ผลสอบชี้มีความขัดแย้งใน ตร.ทุกระดับ โยง 2 นายตำรวจ ด้าน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับมานั่ง ผบ.ตร.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่าง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)
วานนี้ (19 มิ.ย.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานสรุปผลสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว
ล่าสุดในวันนี้ (20 มิ.ย.) นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้แถลงผลสอบต่อสื่อมวลชน โดยผลสอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าวสรุปสารสำคัญได้ 5 ประเด็น ดังนี้
- มีความขัดแย้งและความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ระดับกลาง ระดับเล็ก ทุกระดับทุกฝ่าย ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเพราะเหตุเดียวกัน หรือคนละเหตุ หรือบังเอิญมาประจวบกัน จนกระทั่งเกิดเป็นคดีความต่าง ๆ ฟ้องร้องกันทั้งในและนอก ตร.
- เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันกับบุคคล 2 คน คือ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งแต่ละคนมีทีมงานของตัวเองอยู่ใต้บังคับบัญชา ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทีมงานไปด้วย
- มีคดีสำคัญที่เกี่ยวพันกับบุคคลเหล่านี้ อาทิ คดีที่เรียกกันว่าคดี 140 ล้านบาท หรือ "คดีเป้รักผู้การเท่าไหร่" และ "คดีกำนันนก" รวมถึง "คดีเว็บไซต์พนันออนไลน์ มินนี่" และ "BNK MASTER" รวมถึงคดีแยกย่อยอื่น ๆ อีก 10 คดี กระจายอยู่ตามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาล และองค์กรอิสระ
- ในเวลานี้คดีทั้งหมดมีเจ้าของคดีรับดำเนินการอยู่แล้วทั้งสิ้น ไม่มีคดีตกค้างอยู่ที่ ตร. โดยคดีใดที่องค์กรอิสระเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทางองค์กรนั้นก็รับไปดำเนินการแล้ว
- ผลสอบชี้ว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ควรกลับไปปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่เดิม เนื่องจากในตอนนี้ไม่มีอะไรสอบสวนแล้ว แต่คำสั่งนี้ยังไม่มีผลจนกว่านายกรัฐมนตรีจะลงนาม ส่วน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้รับคำสั่งให้กลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วเมื่อวันที่ 18 เม.ย.2567 ในตำแหน่งและหน้าที่เดิม แต่วันเดียวกันก็มีการตั้งคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งเพื่อสอบสวนทางวินัย และคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งทางคณะกรรมการกฤษฎีกามีมติ 10 ต่อ 0 มีความเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดังนั้นสถานภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จึงยังไม่ได้นำขึ้นกราบบังคมทูลฯ และต้องรอผลสอบคณะกรรมการสอบสวนก่อน
“สถานภาพ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็คือขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอนำความกราบบังคมทูลฯ ซึ่งการจะนำการกราบบังคมทูลฯ ให้ออกจากราชการไปก่อนนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะต้องมีการตรวจสอบว่าได้ทำถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ก็นำเรื่องไปฟ้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมของตำรวจ ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่แล้ว” นายวิษณุกล่าว
นอกจากนี้ นายวิษณุยังเน้นย้ำว่า ผลการสอบสวนไม่ได้ชี้ผิด-ชี้ถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและไม่ใช่การฟอกขาว พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เพราะเป็นการตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ส่วน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังมีสิทธิเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร. คนต่อไปเช่นเดิม หากผลสอบของคณะกรรมการสอบสวนออกมา และชี้ว่ายังได้ดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร. ตามเดิม
