีกาฯ ระบุถึงพฤติการณ์ของนายทักษิณที่เข้าไป "รับรู้-มีส่วนตัดสินใจ-ได้ประโยชน์" จากกระบวนการที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่า ป.ป.ช. จะขยายผลไปสอบนายทักษิณและบุคคลอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร

นายสุรพงษ์กล่าวว่า หลังคัดคำพิพากษามาแล้ว ถือเป็นการบ้านขององค์คณะไต่สวนที่ต้องเอาข้อเท็จจริงมาถอดว่าสิ่งที่ศาลให้เหตุผลแต่ละจุดเกี่ยวกับเนื้อหาคดีใน ป.ป.ช. อย่างไร และทราบว่ามีคำร้องเพิ่มเติมเข้ามาโดยกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ราย และข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการพักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ นานเกิน 120 วัน จนถึง 180 วัน และหลังวันที่ 181 ซึ่งเป็นวันพักโทษ "ตรงนี้มีตัวละครที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพิ่มเติม"

อย่างไรก็ตาม เขาไม่เปิดเผยรายชื่อของ 2 นักการเมืองที่เข้าข่ายถูกไต่สวน แต่จะเป็นการตรวจสอบ 2 กรณีควบคู่กันไปคือ ความผิดทางอาญา และความผิดตามมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเท่าที่ทราบมีการแยกสำนวนเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือข้าราชการที่ส่งตัวอดีตนายกฯ ไป รพ.ตำรวจ อีกส่วนคือกระบวนการพักโทษ

ส่วนจะมีการเพิ่มชื่อนายทักษิณในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. หรือไม่นั้น นายสุรพงษ์อธิบายว่า อดีตนายกฯ เป็นผู้รับโทษคดีเดิม เป็นข้อกฎหมายว่าผลของคดีเดิม (3 คดีทุจริตที่ศาลสั่งจำคุก 8 ปี) ที่เป็นคดีใหม่ (คดีชั้น 14 ที่ศาลสั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี) อดีตนายกฯ ไม่ได้ถูกไต่สวน ไม่ใช่คนกระทำผิดในคดีนี้โดยตรง ความรับผิดทางอาญาจะไปถึงหรือไม่ เป็นเรื่ององค์คณะต้องพิจารณา

คำสั่งศาลฎีกาฯ เมื่อ 9 ก.ย. ไม่เพียงชี้ว่า การบังคับโทษจำคุกจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังระบุถึงพฤติการณ์บ่งชี้ให้เห็นว่า "จำเลยทราบข้อเท็จจริงหรือรับรู้เหตุการณ์ได้ว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน" แต่มีเพียงโรคประจำตัวซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ

นอกจากนั้นยังได้ความว่า "จำเลยเข้ามามีส่วนตัดสินใจในกระบวนการรักษาของแพทย์" เป็นผลให้การรักษาตัวจำเลยใน รพ.ตำรวจ ขยายระยะเวลาออกไป

"จำเลยจึงได้รับประโยชน์จากการพักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ โดยไม่ต้องกลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนได้รับการปล่อยตัว และไม่อาจอ้างว่าเป็นการดำเนินการของแพทย์และเจ้าหน้าที่ มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยเพื่อถือเอาประโยชน์จากระยะเวลาที่พักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ มาหักวันคุมขังโทษตามคำพิพากษา" คำสั่งศาลฎีกาฯ ระบุตอนหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ สื่อหลายสำนัก อาทิ ผู้จัดการ ไทยโพสต์ รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนายภูเทพ ทวีโชติธนากุล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. อีกคน ถึงการขยายไปตรวจสอบนายทักษิณ โดยกล่าวว่า ป.ป.ช. ต้องดูทั้งหมด เพราะเดิมการตั้งไต่สวนเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เมื่อมีประเด็นที่ศาลบอกว่านายทักษิณได้ประโยชน์จากการพักรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ก็ต้องมาดูว่าประโยชน์ที่ว่าใครอะไร และไปสัมพันธ์กับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่

