เปิดชีวิตบนเส้นด้ายของนักวิทยาศาสตร์อเมริกันเชื้อสายจีน ท่ามกลางการแข่งขันระหว่าง 2 มหาอำนาจ

Dr Xiaoxing Xi in his office at Temple University

ที่มาของภาพ, Sylvia Chang / BBC Chinese

คำบรรยายภาพ, ดร.เสี่ยวซิง สี กำลังฟ้องร้องเอฟบีไอที่ดำเนินคดีต่อเขาโดยมิชอบ
    • Author, ซิลเวีย ชาง
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาจีน
    • Reporting from, เพนซิลเวเนีย

เสียงดังจากการทุบกระแทกด้านนอกบ้านช่วงรุ่งสางทำให้ ดร.เสี่ยงซิง สี ซึ่งอยู่ในเมืองฟิลาเดลเฟีย ต้องรีบตื่นขึ้นมาสวมกางเกงขาสั้นและวิ่งลงไปชั้นล่างอย่างร้อนใจ

แล้วเขาก็พบกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ราวสิบคน ซึ่งบางคนถือปืนและตะโกนสั่งให้กำลังพลบุกเข้าไปในบ้าน ส่วนภรรยาของเขาถูกเจ้าหน้าที่จ่อปืนขู่ทันทีที่เธอออกมาจากห้องนอน ขณะที่ลูกสาววัย 13 และ 22 ปี กำลังช็อคเพราะไม่รู้เลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

จากนั้น ดร.สี ถูกใส่กุญแจมือและพาตัวออกไปท่ามกลางสายตาของคนในครอบครัว โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นคือวันที่ 21 พ.ค. 2015 ยังฝังอยู่ในความทรงจำของ ดร.สี นักฟิสิกส์อยู่ โดยในวันนั้นเขาถูกตั้ง 4 ข้อหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจารกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อประเทศจีน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 80 ปี และอาจถูกปรับเป็นเงินมากถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 34 ล้านบาท)

4 เดือนต่อมา ทางเอฟบีไอยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทมเปิลผู้นี้ โดยอ้างว่า “หลักฐานหลัก” มีความผิดพลาด โดย ดร.สีและคู่หูของเขาถูกกล่าวหาว่า ส่งการออกแบบอุปกรณ์ตัวนำยิ่งยวดที่มีความละเอียดอ่อนซึ่งเรียกว่า “pocket heater (พ็อกเก็ต ฮีทเตอร์ - ตัวจำกัดอุณหภูมิแบบพกพา)” แต่ปรากฏว่า พิมพ์เขียวที่เขาส่งต่อไปนั้นไม่ใช่อุปกรณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด

“การปฏิวัติวัฒนธรรมวนกลับมาในหัวผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ดร.สี กล่าว โดยเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตัวนำยิ่งยวด ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในช่วงการกวาดล้างปัญญาชนของพรรคคอมมิวนิสต์ในจีน ระหว่างปี 1966-1967

ขณะนี้ ดร.สีกำลังฟ้องร้องว่าเอฟบีไอกระทำการโดยมิชอบและละเมิดสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญ

Enthusiastic 'Red Guards' wave copies of Mao Zedong's 'Little Red Book' in Beijing in 1966

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.สีเปรียบเทียบสิ่งที่เขาเจอกับประสบการณ์ที่เขาได้รับระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน

เขาเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ชาวจีน-อเมริกันกลุ่มแรกที่อยู่ในความตรึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ในปี 2011 สหรัฐฯ เริ่มมีปฏิกิริยาต่ออิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนด้วยการใช้กลยุทธ์ “Pivot to Asia (ปักหมุดเอเชีย)” ซึ่งเป็นนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เพื่อการปรับสมดุลแห่งอำนาจ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ กลับถอยหลังลงอย่างรวดเร็วหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าสู่อำนาจในปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพความมั่นคงแห่งชาติที่มองว่าจีนเป็น “คู่แข่งทางยุทธศาสตร์” และเทคโนโลยีก็เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทั้งสองประเทศแสวงหาอำนาจสูงสุดในด้านนี้

การตรวจสอบนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้จึงเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นในปี 2018 เมื่อรัฐบาลของทรัมป์เปิดตัวโครงการริเริ่มจีน (China initiative) เพื่อปราบปรามการขโมยความลับทางการค้า

“โครงการริเริ่มจีนทำให้โครงการที่ส่งเสริมให้เกิดการสอบสวนจำนวนมาก กลายเป็นงานตรวจสอบที่เป็นทางการและเลวร้ายมากขึ้น ส่งผลให้ชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียตกอยู่ในความเสี่ยงต่ออคติด้านเชื้อชาติ รวมถึงการถูกสอบประวัติ” กล่าวโดย จีเซล เปเรซ คุซาคาวะ ผู้อำนวยการฟอรัมนักวิชาการชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย

ภายใต้การบริหารของโจ ไบเดน พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในกลยุทธ์ของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน แต่โครงการ China Initiative ได้ยุติลงเนื่องจากมันนำไปสู่ “การรับรู้ที่เป็นอันตราย” ต่ออคติทางเชื้อชาติ

แต่บางคนกำลังกังวลว่าโครงการนี้อาจกลับมาอีก โดย ดร.ยาเซิง หวง ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการระดับโลก ประจำสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) บอกว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมากสำหรับนักวิทยาศาสตร์เชื้อสายจีน-อเมริกัน” และกล่าวเสริมด้วยว่าในตอนแรกโครงการริเริ่มจีนเป็นเพียงมาตรการของรัฐบาล แต่ตอนนี้มีการเรียกร้องให้บรรจุมันไว้ในกฎหมายมากขึ้น

เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติร่างกฎหมายที่มีจุดประสงค์เพื่อเริ่มต้นโครงการริเริ่มจีนอีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน 214 เสียง และเดโมแครต 23 เสียง แม้ร่างกฎหมายไม่มีความคืบหน้ามากนักในชั้นวุฒิสภาซึ่งถูกคุมโดยพรรคเดโมแครต แต่การเลือกตั้งที่กำลังมาถึงนี้อาจทำให้สถานการณ์พลิกผันได้

U.S. President Donald Trump, right, and Xi Jinping, China's president, greet attendees waving American and Chinese national flags during a welcome ceremony outside the Great Hall of the People in Beijing, China, on Thursday, Nov. 9, 2017

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ถอยหลังลงอย่างมากในยุคทรัมป์

รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยเปิดเผยจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีภายใต้โครงการ China Initiative แต่รายงานปี 2021 ของ MIT Technology Review ซึ่งอ้างข้อมูลจากข่าวแจกที่อัปโหลดไปยังหน้าเว็บเพจของโครงการ China Initiative บนเว็บไซต์ของกระทรวงยุติธรรมระหว่างปี 2018-2021 ระบุว่ามีผู้ถูกกล่าวหาประมาณ 150 คน โดยราว 90% เป็นคนเชื้อสายจีน แต่มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง

พบว่ามีคดีเพียง 25% ที่เกี่ยวข้องกับข้อหาละเมิดกฎหมายจารกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Espionage Act) ขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 มุ่งเน้นไปที่ความซื่อสัตย์สุจริตในงานวิจัย เพราะไม่ได้แจ้งว่ามีความข้องเกี่ยวกับสถาบันใด ๆ หรือแหล่งเงินทุนของจีน

นักวิจารณ์กล่าวว่าเหตุผลดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นอันตรายเพราะมันไม่ใช่กฎชัดเจนตายตัว เนื่องจากการร่วมมือระหว่างประเทศ การรับตำแหน่งระยะสั้น-ระยะยาว หรือการรับเงินทุนจากต่างประเทศ ล้วนเป็นเรื่องปกติในแวดวงวิชาการ

ดร.หวงบอกว่า ก่อนจะมีโครงการ China Initiative การสืบสวนนักวิทยาศาสตร์เชื้อสายจีน-อเมริกันเป็นเพียง “เรื่องทางเทคนิค” แต่มันกลับขยายไปสู่การเปิดเผยข้อมูลซึ่งไม่ได้ต้องการความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี ทำให้การสืบสวนดังกล่าวกลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้น