อย่างไรก็ตาม ไม่มีกำหนดกรอบเวลาการทำงานของคณะกรรมการสอบสวนไว้ “แต่กฎหมายฉบับใหม่ของตำรวจที่ระบุว่า กรณีที่มีการตรวจสอบบุคคลใด เช่น เรื่องอยู่ที่ ป.ป.ช. ไม่ให้เอาเหตุนี้มาเป็นเหตุสกัดกั้นการดำรงตำแหน่งหรือการเลื่อนตำแหน่งของบุคคลใด” นายวิษณุ ระบุ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าต่อจากนี้จะเกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ นายวิษณุบอกว่า “คงเรียบ แต่ไม่ร้อย คงเกิดความปรองดองในงานราชการ ส่วนมีอะไรกินใจกันอยู่ข้างในหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะอีกไม่กี่เดือนก็หา ผบ.ตร. คนใหม่แล้ว ตอนนั้นคุณต่อศักดิ์ก็ไม่เข้ามาเกี่ยวหรืออยู่ในวงจร”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
บีบีซีไทยชวนย้อนเส้นทางของ 2 นายตำรวจที่มีเส้นทางพลิกผัน-ความเร็วสูง ก่อนกลายเป็นปมขัดแย้งที่กระทบต่อวงการสีกากีของไทยในช่วงเกือบ 1 ปี ที่ผ่านมา
"แมว 9 ชีวิต" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล
สุรเชษฐ์ เป็นคน จ.สงขลา เป็นบุตรของนายดาบตำรวจไสว และนางสุมิตรา หักพาล พ่อของเขาเป็น ผบ. หมู่อยู่หน่วยพลาธิการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เขาเคยเล่าให้สื่อฟังว่า พ่อของเขาขับรถให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 มากว่า 20 คน รวมถึง พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ (พ่อของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร)
สุรเชษฐ์ เข้าสู่รั้วโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 31 ก่อนเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 47 เป็นผู้หมวดหนุ่มในวัย 23 ปีเศษ โดยเริ่มต้นชีวิตราชการเหมือนนายตำรวจใหม่ทุกคน เป็นพนักงานสอบสวนในนครบาล 2 ปี
เส้นทางตำรวจของเขา เริ่มที่ตำแหน่งสารวัตรที่กองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โยกย้ายขยับตำแหน่งไปยังหลายหน่วย
สุรเชษฐ์ เคยเป็นนายเวรนายตำรวจราชสำนักประจำ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ผู้กำกับการอำนวยการ 10 กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้กำกับการ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บ้านเกิด และขึ้นเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา
เงาตามติด "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ"
หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 สุรเชษฐ์ ขยับจากรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ขึ้นรักษาการตำแหน่งผู้บังคับการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรี
หลังจากนั้น เขาก็ได้กลายเป็นเงาติดตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นับเป็นจุดที่ทำให้เขาก้าวกระโดดมาเป็นคนมีชื่อเสียงระดับประเทศ
ภายในเวลา 2 เดือนเศษ สุรเชษฐ์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ในเดือน ต.ค. 2558 สร้างผลงานและชื่อเสียงอยู่ที่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวเพียง 1 ปี ก็ย้ายกลับมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) อีกครั้ง หลังจากที่เคยสังกัดอยู่ช่วงสั้น ๆ
กลับมาครั้งนี้ เขาขึ้นชั้นเป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือ 191 อันเลื่องชื่อ และสร้างผลงานด้านการอำนวยการสืบสวนจับกุมได้อย่างโดดเด่นแม้จะอยู่ในตำแหน่งนี้ไม่ถึง 1 ปี จาก 1 ต.ค. 2559 ถึง 6 ก.ย. 2560 ก่อนที่จะขึ้นรั้งตำแหน่งรักษาการรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว หลังมีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการขึ้นใหม่
แม้ไม่ได้เป็นผู้บัญชาการหน่วยคนแรก แต่สุรเชษฐ์ก็ได้ครองตำแหน่งที่นายตำรวจหลายคนหมายปอง เมื่อได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.ประวิตร ให้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เมื่อปี 2561
ช่วงเวลาการเป็นผู้บัญชาการ สตม. นี้เอง ที่ชื่อของ สุรเชษฐ์ โด่งดังต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการมีบทบาทสำคัญในกรณีสาวชาวอังกฤษที่อ้างถูกขืนใจบนเกาะเต่า และกรณีเรือฟินิกซ์ล่มที่ภูเก็ต เมื่อปี 2561 และคดีหญิงซาอุดีอาระเบียวัย 18 ปี ถูกกักตัวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2562

ที่มาของภาพ, getty images
"ฟ้าผ่า" ที่ สวนพลู ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ เซ็นคำสั่งกลับเข้ารับราชการ
ช่วงเวลาหอมหวานในตำแหน่งผู้บัญชาการ ตม. นั้นคิดเป็นเวลาเพียง 6 เดือนกับอีกไม่กี่วัน ในวันที่ 5 เม.ย. 2562 สุรเชษฐ์ โดนคำสั่งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ขณะนั้น สั่งย้ายเขาไปประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม
ไม่กี่วันต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ก็ใช้อำนาจตามมาตรา 44 โอนเขาไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษ ประจำปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และถูกขึ้นบัญชีบุคคลต้องได้รับการตรวจสอบจาก ป.ป.ช. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ช่วงเวลานี้มีคำร่ำลือเกิดขึ้นมากมายกับตัวเขา เพราะบัญชีสื่อออนไลน์ที่เคยเคลื่อนไหวถูกปิดไปจนสิ้น บ้านพักและเซฟเฮาส์ส่วนตัวหลายแห่งถูกค้น เงินสดหลายร้อยล้านถูกอายัดไปตรวจสอบ ความผิดพลาดครั้งนี้อาจหนักถึงขั้นถูกไล่ออกจากราชการ หนักไปกว่านั้น "อาจถึงตาย" แต่ทุกอย่างก็ไม่หนักถึงปานนั้น
สุรเชษฐ์ ใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในชีวิตข้าราชการพลเรือนไปถึง 2 ปีเต็ม หลังจากนั้น จึงมีคำสั่งนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ โอนให้เขากลับไปเป็นที่ปรึกษา สบ 9 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เทียบผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่เปิดเป็นตำแหน่งเฉพาะตัวให้สุรเชษฐ์ หลังเขายื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกคำสั่งโยกย้าย แม้ศาลปกครองจะยกฟ้อง เพราะฟ้องผิดขั้นตอนที่กฎหมายปกครองกำหนดไว้ก็ตาม
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2564 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ (ยศขณะนั้น) กลับมาผงาดอีกครั้งในตำแหน่งหลักผู้ช่วย ผบ.ตร. และขยับขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. ในปี 2565
ในช่วง 2 ปีนี้ เขาสร้างผลงานคดีค้ามนุษย์หลายคดี ซึ่งรวมทั้งปฏิบัติการทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ปราบเงินกู้นอกระบบ ทลายเครือข่ายทุนจีนสีเทา ก่อนขึ้นแท่นเป็นแคนดิเดตชิง ผบ.ตร. ในปี 2566 ซึ่งเขาอยู่ในลำดับอาวุโส ลำดับที่ 2 และยังเหลืออายุราชการอีก 7 ปี
สกัดชิง ผบ.ตร.
เพียงสองวันก่อนคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เคาะเลือก ผบ.ตร. คนใหม่ เมื่อเดือน ก.ย. 2566 ได้เกิดเหตุการณ์ตำรวจคอมมานโดพร้อมด้วยหน่วยปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเข้าบุกค้นบ้านของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และแจ้งจับลูกน้องอีก 8 นาย กล่าวหาพัวพันกับผู้ต้องหาพนันออนไลน์รายหนึ่ง
ภาพที่เป็นที่จดจำ คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในชุดเสื้อยืด กางเกงนอน พร้อมถุงเท้า ซึ่งบ่งชี้ได้อย่างชัดแจ้งว่า การบุกค้นของตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ บิ๊กเต่า รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ครั้งนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ทันได้ตั้งตัว
หลังจากนั้น ยุทธจักรสีกากีก็สั่นสะเทือนมาอย่างต่อเนื่องด้วยความเคลื่อนไหวหลายกรณี หนึ่งในนั้นคือ การเกิดขึ้นของ "ศูนย์อำนาจ" ของสิ่งที่ สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เรียกว่า "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สาขาสอง" ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี ในฐานะฐานบัญชาการของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งมีการเรียกนายตำรวจใต้บังคับบัญชาเข้ามารายงานตัว ซึ่ง สส.ก้าวไกล ชี้ว่า นี่คือ "วิธีการทดสอบอำนาจของตัวเอง"
และตามมาด้วยการดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด้วยข้อกล่าวหามีเส้นเงินโยงกับเครือข่ายเว็บพนัน

ที่มาของภาพ, HANDOUT
จากคดี “มินนี่” ถึง “บีเอ็นเค มาสเตอร์”
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2567 พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) เข้ายื่นคำร้องต่อศาลให้ออกหมายจับกลุ่มตำรวจ 4 นาย และพลเรือน 1 คน โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อยู่ด้วย นำมาสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 4 คน ส่วน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ออกเป็นหมายเรียกให้มารับทราบข้อหาที่ สน.เตาปูน กรุงเทพมหานคร เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่
