จีนตั้งฐานทัพเรือเป็นการถาวรในกัมพูชาแล้วใช่หรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, โจนาธาน เฮด
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วัตถุสีเทาสองจุดที่มองเห็นจากภาพถ่ายดาวเทียมมาตลอดช่วงปีนี้ บริเวณฐานทัพเรือเรียม (Ream) ของกัมพูชา ดูเหมือนจะเป็นหลักฐานยืนยันความหวาดกลัวของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งกังวลว่าจีนกำลังขยายอิทธิพลทางทหารไปเกินกว่าเกาะที่มีข้อพิพาทสามแห่งในทะเลจีนใต้ที่ถูกจีนยึดครองพร้อมวางกำลังเสริมไว้แล้ว
วัตถุที่ว่านี้ คือเรือคอร์เวตต์ของจีนรุ่น 056A ที่มีขนาด 1,500 ตัน พวกมันจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือแห่งใหม่ที่สร้างโดยรัฐบาลจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับเรือขนาดใหญ่กว่านี้ด้วย ส่วนบนฝั่งก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ทางการจีนเป็นผู้ก่อสร้างเช่นกัน ทั้งหมดนี้ถูกสันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อการใช้งานโดยกองทัพเรือจีน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธซ้ำ ๆ ในประเด็นนี้ โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญของกัมพูชาบัญญัติข้อห้ามไม่ให้กองทัพต่างชาติเข้ามาปฏิบัติการในประเทศเป็นการถาวร และระบุด้วยว่า โครงการท่าเรือเรียมเปิดต้อนรับกองทัพเรือชาติพันธมิตรทุกประเทศ
"ได้โปรดเข้าใจว่า นี่คือโครงการของกัมพูชา ไม่ใช่ฐานทัพของจีน" สวน สาม (Seun Sam) นักวิเคราะห์ด้านนโยบายประจำราชวิทยาลัยแห่งกัมพูชา กล่าวและว่า "กัมพูชาเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ และศักยภาพทางทหารก็ยังจำกัด"
"พวกเราต้องการการฝึกจากมิตรประเทศ โดยเฉพาะจากจีน"
ในขณะเดียวกัน ชาติอื่น ๆ ก็กำลังจับตามองด้วยความสงสัย

หากจะกล่าวถึงการขยายอำนาจทางทะเลของจีนอย่างรวดเร็ว ต้องพิจารณาจากจำนวนเรือประจำการในกองทัพเรือจีน ซึ่งตอนนี้มีมากกว่าสหรัฐฯ แล้ว ส่วนฐานทัพเรือจีนนอกประเทศ ตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวในประเทศจิบูตีในทวีปแอฟริกา ซึ่งสร้างขึ้นในปี 2016
ในทางกลับกัน สหรัฐฯ มีฐานทัพเรืออยู่ราว 750 แห่ง หนึ่งในนั้นก็คือในจิบูตี ส่วนฐานทัพเรือสหรัฐฯ อื่น ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากจีน ก็เช่นในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เชื่อว่าความไม่สมดุลกำลังเปลี่ยนแปลงไปเพราะความทะเยอทะยานของจีนที่ต้องการเป็นมหาอำนาจทางการทหารของโลก และนั่น รวมถึงการลงทุนของจีนในต่างประเทศผ่านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามโครงการสายแถบและเส้นทางของจีน หรือ Belt and Road Initiative ด้วย โดยภายใต้กฎหมายของจีนพวกมันต้องถูกสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานทางการทหาร
เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ บางรายคาดการณ์ว่า ในที่สุดจีนจะมีเครือข่ายฐานทัพเรือระดับโลก หรือไม่ก็ท่าเรือสำหรับพลเรือนหลายแห่งที่สามารถใช้งานเป็นฐานทัพเรือได้ และหนึ่งในฐานทัพเรือแบบนี้ก็คือ ท่าเรือเรียม
ความสัมพันธ์ที่อบอุ่น
จนกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการพัฒนาท่าเรือเรียม ซึ่งตั้งอยู่บนแหลมทางใต้ของกัมพูชา ได้รับการยกระดับขึ้นด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณช่วยเหลือทางทหารรายปีหลายสิบล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ มอบให้กับกัมพูชา แต่หลังจากในปี 2017 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตัดงบประมาณช่วยเหลือดังกล่าวไป เมื่อพรรคการเมืองฝ่ายค้านของกัมพูชาถูกศาลพิพากษายุบพรรค ส่วนกลุ่มผู้นำพรรคบางคนต้องลี้ภัยหรือไม่ก็ถูกสั่งจำคุก