Dr Tao Feng (L) and his wife Hong Peng

ที่มาของภาพ, Hong Peng

คำบรรยายภาพ, หง เผิง ภรรยาของ ดร.เถา เฟิง บอกว่า ครอบครัวของเธอกำลังต่อสู้กับผลพวงคดีของสามี แม้ว่าตอนนี้ชื่อของเขาถูกลบล้างไปแล้วก็ตาม

ความเจ็บปวดของครอบครัว

เถา เฟิง อดีตศาสตราจารย์ด้านเคมีประจำมหาวิทยาลัยแคนซัส เป็นนักวิชาการเชื้อสายจีนคนแรกที่ถูกตั้งข้อหาภายใต้โครงการ China Initiative โดยเจ้าหน้าที่เริ่มสอบสวนเขาหลังได้รับเบาะแสนิรนาม ซึ่งกลายเป็นว่าผู้ให้ข้อมูลคือนักวิชาการรับเชิญของมหาวิทยาลัยแคนซัส ผู้มีข้อพิพาทกับเขาและขู่ว่าจะแจ้งเอฟบีไอ หากเถาปฏิเสธที่จะจ่ายเงินให้เธอ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากบันทึกตามเอกสารของศาล

ในตอนแรกเอฟบีไอสอบสวนเถาในข้อหาจารกรรม แต่ก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ จนกระทั่งพบว่าเขากำลังติดต่อกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจีนซึ่งเสนองานประจำให้กับเขา ทั้งนี้ เถาเคยเดินทางไปจีนเพื่อสร้างห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยมาก่อน และต่อมาในปี 2020 ผู้ที่เคยได้รับทุนวิจัยจากหน่วยงานของรัฐบาลกลางทั้ง 2 แห่ง ก็ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงและให้การเท็จ

ดร.เถาใช้เวลามากกว่า 4 ปีในการลบล้างชื่อของเขาจากข้อกล่าวหาดังกล่าว สุดท้ายมีคำตัดสินว่าเขาไม่มีความผิดเพราะไม่ได้รับข้อเสนองานดังกล่าวหรือเงินใด ๆ ศาลยังบอกด้วยว่าการที่เถาไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ต่าง ๆ ต่อมหาวิทยาลัยแคนซัสซึ่งเป็นต้นสังกัดนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ โดยในที่สุดศาลได้ยกคำพิพากษาในเดือนก.ค. จึงทำให้เถาไม่มีความผิด

ดร.เถาปฏิเสธการให้สัมภาษณ์เพราะกำลังเจรจากับมหาวิทยาแคนซัสเกี่ยวกับการกลับไปดำรงตำแหน่งอีกครั้ง ขณะเดียวกันทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ตอบคำถามกับบีบีซี แต่ครอบครัวของเขายังคงต่อสู้กับผลพวงของคดี

“สามีของฉันทำงานอย่างน้อย 16 ชั่วโมง/วัน เกือบทุกวัน เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่บริสุทธิ์ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับเขา” หง เฟิง กล่าว

เผิง ผู้เป็นภรรยาซึ่งทำงานเป็นนักเทคนิคทางการแพทย์ด้านอัลตราซาวด์ ต้องทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ ส่วนใหญ่วันละ 12 ชั่วโมง เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายค่าคดีความต่าง ๆ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (78.2 ล้านบาท) โดยครอบครัวยังมีหนี้สินอีกราว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (34 ล้านบาท)

ครั้งหนึ่ง เผิงเคยหยุดรถกลางสี่แยกไฟแดงและไม่รู้ว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหน เธอบอกว่า “ฉันกลัวมาก ฉันคิดว่าตัวเองอาจทรุดล้มลง และครอบครัวกำลังจะแตกสลาย”

ในศาล เธอยังได้รู้ว่าพวกเขาตกเป็นเป้าสอดแนมด้วยโดรน “ในวันแรกที่ลูก ๆ ของฉันไปโรงเรียนมัธยม พวกเขาบันทึกการเดินทางไปส่งลูก ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ”

ภาวะสมองไหล

Anming Hu, a nanotechnology expert at the University of Tennessee at Knoxville

ที่มาของภาพ, Anming Hu

คำบรรยายภาพ, อันหมิง หู ย้ายไปยังสหรัฐฯ ได้กว่า 2 ทศวรรษ เพื่อโอกาสทางการงานที่ดีกว่า