นี่เป็นคดีที่แยกออกมาจากคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่เรียกว่า "คดีมินนี่" โดยทางชุดสืบสวนระบุว่า พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับบัญชีม้าในครอบครองของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตรองผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งได้มอบตัวไปแล้ว และให้การปฏิเสธทุกข้อหา
สำหรับคดีที่กล่าวหาว่าเขาเข้าไปพัวพัน คือเว็บไซต์พนันออนไลน์บีเอ็นเค มาสเตอร์ (BNK MASTER)

ที่มาของภาพ, thai news pix
ก่อนหน้านี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในฐานะรองหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์เครือข่ายมินนี่ หรือ น.ส.ธันยนันท์ สุจริตชินศรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า เตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมกับตำรวจอีก 5 คน ในความผิดตามกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และมาตรา 149 เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ กรณีพบความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มบัญชีม้าเครือข่ายเว็บไซต์พนันของมินนี่จำนวนเงินกว่า 300 ล้านบาท โดยพบว่าจำนวนเงินกว่าครั้งหนึ่งถูกโอนเข้าไปในเส้นทางการเงินของนายตำรวจระดับสูง และนำไปให้ครอบครัวใช้ในชีวิตประจำวัน
แต่สุดท้ายแล้ว ทาง ป.ป.ช. ได้มีมติ 4:1 เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2567 ให้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาดำเนินการตรวจสอบและไต่สวนเอง และยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาทำงานออกมา ซึ่งหมายความว่าหากผลการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ช้าออกไปมากเท่าไร ก็อาจส่งผลต่อการเข้าชิงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในสมัยถัดไปของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นหลังเดือน ส.ค. นี้
หลังจากการมีการออกหมายเรียกกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เกิดปรากฎการณ์ตอบโต้รายวันของทางฝั่งทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เอง ที่ออกมาระบุว่า "เราเข้าไปดูแล้ว ไม่มีเส้นเงินอะไรที่วิ่งเข้าไปถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เลย" จึงตั้งคำถามต่อคณะพนักงานสอบสวนว่า ทำไมจึงตั้งข้อหาว่า รอง.ผบ.ตร. มีส่วนพัวพันการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนัน BNK MASTER ได้
นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังมอบอำนาจให้ทนายยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กล่าวหาว่านำข้อมูลสำนวนการสอบสวนของสถานีตำรวจนคร บาลทุ่งมหาเมฆ และสถานีตำรวจเตาปูนไปเปิดเผยในรายการโทรทัศน์
ระหว่างทางที่ศึกภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินอยู่ ยังมีภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างการเยือน จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือน มี.ค. ถึง 2 วัน ทำให้สื่อสังคมออนไลน์ไปย้อนขุดภาพของเขาเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ขณะกำลังย่อตัวทักทาย คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ในงานวิ่งมาราธอนที่สนามหลวง ซึ่งนับเป็นการออกงานครั้งแรกในรอบหลายปีของคุณหญิงพจมาน
ไม่ใช่เพียงแค่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เท่านั้นที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับเว็บไซต์พนัน BNK MASTER แต่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ก็ถูกกล่าวหาว่ามีเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันเดียวกัน
ในช่วงเดือน เม.ย. 2567 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน เปิดเผยว่าพบเส้นทางการเงินจากบัญชีม้าที่โยงไปถึง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และภรรยา
พร้อมกันนี้ นายษิทรายังนำหลักฐานเส้นทางการเงินชุดเดียวกับที่มอบให้ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) จำนวน 157 แผ่น มามอบให้กับพนักงานสอบสวน สน.เตาปูน เพื่อแจ้งความพล.ต.อ.ต่อศักดิ์, ภรรยา, และบัญชีม้า 2 บัญชี ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เส้นทางชีวิต "บิ๊กต่อ" จากอดีตเซลล์บริษัทน้ำมัน มุ่งสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เรียนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนโยธินบูรณะ และจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะอยากเป็นปลัดอำเภอ แต่เมื่อจบมาได้เข้าทำงานที่บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ ก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาเรื่อย ๆ จนได้รับเงินเดือน 8 หมื่นบาท พร้อมเงินอื่น ๆ เฉลี่ยเดือนละเกือบ 1 แสนบาท