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการที่รัฐบาลกัมพูชาหันไปพึ่งพาความช่วยเหลือและการลงทุนจากจีนมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้ยกเลิกการร่วมซ้อมรบที่มีอยู่เป็นประจำกับกองทัพสหรัฐฯ แล้วหันมาซ้อมรบร่วมกับกองทัพจีนในปฏิบัติการที่ชื่อว่า "Golden Dragon" หรือ "มังกรทอง"
ในปี 2020 อาคารที่ได้รับเงินอุดหนุนจากสหรัฐฯ สองแห่งในท่าเรือเรียมถูกรื้อออก นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการขยายสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับเงินสนับสนุนโดยรัฐบาลจีนก็เริ่มต้นขึ้น ช่วงสิ้นปีของปีที่แล้ว ท่าเรือแห่งใหม่ถูกสร้างขึ้นโดยมีหน้าตาลักษณะที่แทบจะเป็นแบบเดียวกันกับท่าเรือที่มีความยาว 363 เมตร ในจิบูตี ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับการเทียบท่าของเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดของจีนได้
ไม่นานจากนั้น ก็มีเรือคอร์เวตต์สองลำเข้ามาเทียบท่าที่ท่าเรือเรียม และตลอดช่วงระยะเวลาส่วนใหญ่ของปีนี้ เรือสองลำดังกล่าว หรือไม่ก็เรือที่มีลักษณะคล้ายกัน ก็เทียบท่าอยู่ที่นั่นตลอด
ทางการกัมพูชาอ้างว่า เรือดังกล่าวมีไว้เพื่อการฝึกอบรมและเตรียมพร้อมสำหรับการซ้อมรบร่วมโกลเด้นดราก้อนประจำปีนี้ และยังระบุอีกว่า จีนกำลังต่อเรือรบคอร์เว็ตต์สองลำใหม่ให้กับกองทัพเรือของตัวเอง พร้อมยืนยันว่า การประจำการของกองทัพเรือจีนในท่าเรือเรียมไม่ใช่สิ่งถาวร ดังนั้นจึงไม่ควรนับว่าท่าเรือแห่งนี้คือฐานทัพ
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายของทางการกัมพูชาก็ไม่สามารถหยุดยั้งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จากความกังวลต่อการขยายพื้นที่ดังกล่าวได้ เนื่องจากภาพถ่ายทางดาวเทียมได้แสดงให้เห็นว่า นอกจากท่าเรือแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นแล้ว ยังมีอู่เรือแห้งแห่งใหม่ โกดัง และสิ่งที่ดูเหมือนอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัยพร้อมสนามบาสเก็ตบอลสี่สนาม

ในปี 2019 หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ได้เห็นข้อมูลที่รั่วไหลเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างทางการกัมพูชาและจีนในการเช่าพื้นที่ขนาด 77 เฮกตาร์ หรือราว 481 ไร่ ในฐานทัพดังกล่าวเป็นระยะเวลา 30 ปี และอ้างว่า ในข้อตกลงนี้ยังรวมถึงการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์สามารถประจำการในพื้นที่ได้ด้วย
รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธรายงานนี้ว่าเป็นเพียงข่าวเท็จเท่านั้น แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า จนถึงตอนนี้มีเพียงเรือรบของจีนเท่านั้นที่สามารถจอดเทียบท่าที่ท่าเรือใหม่แห่งนี้ได้ ขณะที่เรือพิฆาตญี่ปุ่นสองลำซึ่งล่องมาเยือนบริเวณดังกล่าวในเดือน ก.พ. กลับให้ไปเทียบท่าที่ท่าเรือซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันในเมืองสีหนุวิลล์แทน
แม้ว่าการอยู่ที่ฐานทัพดังกล่าวของจีนเริ่มมีลักษณะถาวรมากขึ้น แต่นักวิเคราะห์บางคนกลับสงสัยว่า สิ่งนี้ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญของกัมพูชาหรือไม่
เคิร์สเทน กันเนสส์ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบาย จากสถาบันแรนด์ คอร์ปอเรชั่น ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ กล่าว ในทางเทคนิค ท่าเรือเรียมไม่ใช่ฐานทัพเรือแบบถาวร และแม้ว่าการขยายท่าเรือจะได้รับเงินสนับสนุนจากจีน แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้จีนเช่า
"เราเห็นแบบแผนของการที่เรือจีนมาเทียบท่า[ที่ท่าเรือเรียม]อย่างต่อเนื่อง" เธอกล่าวและว่า "วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เลี่ยงการละเมิดรัฐธรรมนูณก็คือ จะต้องไม่ท่าเรือเรียมว่า ฐานทัพเรือตางชาติ แต่อนุญาตให้กองทัพของชาติต่าง ๆ สามารถเข้าถึงและวนเวียนกันมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง"
