ธาริต เพ็งดิษฐ์: ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี อดีตอธิบดีดีเอสไอ คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แจ้งข้อหา อภิสิทธิ์-สุเทพ สั่งฆ่าประชาชน

ธาริต

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้ยกฟ้องจำเลยอื่นอีก 3 คน

วันนี้ (10 ก.ค.) ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดอ่านคำพิพากษาศาลศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.310/2556 เป็นครั้งที่ 10

คดีนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับพวกรวม 4 คน ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง

สื่อหลายสำนัก อาทิ มติชน, ไทยโพสต์ รายงานการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยมีใจความตรงกันว่า ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานมีข้อที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งหมดทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยจำเลยที่ 1 (นายธาริต) ทราบอยู่แล้วว่า ตนเองและหน่วยงานไม่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนบุคคลทั้งสองที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีอำนาจหน้าที่สรุปสำนวนเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นข้อพิรุธ

ในที่ประชุมเมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2555 จำเลยที่ 1 ได้แสดงความคิดเห็นชี้นำให้พนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษสืบสวนหาหลักฐานและรวบรัดเชิญโจทก์ทั้งสองมารับทราบข้อกล่าวหา อีกทั้งในขณะนั้นเป็นช่วงรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นน้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ขั้วตรงข้ามทางการเมืองกับโจทก์ทั้งสอง ฟังได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งให้โจทก์ทั้งสองได้รับโทษทางอาญา เพื่อสนองความต้องต้องการของรัฐบาลใหม่ โดยหลังจากนั้นนายธาริตได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอีก 1 ปี

พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา รับฟังโดยปราศจากข้อสงสัย ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องจริง

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2-4 กระทำผิดตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 และ 2 ยังไม่แน่ชัด และไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2-4 ได้รับประโยชน์อย่างไรจากการแจ้งข้อกล่าวหาต่อโจทก์ทั้งสอง แต่ที่ทำสำนวนมาจากการรับคดีและการชี้นำของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2-4 อาจทำคดีโดยสุจริต ยังมีข้อสงสัยในข้อกล่าวหาในคำฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2-4

คำพิพากษา

  • จำเลยที่ 1 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ: พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
  • จำเลยที่ 2 พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ อดีตหัวหน้าชุดสอบสวน คดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553: พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้อง
  • จำเลยที่ 3 พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ พนักงานสอบสวน: พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้อง
  • จำเลยที่ 4 ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล พนักงานสอบสวน: พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้อง

ภายหลังศาลอ่านพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวนายธาริต เพื่อนำส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตามคำพิพากษาศาลฎีกาทันที

แดง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ญาติผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ชุมนุมการเมืองปี 2553 เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาคดีนายธาริต 10 ก.ค.

การดิ้นสู้ครั้งสุดท้าย

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้า นายธาริตเดินทางถึงศาลอาญาในเวลา 08.50 น. และได้ทำเอกสารเเจกจ่ายสื่อมวลชน สรุปสาระสำคัญได้ว่า เขาได้ยื่นคำร้องต่อศาล 2 ฉบับคือ

1. ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อโต้แย้งคำคัดค้านองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาและผู้เกี่ยวข้อง และขอให้ส่งคำร้องนี้ไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเป็นผู้พิพากษาคดีนี้

2. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยขอให้ใช้ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาและสั่งคำร้องของญาติผู้ตายขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 และคำร้องขอให้ศาลฎีกาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยว่า มาตรา 157 และมาตรา 200 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับลงโทษในคดีนี้ไม่ได้หรือไม่

นอกจากนี้ อดีตอธิบดีดีเอสไอยังขอถอนคำให้การเดิมรับสารภาพ เป็นปฎิเสธข้อกล่าวหา

ศาลได้ส่งคำร้องทั้งหมด รวมถึงคำร้องในวันนี้ให้ศาลฎีกามีคำวินิจฉัย และนัดฟังคำสั่ง เวลา 14.30 น. ของวันนี้

ต่อมาเวลา 17.30 น. ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำร้องที่นายธาริตยื่นคำร้องต่อศาลฎีการวม 5 ฉบับ โดยพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งหมด

ธาริต

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายธาริต และทีมทนายความของเขาปรากฏตัวที่ศาลอาญา 10 ก.ค.