ตลอดเวลา 7 ปีที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ไม่เคยละทิ้งความใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจ เขาชอบยิงปืน ออกกำลังกาย เล่นกีฬากลางแจ้ง และยิงปืนแม่นจนติดทีมชาติมาแล้ว
เขาตัดสินใจลาออกจากบริษัทน้ำมัน หันมาสมัครเป็นตำรวจ เข้าอบรมในหลักสูตร "ผู้มีคุณวุฒิทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์" เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร สายสอบสวน (กอต. 4) ในปลายปี 2540
เขาได้รับการบรรจุเป็นรองสารวัตร สังกัดกองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือ 191 เมื่อ 1 ก.พ. 2541 ในวัย 33 ปีเศษ ซึ่งถือว่าเริ่มต้นเป็นตำรวจด้วยอายุที่มากพอสมควร
ชีวิตข้าราชการตำรวจในช่วงเริ่มต้นของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรโลดโผนหรือโดดเด่น ซึ่งขณะนั้นพี่ชายของเขา พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร แล้ว
พล.ต.ท. ต่อศักดิ์เกิดปี 2507 ที่ จ.เพชรบุรี มีพี่น้อง 5 คน เขาเป็นคนสุดท้อง ส่วน พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์เป็นคนที่ 2
หลังสังกัด 191 ได้ไม่นาน เขาก็โยกไปอยู่กองกำกับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือหน่วยคอมมานโด กองบังคับการปราบปราม ตั้งแต่เป็น ร.ต.ท.
เป็นรองสารวัตรอยู่ 7 ปีเศษ ครบหลักเกณฑ์ขึ้นเป็นสารวัตรท่องเที่ยว 3 กองกำกับการ 1 ในปี 2548 ก่อนโยกกลับมาเป็นสารวัตรในตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย 3 คุมรถวิทยุสายตรวจ กองบังคับการปราบปราม ภาคเหนือทั้งหมด
เป็นสารวัตรอยู่อีก 7 ปีก็ขยับเป็นรองผู้กำกับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษในปี 2555 หลังจากนั้นอีก 4 ปีเศษ เขาก็ขยับขึ้นเป็นผู้กำกับการเต็มตัวในหน่วยเดิม

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/TORSAK SUKVIMOL
ตำแหน่งต่อจากนั้นมา เขาได้รับการ "ยกเว้นหลักเกณฑ์" จาก ก.ตร. อย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- เดือน มี.ค. 2561 ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ขึ้นเป็นรองผู้บังคับการกองปราบปราม
- เดือน ต.ค. 2561 ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทั้ง ๆ ที่หลักเกณฑ์วางไว้ต้องเป็นรองผู้บังคับการไม่ต่ำกว่า 5 ปี
- เดือน ต.ค. 2562 ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ขึ้นชั้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยเป็นผู้บังคับการอาวุโสน้อยสุดจากรองผู้บังคับการทั้งหมดกว่า 400 นาย ไม่ต้องรอครบหลักเกณฑ์ 2 ปีตามกฏ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง
- และในเดือน ก.ย. 2563 พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ (ยศในขณะนั้น) ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบช.ก. โดยครบหลักเกณฑ์ เพราะ ก.ตร. กำหนดไว้เพียงว่ารองผู้บัญชาการจะเลื่อนขึ้นผู้บัญชาการต้องเป็นรองผู้บัญชาการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่หากนับอาวุโส พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ก็อยู่ในลำดับสุดท้ายคือ 121
การเว้นหลักเกณฑ์แต่ละครั้งที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ใช้เวลาเพียง 4 ปี กับ 3 เดือนเศษ ในการเลื่อนตำแหน่งจากผู้กำกับการ ยศ พ.ต.อ. มาจนถึงตำแหน่ง ผบช.ก. ยศ พล.ต.ท. ขณะที่คนขึ้นเป็นผู้กำกับการในวาระเดียวกันกับเขา ยังคงนั่งเป็นผู้กำกับการเหมือนเดิมทุกคน
เส้นทางหลังจากการเป็น ผบช.ก. เขาขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ในปี 2564 พร้อมกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ (ยศในขณะนั้น) ก่อนขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. พร้อมกันอีกครั้งในปี 2565
วันที่ 27 ก.ย. 2566 คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 14 สิริรวม 5 ปี ที่เขามีเส้นทาง "ความเร็วสูง" สู่จุดสูงสุดของข้าราชการตำรวจ