"ซึ่งสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ก็ดำเนินการตามข้อตกลงในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ด้วย" เธอกล่าวเสริม
ความหวาดระแวงจากประเทศเพื่อนบ้าน
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า การปรากฎตัวของจีนที่ท่าเรือเรียมเป็นระยะเวลานานจะสร้างความได้เปรียบให้กับจีนได้น้อยมาก โดยพวกเขายกตัวอย่างฐานปฏิบัติการทางทหารสามแห่งที่จีนสร้างขึ้นมาก่อนแล้วที่แนวปะการังมิสชีฟ (Mischief Reef) แนวปะการังเฟียร์รี ครอส (Fiery Cross Reef) และแนวปะการังซูบี (Subi Reef) ในทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ยังมีกองทัพเรือที่น่าเกรงขามประจำการอยู่ที่ชายฝั่งทางใต้ของจีนด้วย
อย่างไรก็ตาม ฐานทัพเรือของจีนที่ท่าเรือเรียมซึ่งตั้งอยู่ตรงทางออกทะเลของอ่าวไทย ก็ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและเวียดนามต้องกังวล เมื่อรวมกับฐานปฏิบัติการทางทหารที่อยู่ทางเหนือออกไป ก็อาจทำให้มองได้ว่าตอนนี้จีนกำลังมีความพยายามที่จะโอบล้อมชายทะเลอันทอดยาวของเวียดนามได้
เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ เวียดนามมีข้อพิพาทกับจีนเกี่ยวกับเกาะส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ และกองทัพเวียดนามก็เคยปะทะกับจีนในอดีตด้วย
ขณะที่เจ้าหน้าด้านความมั่นคงของไทยหลายคนก็แสดงความกังวลเป็นการส่วนตัวต่อความคิดที่ว่า มีฐานทัพของจีนตั้งอยู่ทางใต้ไม่ไกลจากฐานทัพเรือหลักของไทยที่สัตหีบ และที่สำคัญสถานที่ดังกล่าวยังครอบคลุมทางออกทะเลของอ่าวไทยด้วย และเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งไทยและกัมพูชายังคงมีประเด็นข้อพิพาทด้านพรมแดนที่ยังแก้ไขไม่ได้จนถึงตอนนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนไม่มีชาติใดที่จะประกาศข้อท้วงติงนี้ออกมาในที่สาธารณะ ทางการไทยเองต้องการที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นหากมีประเด็นด้านความสัมพันธ์กับจีน ขณะที่เวียดนามเองก็ต้องการหลีกเลี่ยงการกระตุ้นความรู้สึกต่อต้านชาวเวียดนามในกัมพูชา นอกจากนี้ ความไม่พอใจต่อจีนของสาธารณชนเวียดนามที่มักพบได้ทั่วไป ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามต้องการหลีกเลี่ยงเช่นกัน
ขณะเดียวกัน นักยุทธศาสตร์ด้านสหรัฐฯ และอินเดีย รู้สึกกังวลมากกว่าเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในอนาคตของฐานทัพเรือจีนในมหาสมุทรอินเดีย อย่างเช่นที่ท่าเรือน้ำลึกแฮมบันโตตาของศรีลังกา ซึ่งบริษัทที่ทางการจีนเป็นเจ้าของได้สิทธิเช่าพื้นที่เป็นระยะเวลา 99 ปี นับตั้งแต่ปี 2017 หรืออีกที่คือท่าเรือกวาดาร์ของปากีสถาน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่จากเงินทุนของจีน
ทว่า นี่ยังคงเป็นความเป็นไปได้ที่ยังไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ มีนักวิเคราะห์เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เชื่อว่า จีนจะสามารถแข่งขันทางการทหารระดับโลกแบบสหรัฐฯ ได้ไปอีกหลายปี
"ท่าเรือเรียมยังไม่สามารถเพิ่มแสนยานุภาพให้กับจีนได้มากขนาดนั้น มันไม่ได้ช่วยให้กองทัพเรือจีนเข้าใกล้เป้าหมายที่พวกเขาต้องการได้มากนัก" เกรก โพลิง ผู้อำนวยการโครงการความโปร่งใสด้านการเดินเรือในเอเชียแห่ง CSIS กล่าว
สิ่งที่มันสามารถทำได้คือ การสร้างความแตกต่างในการรวบรวมข้อมูล ติดตามดาวเทียม และตรวจจับหรือติดตามเป้าหมายระยะไกล
“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับจีน” โพลิง กล่าวเสริม “แต่มันเป็นสิ่งเดียวที่จีนจะมีได้จากฐานทัพเรือแห่งนี้”













