นักอนุรักษ์กังวล มหาอุทกภัยในสุมาตรา อาจทำให้อุรังอุตังพันธุ์หายากที่สุดในโลกหายไป

ที่มาของภาพ, Orangutan Information Centre
- Author, นาวิน ซิงห์ คัดกา
- Role, ผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อม บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
ความเงียบผิดปกติในผืนป่าทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราในอินโดนีเซีย กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าและบรรดานักอนุรักษ์
ที่นี่ ในป่าภูเขาบาตังโตรู คือ สถานที่ที่พวกเขามักจะพบเห็นและได้ยินเสียงอุรังอุตังที่หายากที่สุดในโลก นั่นคืออุรังอุตังตาปานูลี (Tapanuli orangutan)
นับตั้งแต่เกิดพายุไซโคลนเซนยาร์ถล่มเกาะสุมาตราเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อนุรักษ์บอกว่ายังไม่มีใครพบเห็นหนึ่งในกลุ่มไพรเมตหรือกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีวิวัฒนาการสูง ซึ่งใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งเหล่านี้ในพื้นที่ดังกล่าว
การหายไปของพวกมัน ทำให้เกิดการคาดเดาว่าอุรังอุตังเหล่านี้อาจถูกน้ำท่วมและดินถล่มพัดหายไป และแม้บางคนเชื่อว่าสัตว์เหล่านี้อาจย้ายไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า แต่ซากที่พบในพื้นที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นของอุรังอุตัง กำลังเพิ่มความกังวลให้กับนักอนุรักษ์
นักอนุรักษ์บอกว่าอุรังอุตังตาปานูลีเหลือไม่ถึง 800 ตัว ดังนั้นการสูญเสียแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสายพันธุ์นี้
เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมบอกกับบีบีซีว่าพวกเขาพบสัตว์ที่ตายแล้วถูกฝังอยู่ท่ามกลางปลักโคลนและท่อนไม้ในหมู่บ้านปูโลปักกัต เขตตาปานูลีตอนกลาง เมื่อต้นสัปดาห์นี้
"ตอนแรกที่เห็น ผมไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร เพราะมันดูไม่เหมือนเดิม อาจเป็นเพราะมันถูกฝังอยู่ใต้โคลนและท่อนไม้" เด็คกี จันดรา ซึ่งทำงานกับทีมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่กล่าว
เขาเคยทำงานด้านการอนุรักษ์อุรังอุตังตาปานูลีมาก่อน
"ผมเห็นศพมนุษย์หลายศพในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ศพนี้เป็นสัตว์ป่าตัวแรก" เขากล่าว
"พวกมันเคยมาแถวนี้เพื่อกินผลไม้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนที่นี่จะกลายเป็นหลุมศพของพวกมันไปแล้ว"

ที่มาของภาพ, Getty Images
จันดราแชร์ภาพซากสัตว์ที่เขาถ่ายไว้ให้กับบีบีซี บางภาพแสดงให้เห็นว่าเขาอยู่กับสัตว์ที่ตายแล้ว
นักอนุรักษ์ที่ทำงานในภูมิภาคนี้เชื่อว่าซากดังกล่าวเป็นของอุรังอุตังตาปานูลี ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพิ่งถูกค้นพบในปี 2017 จากเดิมที่มีอยู่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ อุรังอุตังสายพันธุ์บอร์เนียวและสายพันธุ์สุมาตรา
จากเหตุฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม นับตั้งแต่ไซโคลนเซนยาร์ถล่มบางส่วนของอินโดนีเซียในช่วงปลายเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 900 คน และยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน โดยหมู่บ้านหลายแห่งในสุมาตราถูกทำลายจนหมดเมื่อพายุพัดผ่านเกาะแห่งนี้
ศาสตราจารย์เอริก เมจาร์ด กรรมการผู้จัดการของโครงการบอร์เนียวฟิวเจอร์ส (Borneo Futures) ในบรูไน กำลังศึกษาผลกระทบของภัยพิบัติครั้งนี้ต่ออุรังอุตังโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม
เขากล่าวว่ามีพื้นที่ป่าบนไหล่เขาราว 4,800 เฮกตาร์ (ราว 48 ตร.กม.) ที่เห็นได้ว่าถูกทำลายจากดินถล่ม แต่เนื่องจากบางส่วนของภาพดาวเทียมถูกปกคลุมด้วยเมฆ เขาจึงประมาณพื้นที่ที่ถูกทำลายไว้ที่ 7,200 เฮกตาร์ (ราว 72 ตร.กม.) จากการสังเกตเบื้องต้น
"พื้นที่ที่ถูกทำลายคงมีอุรังอุตังประมาณ 35 ตัว และเมื่อพิจารณาจากความรุนแรงของความเสียหาย เราจะไม่แปลกใจเลยถ้าพวกมันตายหมด นี่เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ต่อประชากรของพวกมัน" เขากล่าวกับบีบีซี
"พื้นที่เหล่านี้ปรากฏเป็นดินโล่งในภาพดาวเทียม ทั้งที่เมื่อสองสัปดาห์ก่อนยังเป็นป่าอยู่เดิม ดังนั้นมันพื้นที่นี้ถูกทำลายล้างอย่างราบคาบ พื้นที่หลายแปลงขนาดหลายเฮกตาร์ถล่มลงจนราบเป็นหน้ากลอง สภาพป่าในตอนนั้นคงไม่ต่างจากนรก"
ศาสตราจารย์เมจาร์ดกล่าวว่า เขาเองก็ได้เห็นภาพซากอุรังอุตังที่จันดราแชร์เช่นกัน
"สิ่งที่สะดุดตาคือเนื้อบนใบหน้าถูกฉีกออกหมด" เขากล่าว
"ถ้าป่าหลายพื้นที่เฮกตาร์ถล่มลงมาจากดินถล่มครั้งใหญ่ แม้แต่อุรังอุตังที่แข็งแรงก็ช่วยตัวเองไม่ได้ และถูกบดขยี้ไปด้วย"
ปานุท ฮาดิสิสโวโย ผู้ก่อตั้งศูนย์ข้อมูลอุรังอุตังซึ่งทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์กลุ่มไพรเมตในภูมิภาคนี้ กล่าวว่า ซากที่พบแสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงที่อุรังอุตังตาปานูลีบางตัว ไม่สามารถหนีรอดจากน้ำเชี่ยวและดินถล่มที่พัดผ่านถิ่นอาศัยของพวกมันได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ภาพถ่ายซากช้างสุมาตราถูกน้ำท่วมพัดไปใน จ.อาเจะห์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา กลายเป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มันเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
เกาะแห่งนี้เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เช่น เสือสุมาตรา ช้าง และแรด
แต่เจ้าหน้าที่อนุรักษ์กล่าวว่ามีความกังวลเป็นพิเศษต่ออุรังอุตังและสัตว์กลุ่มไพรเมตชนิดอื่น ๆ เช่น ชะนี เพราะพื้นที่ป่าภูเขาขนาดใหญ่ในเขตตาปานูลีเกิดดินถล่มครั้งใหญ่จากฝนตกหนักสุดขั้ว อันเนื่องมาจากอิทธิพลไซโคลนเซนยาร์
ชาวบ้านบางคนบอกว่าสัตว์กลุ่มไพรเมตเหล่านี้ต้องหนีไปก่อนเกิดภัยพิบัติ เพราะพวกมันสามารถรับรู้ถึงอันตรายล่วงหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพวกมันบางคนกล่าวว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
"ระหว่างฝนตกหนัก อุรังอุตังมักจะนั่งอยู่บนต้นไม้หรือรวบรวมกิ่งไม้และใบไม้มาใช้เป็นร่มแล้วรอให้ฝนหยุด" เซิร์จ วิช ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาไพรเมตแห่งมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส ซึ่งเคยทำวิจัยเกี่ยวกับอุรังอุตังตาปานูลี กล่าว
"แต่ครั้งนี้กว่าฝนจะหยุดก็สายเกินไปแล้ว เพราะส่วนหนึ่งของถิ่นอาศัยของพวกมัน บริเวณไหล่เขาในหุบเขา ถูกดินถล่มพัดหายไป ซึ่งหมายความว่าต้องมีส่งกระทบต่อพวกมัน"
น้ำท่วมครั้งล่าสุดยังสร้างความเสียหายให้กับศูนย์วิจัยอุรังอุตังหลายแห่งในเกาะสุมาตรา รวมถึงที่เกอตัมเบ ศูนย์วิจัยอุรังอุตังแห่งแรกของโลกใน จ.อาเจะห์
ดร.เอียน ซิงเกิลตัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของโครงการอนุรักษ์อุรังอุตังสุมาตรา กล่าวว่าศูนย์เกอตัมเบตอนนี้ถูกทำลายแทบหมดสิ้น
"มันจำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อให้กลับมาทำหน้าที่ปกป้องป่าและอุรังอุตังในพื้นที่นั้นต่อไป" เขากล่าวกับบีบีซี