ทั้งที่ในบรรดา 4 แคนดิเดตที่ชิงตำแหน่ง ผบ.ตร. คนที่ 14 ถือว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ มีลำดับอาวุโสท้ายสุด และนับว่ามีเส้นทางแตกต่างจากนายตำรวจรายอื่น เพราะ "ไร้รุ่น" เนื่องจากไม่ได้จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ข้อครหา "ตั๋วช้าง"
ในปี 2564 ระหว่างที่เป็น ผบช.ก. ชื่อของ ต่อศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นเป็น พล.ต.ท. ถูกพาดพิงระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พาดพิงถึงเขาระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดความไม่เป็นธรรมและการแทรกแซงจากบุคคลภายนอกในการแต่งตั้งและโอนย้ายตำรวจ อีกทั้งการให้กลุ่มบุคคลภายนอกมีอำนาจสั่งการ ผบ.ตร. ในการโอนย้ายตำรวจ
นายรังสิมันต์ ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการแต่งตั้งและเลื่อนขั้นที่เขาเรียกว่า "ตั๋ว" ในแวดวงสีกากี โดยยกตัวอย่างชื่อของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.ต. "จ." ซึ่งแม้นายรังสิมันต์จะเอ่ยเพียงชื่อย่อ แต่ชาร์ตที่นำมาแสดงกลางสภาปรากฏชื่อ พล.ต.ต. จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก.
ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลสรุปว่า "ตั๋ว" ในการแต่งตั้งตำรวจมีทั้งที่มาจาก ผบ.ตร. หรือ "ตั๋ว ผบ.ตร." "ตั๋ว พล.อ. ประยุทธ์" "ตั๋ว พล.อ. ประวิตร" และ "ตั๋วช้าง" ซึ่งอย่างหลังเขาหมายถึงเอกสารขอสนับสนุนการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งนายตำรวจ 20 นาย ที่ลงนามโดยบุคคลภายนอกซึ่งทำงานใกล้ชิดเบื้องสูง
ภาพจับมือ "พล.ต.อ.ต่อศักดิ์" ก่อน "เศรษฐา" สั่งย้ายคู่มาช่วยงานสำนักนายกรัฐมนตรี
หลังจากการตอบโต้รายวันและการสู้คดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อีกฉากหนึ่งที่ปรากฏขึ้นคือ การแถลงข่าวร่วมกันระหว่าง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุวิมล ผบ.ตร และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในงานแถลงข่าวเคลียร์ใจ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา
แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มีคําสั่งให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้ามาช่วยที่สํานักนายกรัฐมนตรี และมอบหมาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผบ.ตร. รักษาการแทน
คำสั่งย้ายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเคลียร์ปมขัดแย้งระหว่างกันเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 20 มี.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากทั้งคู่เข้าพบนายเศรษฐาในช่วงเช้าวันเดียวกัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวในการแถลงว่า ต้องการไม่ให้เกิดภาพความขัดแย้งขึ้นอีก จึงเสนอนายกรัฐมนตรีว่าให้รวมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทั้งหมดส่งให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบและไต่สวน เพื่อความยุติธรรม ในฐานะที่เป็นคนกลาง พร้อมกับยืนยันว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่มีความขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่า จากการที่ทาง ผบ.ตร. พาเข้าพบนายกรัฐมนตรีและมีแนวคิดยุติความขัดแย้งในองค์กรนั้น นายกรัฐมนตรี ผบ.ตร. และเขาเองเห็นตรงกันว่า ทุกคนต้องเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน
ขณะที่นับตั้งแต่มีการออกหมายเรียก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ปฏิเสธการเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกถึง 3 ครั้ง ทำให้มีการออกหมายจับในที่สุด และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางเข้าไปมอบตัวเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา
และหลังจากผ่านพ้นหยุดยาวสงกรานต์มาไม่กี่วัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมลูกน้องอีก 4 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน หลังจากถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง และศาลอนุมัติหมายจับคดีฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์
นี่คือเส้นทางทั้งหมดของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในช่วงเวลากว่า 8 เดือน นับจากที่ศึกสีกากีปะทุขึ้นมาในช่วงการชิงตำแหน่ง ผบ.ตร. ในเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว











