เก็บส่วย-ซื้อขายตำแหน่ง-เอี่ยวทุนเทา ข้อครหาตำรวจเป็น "องค์กรอาชญากรรม" มีมูลหรือไม่

ที่มาของภาพ, สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย 2
"พวกเราเป็นตำรวจของประชาชน พวกเราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม" เป็นคำปฏิญาณตนของสถานีตำรวจหลายแห่งในไทย หลังองค์กรถูกกล่าวหาโดยอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่าเป็น "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" เมื่อไม่นานนี้
ย้อนกลับไปวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดโอกาสให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีต รอง ผบ.ตร.) เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำรวจที่รับส่วยจากเว็บพนันออนไลน์
ในช่วงหนึ่งของการชี้แจง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ตั้งคำถามว่าต้องเรียกสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าเป็น "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือเปล่า" แต่ก็เน้นย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาเหมารวมตำรวจทั้งองค์กร
"เราจะปล่อยให้ตำรวจ 200 กว่าคน มาทำให้ตำรวจ 200,000 กว่าคน เสียหายได้อย่างไร จากการทำงานของผมที่ผ่านมา จับผู้ต้องหาแต่ละที ดำเนินความผิดตาม พ.ร.บ.มีส่วนร่วมอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่เคยมีผู้ต้องหาถึง 100 คน แต่วันนี้มีตำรวจที่รับ [เงิน] เว็บพนัน 230 กว่าคน รวมถึง ผบ.ตร. รวมกับข้อมูลที่ผมให้เพิ่มเติมอีก 30 กว่าคน รวมแล้ว 280-290 คน อย่างนี้ หากไม่เรียกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ก็ต้องเรียกสมาคมอาชญากรรมข้ามชาติหรือเปล่า" พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กล่าว
ผบ.ตร. หรือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่เขากล่าวถึง คือ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความไม่ลงรอยกับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล มาก่อน จนนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เซ็นคำสั่งย้ายทั้งคู่ให้เข้ามาช่วยงานสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปฏิเสธหนักแน่นมาโดยตลอดว่าตนเองและครอบครัว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์
ทว่าเมื่อไม่นานนี้ คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรงกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกกว่า 200 นาย จากกรณีรับส่วยเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" เป็นผู้ยื่นร้องเรียน
เรื่องร้องเรียนของนายษิทราเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์บีเอ็นเคมาสเตอร์ (BNK Master) ซึ่งพบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินเชื่อมโยงจาก น.ส.พิมพ์วิไล ปล้องอ่อน ผู้ทำบัญชีของเว็บไซต์ดังกล่าว โอนเงินให้ตำรวจ 3 กลุ่มผ่านบัญชีม้า และหนึ่งในนั้นมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังบัญชีภริยาของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์
ทาง ก.ร.ตร. ระบุว่าระหว่างนี้อยู่ในช่วงเปิดโอกาสให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อกล่าวหา โดยทางคณะกรรมการฯ จะนำคำชี้แจงมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อตัดสินโทษทางวินัยว่ามีความร้ายแรงหรือไม่ และส่งเรื่องให้ ตร. ดำเนินการต่อ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ทั้งนี้ข้อมูลที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนัน BNK Master ด้วยเช่นกัน โดยเขาหอบหิ้วหลักฐานเส้นทางการเงินของตำรวจและนักการเมืองท้องถิ่นอีกกว่า 30 คนที่รับเงินจากเว็บไซต์พนันดังกล่าว โดยมี น.ส.พิมพ์วิไล เป็นผู้โอน ซึ่งเธอยืนยันข้อมูลนี้กับ กมธ. ด้วยตัวเองในการประชุมวันเดียวกัน
พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กล่าวว่าเขายื่นคำร้องพร้อมด้วยหลักฐานทั้งหมดไปยัง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ผบ.ตร. ในขณะนั้น เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2567 แต่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับไม่ดำเนินการใด ๆ และเมื่อมาถึงยุค พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. คนปัจจุบัน ก็เพิ่งมีข้อสั่งการเรื่องนี้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา ทั้งที่ยื่นเรื่องเข้าไปปีกว่าแล้ว
ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ถูกไล่ออกจาก ตร. เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา หลังคณะกรรมการพิจารณาเพื่อเสนอแนะการลงโทษมีมติว่าอดีตรอง ผบ.ตร. รายนี้ มีความผิดทางวินัยร้ายแรงฐานพัวพันกับเครือข่ายพนันออนไลน์ "มินนี่" โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เป็นผู้ลงนามในคำสั่งไล่ออกตามมติของคณะกรรมการชุดดังกล่าว
"ผู้บังคับใช้กฎหมายกลายเป็นคนร้ายเสียเอง"
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตนายตำรวจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การที่ ผบ.ตร. คนปัจจุบันไม่ดำเนินการใด ๆ กับนายตำรวจอีกกว่า 200 คน ทั้งที่ ก.ร.ตร. ชี้มูลความผิดแล้ว นำมาซึ่งความเสียหายในระดับองค์กรอย่างมาก
"ถ้าหากคุณไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม เมื่อมีคนแจ้งว่าในคนองค์กรของคุณก่ออาชญากรรม ไม่ว่าจะ 1 หรือ 2 คน ก็ต้องรีบจัดการแล้ว แต่ถ้าคุณไม่จัดการ มันก็เริ่มแสดงว่าคุณร่วมแก๊งอาชญากรหรือเปล่า แล้วนี่มีคนกระทำผิดตั้ง 200-300 คน กลับไม่ทำในสิ่งที่ควรจะทำ หรืออาจจะบอกว่ากำลังทำ หรือค่อย ๆ ทำไปแล้ว มันก็ยังใกล้เคียงกับคำว่าไม่ทำอยู่"
อดีตนายตำรวจผู้นี้บอกว่าหากเขาเป็นนายกรัฐมนตรี จะสั่งการให้ ผบ.ตร. เดินหน้าทั้งในส่วนของคดีอาญาและโทษทางวินัยด้วยการนำตำรวจที่ถูกกล่าวหาทั้ง 200 กว่าคนนี้ออกจากราชการไว้ก่อน
"ถ้าคุณให้ออกไม่ได้ ผมจะเอาคุณไปนั่งประจำสำนักนายกฯ แทน" พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว
"แต่ปัญหาคือเขาคงกังวลว่าหากดำเนินการใด ๆ กับ 200 กว่าคนตรงนี้แล้วจะเจี๊ยวจ๊าวขึ้นมาว่า 'ผมไม่ได้เก็บเงินคนเดียวนะ' แต่เอาไปให้คนนั้นคนนี้ มีนายพลคนนั้น คนนี้"
ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล สารวัตร (สอบสวน) หัวหน้างานคดี สถานีตำรวจนครบาล (สน.) สายไหม ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยในฐานะเลขานุการประจำ กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ว่า "คงไม่มีตำรวจยุคไหนตกต่ำเท่ายุคที่เป็นอยู่แล้ว"
เขาบอกว่าตำรวจมีหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม แต่การแฉกันเองของตำรวจตอนนี้ทำให้เห็นว่า "ในวันนี้ผู้บังคับใช้กฎหมายกลายเป็นคนร้ายเสียเอง" แล้วประชาชนจะพึ่งพาตำรวจได้อย่างไร
"แล้วทั้งเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ที่ว่ามานั้นก็เติบโตมาแบบผิดปกติทั้งคู่ โตขึ้นมาแบบผิดธรรมชาติ กระโดดข้ามหัว ยกเว้นหลักเกณฑ์ขึ้นมาทั้งคู่ ไม่ใช่แค่บิ๊กต่อ แต่บิ๊กโจ๊กก็เหมือนกัน มันเลยทำให้เกิดข้อครหา" พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าว
เขากล่าวต่อว่าในเมื่อมีการไล่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ออกจากราชการไปแล้ว หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงเว็บพนันเครือข่าย "มินนี่" แต่กรณีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับไม่ดำเนินการใด ๆ จึงไม่น่าแปลกที่สังคมและแม้แต่ตำรวจด้วยกันเองจะตั้งคำถามว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือไม่