ประยุทธ์โต้ "ไม่เกี่ยวกับผม"

ก่อนถึงวันนัดศาลเพียง 2 วัน นายธาริตเปิดแถลงข่าวพร้อมด้วยตัวแทนญาติผู้เสียชีวิต 99 ศพ จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองปี 2553 โดยกล่าวอ้างตอนหนึ่งว่า เขาถูกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในเครือข่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ร่วมปฎิวัติ เรียกให้เข้าไปในพื้นที่ทหารย่านถนนราชดำเนิน บอกว่า "อย่าดำเนินคดี 99 ศพนะ ถ้าไม่ทำตาม อั๊วจะปฎิวัติ และลื้อจะถูกย้ายเป็นคนแรก" ซึ่งหลังจากนั้นเมื่อมีการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 นายธาริต และนายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด (อสส.) ซึ่งรับผิดชอบคดี 99 ศพ ก็ถูกโยกย้าย

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่นายธาริตออกมาระบุว่าสาเหตุที่มีการก่อรัฐประหาร เพื่อต้องการตัดตอนคดีสลายการชุมนุมปี 2553 โดยบอกเพียงว่า "เรื่องนี้ไม่ตอบ เป็นเรื่องของศาล ไปดูหลักฐานแล้วกัน ไม่เกี่ยวกับผม"

พล.อ.ประยุทธ์ถูกผู้สื่อข่าวถามเรื่องนี้ในระหว่างลงพื้นที่ที่ตรวจเยี่ยมโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู สถานีลาดปลาเค้า ซึ่งไม่ว่าผู้สื่อข่าวจะยิงคำถามอะไร ทั้งกรณีนายธาริตอ้างว่าถูกบิ๊กทหารข่มขู่หากทำคดี 99 ศพ จะทำรัฐประหารเกิดขึ้น หรือการพาดพิงคณะรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดอยู่ประโยคเดียวว่า “ไม่เกี่ยวกับผม"

เส้นทางคดี

การลุกขึ้นมาเป็นโจทก์ร่วมกันฟ้อง 4 อดีต/ข้าราชการดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553 เกิดขึ้นหลังจากนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ชนะคดีที่ดีเอสไอสั่งฟ้องพวกเขา ในความผิดฐาน “ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่า และพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล”

ทว่าต่อมาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ซึ่งถือเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อ 31 ส.ค. 2560 ทำให้อดีตนายกฯ และอดีตรองนายกฯ ฟ้องกลับนายธาริต กับพวกรวม 4 คน ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คำฟ้องระบุพฤติการณ์ สรุปใจความสำคัญได้ว่า เมื่อเดือน ก.ค. 2554-13 ธ.ค. 2555 จำเลยทั้งสี่ ในฐานะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้สืบสวน สอบสวน และตั้งข้อหากับโจทก์ทั้งสอง ในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่า และพยายามฆ่าโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากการที่ ศอฉ. ออกคำสั่งให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการแจ้งข้อหาโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง และเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ต้องรับโทษ

บีบีซีไทยสรุปเส้นทางคดีเอาไว้ ดังนี้

9 มิ.ย. 2560 ศาลประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี

25 ก.ย. 2561 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสี่

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การสอบสวนของจำเลยที่ 1-4 เป็นการกระทำในรูปแบบของคณะกรรมการดีเอสไอ มีพนักงานอัยการร่วมแจ้งข้อกล่าวหาอีก 2 คน ไม่ได้ทำตามลำพัง อีกทั้งคดีนี้ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดพฤติการณ์แห่งคดี และศาลเห็นว่าแต่ละชั้นศาลยังมีข้อวินิจฉัยเรื่องกฎหมายแตกต่างกัน

“คำเบิกความของโจทก์ทั้งสองยังไม่มีหลักฐานชี้ให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1-4 มีพฤติการณ์จงใจกลั่นแกล้งให้โจทก์ทั้งสองต้องได้รับโทษทางอาญาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง” ศาลอาญาชั้นต้นระบุ

ต่อมาฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์

5 มี.ค. 2563 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำคุกจำเลยทั้งสี่ คนละ 3 ปี คำเบิกความเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา

คำพิพากษาศาลสรุปใจความได้ว่า ก่อนจะมีความเห็นควรแจ้งข้อหาโจทก์ที่ 1-2 ในความผิดฐานฆ่าเล็งเห็นผล จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 จำเลยทั้งสี่เคยมีความเห็นว่าการชุมนุม นปช. เป็นความผิดกฎหมาย จึงแจ้งข้อหาก่อการร้าย แสดงว่าจำเลยที่ 1-4 เห็นว่าโจทก์ที่ 1-2 กระทำไปตามหน้าที่ แม้ภายหลังการไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง ศาลอาญาจะชี้ว่ากระสุนมาจากฝั่งทหาร แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นความผิด

จากการพิจารณาพฤติการณ์ประกอบกัน ฟังได้ว่าการที่จำเลยทั้งสี่มีความเห็นต่างจากเดิม “เชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองเพื่อเอาใจรัฐบาล มีผลในการต่ออายุตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ การที่จำเลยทั้งสี่สืบสวนสอบสวนโจทก์ทั้งสอง พร้อมแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผล ทั้งที่เป็นอำนาจ ป.ป.ช. การกระทำ จึงเป็นความผิดตามฟ้อง”

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง การกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดตามมาตรา 200 วรรคสอง

จำเลยทั้งสี่ยื่นประกันตัวด้วยหลักทรัพย์คนละ 4 แสนบาท ขอต่อสู้คดีในชั้นฎีกา

ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่เมื่อ 10 เม.ย. 2553

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่เมื่อ 10 เม.ย. 2553

ในระหว่างเดือน ธ.ค. 2564-ก.ค. 2566 ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษา แต่ถูกเลื่อนอ่านมา 9 ครั้ง เนื่องจากจำเลยที่ 1 (นายธาริต) แจ้งว่าป่วยไป 6 ครั้ง ไม่ได้รับหมายศาล 2 ครั้ง และขอกลับคำให้การเป็นยอมรับสารภาพ 1 ครั้ง

16 ธ.ค. 2564 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ทำให้ส่งหมายไม่ได้

10 ก.พ. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยทนายความแจ้งว่า เมื่อ 8 ก.พ. 2565 นายธาริตมีอาการชักเกร็งและหมดสติเป็นเวลากว่า 5 นาที หลังได้สติ มีอาการแขนขาข้างซ้ายอ่อนแรง ขณะนี้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเส้นเลือดในสมองอุดตันเฉียบพลัน ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และมีใบรับรองแพทย์มาแสดง

21 เม.ย. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยทนายความแจ้งว่า ลูกความมีอาการหายใจไม่ออก อ่อนเพลีย เนื่องจากผลกระทบภายหลังหายป่วยจากโรคโควิด-19 และแพทย์ลงความเห็นว่าต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 3 เดือน มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และมีใบรับรองแพทย์มาแสดง นอกจากนี้ทนายความของนายธาริตยังยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งสำนวนคดีนี้พร้อม “พยานหลักฐานใหม่” เพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา พร้อมวางเงิน 6 แสนบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง คนละ 3 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโจทก์คัดค้านการส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา เพราะเป็นเอกสารที่มีอยู่แล้วในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำเสนอเอกสารดังกล่าวเข้ามาในสำนวน กลับปล่อยล่วงเลยจนถึงวันที่ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนี้ทนายโจทก์ 1-2 ยังแถลงไม่ขอรับเงินดังกล่าว เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญา หากโจทก์ทั้งสองประสงค์จะได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหาย ก็มีสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งได้อยู่แล้ว

