บทเรียนจากฟินแลนด์ ต้องเจอความท้าทายอะไรบ้าง เมื่อเปิดให้พลเมืองเลือก "คำนำหน้า" ได้เอง

    • Author, วศินี พบูประภาพ

"[บุคคลข้ามเพศ]ชาวตะวันตกมองว่าการแพทย์ของไทยคือระดับท็อป หลายคนบินจากฟินแลนด์ไปไทยเพื่อรับการผ่าตัดยืนยันเพศ เนื่องจากเราเชื่อว่าเป็นประเทศที่ตระหนักรู้และมีเทคโนโลยีสูง" คาสเปอร์ คิวิสโต นักรณรงค์เรื่องอัตลักษณ์บุคคลข้ามเพศชาวฟินแลนด์ ผู้แทนองค์กรเพื่อคนกลุ่มน้อยทางเพศ "ทราเซก (Trasek)" บอกกับบีบีซีไทยเมื่อกล่าวถึงประเด็นร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศตามความสมัครใจของไทยที่เป็นที่ถกเถียงอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อตกผลึกการออกกฎหมายรับรองสิทธิการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศ

ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา แนวร่วมภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิทางเพศริเริ่มการขับเคลื่อนแนวคิดสิทธิการรับรองเพศสภาพทางกฎหมาย หรือ "Legal Gender Recognition" ที่มุ่งหมายให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้รับสิทธิทั้งทางอัตลักษณ์และทางกฎหมายตามเพศที่ตนสมัครใจ ความเคลื่อนไหวนี้ริเริ่มให้เกิดร่างกฎหมายที่เรียกรวมกันว่า "ร่าง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ" ได้ผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็น และการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการยกร่างกฎหมาย 4 ฉบับด้วยกัน

ปัจจุบันสามารถแจกแจงสถานะของร่างกฎหมายกลุ่มนี้ได้ดังนี้

  • ร่างฯ ของพรรคก้าวไกล ที่เสนอโดย อดีต สส. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติคว่ำเมื่อ ก.พ. 2567
  • ร่างฯ จากภาคประชาชน (GEN‑ACT) ผ่านการรวบรวมรายชื่อแล้ว เตรียมเสนอเข้าสภาฯ
  • ร่างฯ ของ Intersex Thailandซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อ
  • ร่างของกรมกิจการสตรีฯ ผ่านขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นแล้ว อยู่ในขั้นตอนของการสรุปผลเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ลงมติส่งต่อไปยังสภาฯ

ประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงอีกครั้งในช่วงหนึ่งเดือนก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ จากการประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคประชาชนที่หยิบยกเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายด้านความหลากหลายทางเพศของพรรค ซึ่งแม้จะสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทว่าก็มีเสียงทัดทานจากกลุ่มบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์

ตัวอย่างเช่น นายแพทย์ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ เขียนผ่านเพจเฟซบุ๊ก "คุยกับหมอฆนัท" ระบุว่า "จากข้อมูลทางการแพทย์ การเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าและเครื่องหมายเพศในเอกสารราชการหรือบันทึกสุขภาพอาจนำไปสู่ความสับสน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและรักษา โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่แพทย์ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วจากข้อมูลที่มี" โดยอ้างอิง "รายงานจากต่างประเทศ" ที่เขาระบุว่ามีรายงานในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้ผ่านประสบการณ์ได้รับการรับรองเพศด้วยกฎหมายในประเทศฟินแลนด์ และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสิทธิคนข้ามเพศแห่งภูมิภาคยุโรป เพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงของระบบต่าง ๆ ในสังคมในประเทศที่ได้มีการผ่านกฎหมายดังกล่าว ตลอดจนผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวแม้กฎหมายได้มีการรับรองสถานะนี้ในประเทศแล้วก็ตาม

จาก "การตีตรา" สู่ "การกำหนดด้วยตนเอง"

คิวิสโตรู้ตัวว่าเขาเป็นเด็กผู้ชายมาตั้งแต่อายุ 4 หรือ 5 ขวบ แต่ในอดีต กฎหมายของฟินแลนด์ไม่ได้เปิดกว้างอย่างในปัจจุบัน เขาต้องใช้ชีวิตอยู่หลายปีภายใต้เอกสารระบุเพศว่าเป็น "หญิง" ทั้งที่เขาเข้ากระบวนการยืนยันเพศจนรูปลักษณ์ภายนอกของเขามีหนวดเคราและดูเป็นชายอย่างชัดเจน