ในการไต่สวนของ ป.ป.ช. ตั้งประเด็นไว้ว่า 1. การนำตัวนักโทษไปรักษาตัวนอกเรือนจำ มีการปฏิบัติที่ฝ่าฝืนกฎหมายราชทัณฑ์และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ 2. การนำตัวนักโทษไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ มีการกระทำข้ามขั้นตอนระเบียบว่าด้วยการส่งตัวผู้ป่วยหรือไม่

นายภูเทพเห็นว่า "อยู่ในกรอบอำนาจ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการได้อยู่แล้ว" เพราะคำว่า ผู้ถูกกล่าวหา ของ ป.ป.ช. จะรวมถึงตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน คือเอกชน ทั้งนี้หากเอกชนมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะมีความผิดในลักษณะสนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กำหนดว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 83-89 ระบุถึงการร่วมกระทำความผิดในฐานะ "ตัวการ" ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ส่วน "ผู้สนับสนุน" ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น

ขั้นตอนการทำงานของ ป.ป.ช. ก่อนชี้มูลความผิด

ทีมโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ยืนยันว่า ทุกคดีที่อยู่ในมือ ป.ป.ช. โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน การดำเนินการจะไม่ล่าช้า โดยใช้เวลาพิจารณาราว 10 เดือนหลังจากตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงไปจนถึงการแจ้งข้อกล่าวหา และใช้เวลา 6 เดือนหลังจากแจ้งข้อกล่าวหาไปจนถึงการชี้มูลความผิด

สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการไต่สวนผู้เกี่ยวข้องกับ "คดีชั้น 14" หลังมีคำสั่งศาลฎีกาฯ สรุปได้ ดังนี้

  • สำนักงาน ป.ป.ช. ขอคัดเอกสารคำสั่งศาลฎีกาฯ ฉบับเต็มมาประกอบแนวทางการพิจารณาของ ป.ป.ช.
  • เทียบบันทึกถ้อยคำพยานที่ขึ้นเบิกความในชั้นศาล กับพยานที่ ป.ป.ช. เคยเรียกมาสอบปากคำว่าสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร ซึ่งนายสุรพงษ์ในฐานะหัวหน้าผู้ว่าคดีในศาล "คิดว่ามีข้อเท็จจริงที่ยังไม่ตรงกัน ป.ป.ช. อาจต้องดูตามแนวคำพิพากษาเป็นหลัก"
  • ตรวจสอบพยานหลักฐานเอกสารที่ ป.ป.ช. รวบรวมมา ตรงกับที่มีการนำไปใช้ในชั้นศาลหรือไม่
  • รายงานให้องค์คณะไต่สวนทราบเบื้องต้น
  • องค์คณะไต่สวนพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด หากพบว่าเพียงพอแล้ว ป.ป.ช. ก็จะมีมติแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ
  • เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
  • องค์คณะไต่สวนสรุปสำนวน และนำเสนอต่อ ป.ป.ช. ชุดใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้มูลความผิดหรือไม่ อย่างไรก็ตามการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

การตั้งองค์คณะไต่สวนชุดใหญ่ขึ้นมาไต่สวน "คดีชั้น 14" อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 51 ที่ระบุว่า ในการไต่สวนเรื่องใดที่เป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือเป็นกรณีมีการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนเอง หรือจะแต่งตั้งกรรมการไม่น้อยกว่า 2 คนและบุคคลอื่นเป็นคณะกรรมการไต่สวนก็ได้

คณะกรรมการไต่สวนมีอำนาจแต่งตั้งหัวหน้าพนักงานไต่สวนหรือพนักงานไต่สวน และพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือคณะกรรมการไต่สวนในการดำเนินการตามหน้าที่ได้ตามที่เห็นสมควร

"ยกฎีกา" ขออภัยโทษรอบ 2

นายทักษิณ วัย 76 ปี ต้องใช้ชีวิตภายในเรือนจำกลางคลองเปรมตั้งแต่ 9 ก.ย. ตามคำสั่งศาลฎีกาฯ โดยมีสมาชิกในครอบครัวชินวัตร คนใกล้ชิด และทนายความแวะไปเยี่ยมเยียนเป็นประจำทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ซึ่งทางเรือนจำกำหนดให้เป็น "วันเยี่ยมญาติ"