"ลองสังเกตดูนะครับ หากเป็นชั้นประทวน ชั้นผู้น้อย ไปพัวพันกับเรื่องแบบนี้ เขาปลดออก ไล่ออกไปก่อนนะครับ แต่พอเป็น พล.ต.อ. กว่าจะเป็นเรื่องเป็นราวได้ก็ยืดเยื้อยาวนาน" เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ธีรวัตร์บอกว่านับถือที่ ก.ร.ตร. ชุดนี้มีความกล้าหาญในการดำเนินการชี้มูลความผิดต่ออดีต ผบ.ตร. กับตำรวจอีก 200 กว่านายที่พัวพันเส้นเงินเว็บพนัน BNK Master เพราะเขาไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าดำเนินการใด ๆ กับอดีต ผบ.ตร. ที่มาจาก "ตั๋วช้าง"
ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผบ.ตร. ชี้แจงเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ว่า ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 หมวด 7 ว่าด้วยวินัย ระบุว่าต้องมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงก่อนอันเนื่องมาจากมีกรณีกล่าวหาหรือสงสัยว่าข้าราชการตำรวจกระทำความผิดวินัย และในตอนนี้กระบวนการยังอยู่ที่ ก.ร.ตร. ยังไม่เกี่ยวข้องกับ ตร. ดังนั้นตนเองจึงไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการพิจารณาของ ก.ร.ตร. ได้
"จนกว่าเขาเสร็จแล้วส่งมา ผมก็พร้อมจะทำ ตรงไปตรงมา" ผบ.ตร. กล่าว
"ส่วย" กับ "ระบบตั๋ว"
พ.ต.อ.วิรุตม์ ที่ปรึกษา กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ให้ความเห็นว่า "ส่วย" เป็นเงินที่หล่อเลี้ยงตำรวจบางกลุ่มในองค์กรเท่านั้น และส่วนใหญ่ผู้ได้รับประโยชน์คือชั้นยศสูง ๆ ไม่ใช่ตำรวจชั้นผู้น้อย
เขาบอกว่าเรื่องส่วยตำรวจเป็นปัญหาเรื้อรังและกัดกินองค์กรจากภายใน ทำลายกระบวนการยุติธรรม และหลักนิติธรรมของชาติ โดยแหล่งที่มาของส่วยไม่ได้มาจากแหล่งอาชญากรรมหรือสิ่งผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเรียกเก็บจากสุจริตชนด้วย ตัวอย่างเช่น กรณีสายตรวจตู้แดงที่ประชาชนต้องจ่ายเดือนละ 2,000-3,000 บาท เพื่อให้สายตรวจเข้ามาตรวจตราบ่อย ๆ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจตราก็เป็นได้
"สมมติกำลังก่อสร้างบ้านแล้วมีคนต่างด้าวทำงาน 10-20 คน ถ้าไม่ยอมติดตู้แดงเดือนละ 2,000-3,000 บาท ตำรวจก็จะมาตรวจบ่อย ๆ เพื่อดูว่ามีบัตรมีอะไรไหม"
อย่างไรก็ตาม ตร. มีหนังสือสั่งการห้ามตำรวจเก็บเงินจากตู้แดงตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่แล้ว เนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง เป็นการปฎิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ที่ควรมิได้
สัปดาห์ก่อน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวทีข้อเสนอภาคประชาชนต่อรัฐบาลไทยเรื่อง "ส่วยตำรวจ สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ปัญหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับการปฏิรูปตำรวจไทย" โดยมีตัวแทนทั้งจาก ก.ร.ตร. และ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เข้ารับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ
ในเวทีดังกล่าวระบุว่า ส่วยที่ส่งให้ตำรวจนั้นมาทั้งจากร้านอาหารและผู้ประกอบการ แต่ที่น่ากังวลสุดคือส่วยจากกลุ่มสแกมเมอร์การหลอกลวงและการพนันออนไลน์ ซึ่งพบว่ามีตำรวจตั้งแต่ชั้นปฏิบัติการเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยจะส่งเงินส่วยขึ้นไปให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เพื่อแลกกับการคุ้มครอง ทำให้ตำรวจกับกลุ่มทุนเทามีความแนบชิดกันมากยิ่งขึ้น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด้าน พ.ต.ท.ธีรวัตร์ เลขานุการ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าวว่า ปัจจุบันงานอาชญากรรมทางไซเบอร์ดำเนินการโดย 3 หน่วยงานของ ตร. ได้แก่ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.), กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี (บก.ปอท.) ซึ่งสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, และ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์