22 มิ.ย. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 4 เนื่องจากศาลส่งหมายให้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์แจ้งว่า “ส่งไม่ได้ เขาย้ายไม่ทราบที่อยู่” แต่ทนายความยืนยันว่านายธาริตยังอยู่ที่เดิม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ศาลจึงให้เจ้าหน้าที่ส่งหมายศาลไปอีกครั้ง

7 ก.ย. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 5 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยทนายแจ้งว่า นายธาริตติดโรคโควิด-19 ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 อีกทั้งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพราะเป็นโรคเบาหวาน ความดัน เส้นเลือดในสมองตีบ และมีใบรับรองแพทย์มาแสดง

9 ก.ย. 2565 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 6 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยทนายยื่นคำร้องว่า นายธาริตเจ็บป่วยเป็นโรคนิ่วในไตทั้งด้านซ้ายและด้านขวา มีอาการปวดอักเสบรุนแรง มีเลือดออกมาพร้อมปัสสาวะ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ใช้เวลารักษารวม 4 เดือน

นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่เป็นคดีหมายเลขดำที่ รฟ 1/2565 อยู่ระหว่างไต่สวน หากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชนะคดี อาจมีผลต่อการใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ อีกทั้งคดีนี้ มีญาติของผู้เสียชีวิตบางรายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 แต่ยังอยู่ระหว่างระยะเวลายื่นคำคัดค้านคำร้อง โดยศาลแจ้งว่า หากบุคคลใดประสงค์จะคัดค้าน ให้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลภายใน 5 ม.ค. 2566

แดง

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, การชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 เป็นไปเพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ

2 ก.พ. 2566 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 7 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยทนายยื่นคำร้องว่า นายธาริตเพิ่งผ่าตัดส่องกล้องผ่านท่อไตและใส่สายระบายเลือดไว้ในท่อไตทั้งสองข้าง ที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เมื่อ 29 ม.ค. 2566 จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้นและต้องติดตามอาการเป็นเวลา 3 เดือน

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุเจ็บป่วยมาแล้วหลายครั้งเป็นเวลากว่า 1 ปี “น่าเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่มาศาลเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้า ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 หลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 เพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาต่อไป”

24 มี.ค. 2566 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 8 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเดินทางมาศาล ได้ขอถอนคำให้การฉบับเดิม และขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาของโจทก์ทั้งสอง เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกา ในการลงโทษสถานเบา หรือรอการลงโทษ

16 มิ.ย. 2566 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 9 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล โดยยื่นใบรับรองแพทย์ระบุว่าป่วยมีอาการบ้านหมุน ทั้งนี้ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาการเจ็บป่วยเป็นคำร้องขอเลื่อนการฟังคำสั่งคำพิพากษามาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งจะมี “ใบรับรองแพทย์จากแพทย์หญิงคนเดิมตลอด แต่พบว่าการลงลายมือชื่อในใบรับรองแพทย์แต่ละครั้งไม่เหมือนกัน” เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า ศาลฎีกาจึงให้ศาลชั้นต้นกำหนดนัดภายใน 30 วัน ให้ไต่สวนใบรับรองแพทย์และแพทย์หญิงคนดังกล่าว และอาการป่วยของนายธาริตว่ามีอาการเจ็บป่วยจริง ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ตามกำหนดนัดเป็นข้อเท็จจริงถูกต้องหรือไม่

10 ก.ค. 2566 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นครั้งที่ 10 โดยพิพากษาจำคุกนายธาริต 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้ยกฟ้องจำเลยอีก 3 คน

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปและเรียบเรียงข้อมูลจากการรายงานข่าวของสื่อหลายสำนัก อาทิ กรุงเทพธุรกิจ, ไทยโพสต์, ผู้จัดการ