พลันที่กลับเข้าเรือนจำ นายทักษิณทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ก่อนปรากฏ "เอกสารหลุด" ลงวันที่ 23 ก.ย. 2568 ว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม (ขณะนั้น) จากพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของพรรคเพื่อไทย "เห็นควรยกฎีการายนี้เสีย ตามที่กรมราชทัณฑ์เสนอ"

เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมคนปัจจุบัน มีคำสั่งให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณา และมีความเห็นยืนตาม พ.ต.อ.ทวี ที่เห็นควรยกฎีกาของนายทักษิณ

"เมื่อท่านยกฎีกาไปแล้วก็ไม่เกี่ยวพันอะไรกับรัฐบาลของผม แต่หากต้องเกี่ยวพันเพราะเปลี่ยนรัฐบาลพอดี เราก็ต้องให้เกียรติท่าน ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี ได้ลงนามยกฎีกา ก็คือไม่ให้อภัยโทษถูกไหม โดยอำนาจที่ท่านยังคงเป็นอยู่ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แล้วผมจะไปแย้งยังไง ก็ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจของท่าน ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลนี้ รัฐบาลมีแค่รับทราบ" นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ชี้แจงเมื่อ 7 ต.ค.

สำหรับคำว่า "ยกฎีกา" พ.ต.อ.ทวี ชี้แจงกับเนชั่นว่า การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจ จึงไม่มีการเสนอความเห็น หรือถวายความเห็นเป็นอย่างอื่นในลักษณะชี้นำหรือก้าวล่วงพระราชอำนาจ ฉะนั้นการขอพระราชทานอภัยโทษที่ริเริ่มโดยตัวผู้ต้องขังจะถูกส่งเรื่องไปตามขั้นตอน และกรมราชทัณฑ์ รวมถึง รมว.ยุติธรรม จะ "ยกฎีกา" ทุกกรณี

"การขอพระราชทานอภัยโทษของอดีตนายกฯ ทักษิณครั้งแรกเมื่อเดือน ส.ค. 2566 ครั้งนั้น รมว.ยุติธรรมก็ยกฎีกาเหมือนกัน" พ.ต.อ.ทวี ระบุ

อดีต รมว.ยุติธรรมกล่าวย้ำว่า การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองของผู้ต้องขังทุกคน และไม่มีกฎหมายมาตราใดบัญญัติห้ามการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลซ้ำ 2 ครั้ง กฎหมายเพียงเขียนเอาไว้ว่า หากเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษถูกยกฎีกา ห้ามขอใหม่ภายใน 2 ปีเท่านั้น ซึ่งกรณีอดีตนายกฯ ทักษิณ นับจากการขอครั้งแรกกับครั้งล่าสุด ถือว่าเกิน 2 ปีแล้ว

อดีตนายกฯ ทักษิณ ต้องคำพิพากษาให้รับโทษจำคุกรวมระยะเวลา 8 ปี จาก 3 คดีทุจริต ทว่าเขาไม่ได้นอนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้แต่คืนเดียว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ส่งตัวนายทักษิณออกจากเรือนจำช่วงกลางดึกของวันที่ 22 ส.ค. 2566 ด้วย "อาการฉุกเฉิน" ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 หลังจากก็ไม่ได้กลับเข้าเรือนจำอีกเลย

ในระหว่างพักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ นายทักษิณยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาและได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี ก่อนออกจาก รพ.ตำรวจ วันที่ 18 ก.พ. 2567 หลังเข้าเกณฑ์ได้รับการ "พักการลงโทษ" เป็นกรณีพิเศษตามระเบียบกรมราชทัณฑ์

เมื่อถูกจองจำเป็นครั้งที่ 2 นายทักษิณได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษอีกครั้ง ท่ามกลางข้อถกเถียงทางกฎหมายว่าเขามีสิทธิทำเช่นนั้นหรือไม่

นี่คือสรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวน "คดีชั้น 14" ครบ 7 นัด เกร็ดที่น่าสนใจ และไฮไลท์จากคำสั่งศาลฎีกาฯ วันตัดสินคดีประวัติศาสตร์ สามารถอ่านย้อนหลังได้ตามลิงก์ด้านล่าง