โดยส่วนตัวเขามองว่าหน่วยงานทั้งสามมีงานซ้ำซ้อนกัน ต่างคนต่างทำ ดังนั้นควรยุบรวมมาอยู่ที่ บช.สอท. ได้
"เพราะฉะนั้นเวลามีนักพนัน 1 คน จะเปิดเว็บ [พนัน] เขาก็ต้องเคลียร์ทั้ง บช.สอท., ศปอส.ตร., และ บก.ปอท. เพื่อให้รอด วันนี้มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเส้นเงินถึงพัวพันทั้งบิ๊กต่อและบิ๊กโจ๊ก เพราะสุดท้ายมันส่งขึ้นนายหมด" พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าว
เลขานุการ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหา "ระบบตั๋ว" ที่ฝังรากลึกในองค์กรตำรวจทุกระดับชั้นได้
เขาบอกว่าปัญหาคือเส้นทางการเติบโตของตำรวจไทยนั้นจริง ๆ แล้วไม่ได้มีเคพีไอ (KPI) ที่ชัดเจน แต่ขึ้นอยู่กับ "ระบบตั๋ว" และ "นาย" ทำให้สุดท้ายแล้ว "แม้ตำรวจทำงานดีแค่ไหน หรือจับผู้ร้ายเก่งแค่ไหน ก็อาจไม่ได้ขึ้นตำแหน่ง"
เขากล่าวอย่างขำ ๆ ว่า "อย่างน้อยตำรวจภูธรภาค 8 ที่มีข่าวออกมาก็ถือว่า KPI ชัดดีนะครับที่บอกว่า 8 โล"
กรณีนี้ เขาหมายถึงข่าวการซื้อขายตำแหน่งในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 ที่รายงานข่าวระบุว่าหากใครต้องการขึ้นตำแหน่งใหม่ในโรงพักเกรด A ต้องเสนอเงินให้ได้ 8 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งทาง พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ออกมาปฏิเสธข่าวนี้แล้วเมื่อวันที่ 18 พ.ย.
พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าวด้วยว่าการหาเงินมาวิ่งตั๋ว ไม่ได้หมายถึงการโยกย้ายแค่นั้น แต่อาจหมายถึงการวิ่งเต้นเพื่อไม่ให้ตนเองต้องถูกย้ายก็ได้
ในประเด็นการรับเงิน รวมถึงการวิ่งเต้นเพื่อโยกย้ายตำแหน่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ชี้แจงต่อสื่อว่าเป็นเรื่องกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน
"ทุกวันนี้เราเสพข้อมูลจากการพูดกันแบบนี้ พูดกันไปมาว่ามีคนตั้งโต๊ะ รับเงิน แล้วพยานหลักฐานข้อมูลอยู่ที่ไหนครับ ?"
ผบ.ตร. กล่าวต่อว่าทุกวันนี้มีข้อร้องเรียนเป็นเพียงกระดาษหนึ่งแผ่น แต่ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลอะไรเลย จึงเกิดคำถามว่าเป็นธรรมกับผู้ถูกร้องเรียนหรือไม่ ตนเองจึงหารือกับ รอง ผบ.ตร. ว่าต่อไปนี้จะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลเพื่อจัดการเรื่องร้องเรียนให้ครบถ้วนเสียก่อน
"อย่างน้อยให้มีเชื้อ มีพยานหลักฐานชัดเจน เรื่องที่ปรากฏตอนนี้คือการออกข่าวสารผ่านสื่อมวลชน สื่อโซเชียล บางท่านที่รับฟังข้อมูลก็บอกว่า นี่ไง ตำรวจเป็นอย่างนี้ แต่ผมพูดตรงนี้เลยครับว่ามีหลักฐาน มีข้อมูลที่ชัดเจนไหม ผมขอเถอะ เอามาให้เหอะ จะเอามาให้ด้วยวิธีใดก็สุดแล้วแต่ ท่านอาจกลัวถูกเปิดเผยชื่อ ส่งมาอย่างไรก็ได้ว่าตำรวจนายใดตั้งโต๊ะ ตำรวจรายใดรับเงิน"
"ผมพูดตามตรงนะ ถ้ามีตำรวจรายใดรับเงินจากการแต่งตั้ง ผมพูดแบบหยาบ ๆ เลยนะ โง่สุด ๆ เนื่องจากข่าวก็มี ผมก็กำชับ และมันเป็นเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับองค์กรและหน่วยงานนั้น" ผบ.ตร. กล่าว
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวด้วยว่าหากมีหลักฐานมัดตัวว่าใครเป็นผู้รับเงินซื้อตำแหน่ง เขาจะไม่ดำเนินการลงโทษแค่ผู้รับเงินเท่านั้น แต่จะลงโทษผู้ให้ด้วย
"คุณบอกว่าอยากได้ตำแหน่งแล้วไปซื้อตำแหน่งมา ขอให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งผมกำชับไปแล้ว ให้คิดสักหน่อยนะว่าเขามาซื้อตำแหน่ง เขาก็ต้องกลับไปหาเงินโดยมิชอบ"
"หากผู้บังคับบัญชาคนใดรับเงินจากการแต่งตั้ง มันคือเวรกรรม-บาปกรรมที่ทำกับตำรวจด้วยกันเอง อันนี้เป็นเรื่องที่ชั่วร้ายรุนแรงมาก" ผบ.ตร. กล่าว
อย่างไรก็ดี ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ เลขานุการ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ มองว่าระบบตั๋วบั่นทอนการทำงานของกำลังพลใน ตร. มากที่สุด แต่ไม่มีใครกล้าออกมาเปิดเผยเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากกังวลว่าจะได้รับผลกระทบต่อหน้าที่การงาน
ในห้วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีตำรวจจำนวนมากเกิดภาวะหมดไฟ ขอเกษียณก่อนกำหนด และจากสถิติก็พบว่าตำรวจป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจากภาวะเครียดในที่ทำงานมากขึ้น ซึ่งทำให้หลายคนจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย
"การออกมาพูดทุกครั้งมันมีราคาต้องจ่าย ผมผ่านมาทุกอย่างแล้วตั้งแต่โดนดองขั้นมา 3 ปี รวมถึงธำรงวินัย แต่นี่มันคือปัญหาของพวกตำรวจผู้ใหญ่ที่ผมคิดว่ามันต้องมีคนออกมาพูด"
"หากประเทศคือร่างกาย ตำรวจก็คือเม็ดเลือดขาว ถ้าเม็ดเลือดขาวอ่อนแอ ทุนเทาก็เต็มประเทศของเรา ทำให้ประเทศเรากลายเป็นแหล่งอาชญากรรม" พ.ต.ท.ธีรวัตร์ แสดงความเห็น
การปฏิญาณตน "เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม" ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา
ทั้งที่ปรึกษาและเลขานุการ กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เห็นตรงกันว่าปัญหาของตำรวจในตอนนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่ต้องการ "การปฏิรูป" องค์กรอย่างเร่งด่วน
พ.ต.อ.วิรุตม์ บอกว่าภาพลบของตำรวจในสายตาประชาชนไม่ได้มีแค่เรื่องใหญ่ ๆ เช่น ส่วย การทุจริต ความไม่โปร่งใสในองค์กรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำงานบางอย่างที่กระทบต่อประชาชนด้วย เช่น การตั้งด่านตรวจบนถนน ตรวจค้นทรัพย์สิน บังคับตรวจปัสสาวะ โดยไม่มีเหตุผลตามกฎหมายหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัย โดยอ้างว่าเพื่อการป้องกันอาชญากรรม
"ปัญหาของตำรวจมันเกิดจากอำนาจเป็นพิษ" เขากล่าว
"มันขาดการตรวจสอบ ประชาชนนี่กลัวตำรวจมากเลยนะ เค้ากลัวถูกยัดข้อหาหรือแจกข้อหา เพราะมันขาดการตรวจสอบควบคุม"
ขณะเดียวกันในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผบ.ตร. กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ ตร. จะเปรียบเหมือน "หลุมระเบิด" เนื่องจากตำรวจทำงานบังคับใช้กฎหมายและมีความใกล้ชิดกับประชาชน
"เราเป็นผู้ถือกฎหมาย มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ก็อาจไปกระทบกระทั่งกับคนที่ไม่เห็นด้วย หรือเห็นต่าง หรือกระทำความผิด และอาจใช้โอกาสที่เห็นว่าขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเรื่องดำเนินการ 1, 2, 3 ก็อาจหยิบไปให้ข้อมูลที่ยังไม่ครบ ทำให้ผู้ฟังเชื่อไปตามนั้น" ผบ.ตร. กล่าว
พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวต่อว่า ทุกครั้งที่เกิดปัญหาในองค์กรตำรวจ คำถามเรื่องการปฏิรูปก็จะกลับมาวนซ้ำอยู่เสมอ และที่ผ่านมาการปฏิรูปองค์กรตำรวจก็ผิดทิศผิดทาง ทุ่มไปที่การขยายตำแหน่งนายพล ซื้ออาวุธ ยานพาหนะ "จนท่วมไปหมดแล้ว"
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสังเกตของ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ที่มองว่า ตร. ไม่ได้ขาดแคลนงบประมาณ แต่งบประมาณถูกนำไปใช้ไม่ถูกจุด และขาดการจัดสรรที่โปร่งใส