อันหมิง หู ผู้เชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีเชื้อสายจีน-แคนาดา ซึ่งสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี ก็เผชิญกับเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันกับ ดร.สี และ ดร.เถา โดยเขาถูกจับกุมในปี 2020 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าไปบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงปักกิ่งในช่วงฤดูร้อน ขณะที่รับเงินทุนจากนาซา (NASA)

เขาถูกจำคุก 8 เดือนเพราะอัยการเกรงว่า เขาจะหลบหนี ต่อมาหูพ้นผิดใน 6 ข้อหา แต่มันก็ทำให้เขาสูญเสียโครงการวิจัยไปทั้งหมด

เป็นเวลาประมาณ 2 ทศวรรษแล้วที่ดร.หูตัดสินใจย้ายไปสหรัฐฯ เพื่อค้นหาโอกาสทางอาชีพที่ดีกว่า เขาบอกว่านักวิทยาศาสตร์ที่มีเชื้อสายจีนเป็น “แพะรับบาปท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์” แม้เขาเชื่อว่าสหรัฐฯ มีความชอบธรรมที่จะแสดงความกังวลต่อสิ่งที่อาจเป็นความมั่นคงของชาติ

“ในระยะยาว มันจะบ่อนทำลายรากฐานความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เขากล่าว

รายงานของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดซึ่งตีพิมพ์เมื่อ ก.ค. ที่ผ่านมา เปิดเผยว่านักวิทยาศาสตร์ที่เกิดในจีนประมาณ 20,000 คน ได้เดินทางออกจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2010-2021 โดยตัวเลขของปี 2021 เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าของปี 2010

ทว่า ชาวจีนทีมีความรู้ความสามารถก็มี “บทบาทที่ยิ่งใหญ่” ในเทคโนโลยีต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ในปี 2020 เพียงปีเดียวเท่านั้น พบว่า 17% ของปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ตกเป็นของนักศึกษาจากประเทศจีน

ก่อนหน้านี้ ดร.หูดูแลนักศึกษาปริญญาเอก 8 คนจากประเทศจีน แต่ตอนนี้เขาหลีกเลี่ยงที่จะมีความร่วมมือหรือความเกี่ยวข้องใด ๆ กับชาวจีน รวมถึงสถาบันต่าง ๆ ของจีน ด้าน ดร.สี มีความรู้สึกคล้ายคลึงกันและบอกว่า “มันเป็นเรื่องฉลาด หากจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจีน”

ในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เพิ่มรายชื่อหน่วยงานของจีน 37 แห่งในรายการควบคุมการส่งออก ซึ่งรวมถึงสถาบันฟิสิกส์ของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน ซึ่ง ดร.สี เคยทำงานด้วยมาก่อน โดยเขาเชื่อว่ารายชื่อดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้น

ทั้งคู่ต้องการต่อสู้กับอคติต่อนักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ซึ่ง ดร.หู ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เมื่อ ก.ย. ที่ผ่านมาและหวังว่าจะโน้มน้าวให้สมาชิกสภานิติบัญญัติไม่นำโครงการ China Initiative กลับมาใช้ใหม่

“ความกังวลเรื่องอคติทางเชื้อชาติและการเลือกปฏิบัติจะไม่จบลงด้วยโครงการ China Initiative หลายคนในชุมชนนักวิชาการยังกังวลว่า พวกเขาจะถูกสอบสวนจากนายจ้างและหน่วยงานรัฐบาลกลางของรัฐ” เขากล่าว

ในปี 2017 ดร.สี ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อท้าทายการกระทำของเอฟบีไอ คดีนี้เพิ่งได้รับไฟเขียวจากศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางเมื่อปีที่แล้ว เขาเข้าใจดีว่ามันเป็นเกมระยะยาว แต่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่น

“อย่างน้อย เราต้องการให้เจ้าหน้าที่เอฟบีไอขึ้นไปยืนอยู่ในคอกพยานบ้าง พร้อมกับอธิบายการกระทำของพวกเขา” เขาบอก “เราต้องการให้พวกเขาแสดงความรับผิดชอบ”