อีกปัญหาหนึ่งที่ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ เล็งเห็น คือการจัดสรรกำลังพลกระจุกอยู่ที่บางหน่วยงานขององค์กรโดยไม่จำเป็น ทั้งที่โรงพักต่าง ๆ ต้องการกำลังเสริม
"ยกตัวอย่างกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่อยู่ตรงพระบรมรูปทรงม้า มีผู้บัญชาการ 1 คน แต่มีรองผู้บัญชาการ 13 คน ซึ่งรองผู้บัญชาการมีหน้าห้อง พลขับ มีแม่บ้านในห้อง มีตำรวจทำหน้าที่ปอกผลไม้ เสิร์ฟกาแฟ ทั้งที่พวกนี้ควรถูกจัดสรรให้ลงไปตามโรงพัก" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
พ.ต.อ.วิรุตม์ ที่ปรึกษา กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เห็นว่าในที่สุดแล้วทั้งนายกรัฐมนตรีและ ผบ.ตร. ต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่าองค์กรนี้มีปัญหา จากนั้นจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งปล่อยให้ตำรวจทำเองไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว "ไม่มีใครอยากปฏิรูปให้ตนเองมีอำนาจน้อยลง" เพราะหนึ่งในข้อเสนอปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือเรื่องการกระจายอำนาจและลดขนาดองค์กรลง
"การปฏิญานตนว่า 'เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม' มันทำให้ตำรวจยิ่งกลายเป็นตัวตลกขบขัน" ที่ปรึกษา กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าว
"องค์กรตำรวจไม่ต้องไปห่วงเรื่องภาพลักษณ์หรอกครับ เพราะพยายามสร้างภาพลักษณ์นั้นประชาชนไม่สนใจ ประชาชนจะรอดูของจริง สิ่งที่ควรทำคือทำงานด้วยความสุจริตตามหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง แต่ประเด็นคือตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่ จึงถูกเขามองว่าเป็นองค์กรอาชญากรรม" พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว
ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผบ.ตร. เปิดเผยว่าการปฏิญาณตนไม่ใช่การแสดง แต่เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและปรับ mindset (ทัศนคติ) เจ้าหน้าที่ตำรวจว่า "เราคือตำรวจ เราทำตามหน้าที่และบริการ อำนวยความสะดวก บังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรมตามหลักนิติธรรม"
"ผมคิดว่าสิ่งที่ผมพูดไม่ใช่ลิเก" ผบ.ตร. กล่าว และเสริมว่าคำพูดที่กล่าวหาว่าตำรวจเป็น "องค์กรอาชญากรรม" นั้นทำให้ "ตำรวจทั้งหมดรู้สึกไม่ดี" จนหลายหน่วยออกมาปฏิญาณตนเพื่อยืนยันตนเอง ซึ่งตนเองก็เห็นว่าการปฏิญานตนเป็นเรื่องที่ดีและสนับสนุนให้ทำ
ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ธีรวัตร์ เห็นว่าหากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีความจริงใจแก้ปัญหาองค์กรตำรวจจริง สามารถใช้เวลา 4 เดือนที่เหลืออยู่นี้ หยิบรายงานผลการศึกษา เรื่อง การปฏิรูปตำรวจ ของ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ซึ่งผ่านความเห็นชอบรัฐสภาเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมามาใช้ได้เลย และจากนั้นก็มอบหมายให้รัฐบาลต่อไปเข้ามาสานงานต่อ
"ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่เท่านั้น" เขากล่าว
"แต่สุดท้ายก็ลองคิดดูว่าหากเป็นรัฐบาลได้อีก 4 เดือน รอบนี้จะแต่งตั้งอย่างเป็นธรรมได้ไหม หรือจะเอาคนที่มีตั๋วขึ้น ผมเชื่อว่าสุดท้ายก็คงต้องเอาคนของตัวเองขึ้นกันก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลในรอบหน้าไหม"
พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าวต่อว่าในตอนนี้ทุกคนอยากเห็นบทบาท "สุภาพบุรุษสามพราน" คติประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ปลูกฝังกันมารุ่นต่อรุ่น และการผ่าตัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติคือหนทางเดียวที่จะโน้มน้าวให้สังคมเชื่อว่า "สุภาพบุรุษสามพราน" ยังมีอยู่จริง