เขาเล่าว่าภาวะนั้นเป็นเหมือน "ระเบิดเวลา" ในชีวิตประจำวัน ในช่วงเวลาที่เขาเป็นวัยรุ่นและต้องการซื้อเบียร์ เมื่อจ่ายค่าของชำและยื่นบัตรประชาชนเพื่อยืนยันอายุ พนักงานกลับมองเขาด้วยสายตาจับผิดและกล่าวหาว่า เขาขโมยบัตรของคนอื่นมา

วิวัฒนาการของกฎหมายการรับรองเพศสภาพทางกฎหมายในประเทศฟินแลนด์ เริ่มต้นใต้พระราชบัญญัติปี 2002 (Act on Legal Recognition of the Gender of Transsexuals 563/2002) ภายใต้กฎหมายเดิมนี้ การเปลี่ยนคำนำหน้านาม (Gender Marker) ของบุคคลข้ามเพศมีเงื่อนไขเข้มงวดและเคร่งครัด โดยผู้ประสงค์ดำเนินการต้องแสดงใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าตนมีความรู้สึกเป็นเพศตรงข้ามอย่างถาวร และต้องผ่านกระบวนการทำให้เป็นหมันหรือพิสูจน์ว่าไม่สามารถมีบุตรได้

คิวิสโตเล่าว่ากระบวนการนี้กินเวลานานหลายปี โดยต้องผ่านการวินิจฉัยทางการแพทย์และการรักษาที่ซับซ้อนก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนเพศทางกฎหมาย

"วันหนึ่งผมกลับมาถึงบ้านและพบจดหมายวางอยู่บนพื้น เป็นเอกสารแผ่นเดียวซึ่งระบุว่าเป็นหลักฐานยืนยันการเป็นหมัน (Proof of being sterile) หรือหลักฐานว่าคุณไม่สามารถมีลูกทางชีวภาพได้" เขาเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อเอกสารรับรองแผ่นสุดท้ายเดินทางมาถึง

"ผมเอาเอกสารแผ่นนั้นรวมกับเอกสารจากจิตแพทย์ เดินเข้าไปที่สำนักงานทะเบียนของรัฐฯ วางมันลงบนโต๊ะแล้วบอกเจ้าหน้าที่ว่า 'เอาล่ะ ผมขอรับรองเพศทางกฎหมายเดี๋ยวนี้'"

เขาเล่าต่อว่าเจ้าหน้าที่ยื่นแบบฟอร์มให้เขาขีดเขียนเครื่องหมายไม่กี่จุด ก่อนจะบอกให้เขารอการดำเนินการหนึ่งหรือสองวันเพื่อไปทำเอกสารใหม่ที่สถานีตำรวจ คำนำหน้านามของเขาตรงตามอัตลักษณ์ทางเพศของเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เรื่องราวของคิวิสโตเป็นหนึ่งในตัวอย่างการเปลี่ยนคำนำหน้านามของพลเมืองยุโรปหลายประเทศ

รายงานเชิงประเด็นว่าด้วยการรับรองเพศสภาพทางกฎหมายในยุโรปของสภายุโรป (Council of Europe) ระบุว่า กฎหมายในระดับยุโรปมีวิวัฒนาการในการเปลี่ยนการมองเรื่องเพศสภาพจากการมองว่าเป็นประเด็นทางการแพทย์ไปสู่การมองว่าเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชน เนื่องจากได้รับอิทธิพลอย่างมากจากคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (European Court of Human Rights - ECtHR) ที่ตัดสินคดี "Goodwin v. the United Kingdom" ในปี 2002 จนวางรากฐานว่ารัฐมีหน้าที่ต้องรับรองเพศของบุคคลข้ามเพศ

คำพิพากษาดังกล่าวนำมาซึ่ง พ.ร.บ.รับรองเพศ (Gender Recognition Act) ปี 2004 ในสหราชอาณาจักร ขนานกันกับคลื่นการเรียกร้องจนเกิดการออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายในหลายประเทศในยุโรป

อย่างไรก็ดี ยังมีเงื่อนไขระหว่างการรับรองเพศหลายประการซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันว่าริดรอนสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เช่น การทำหมัน การต้องหย่าหากอยู่ระหว่างสมรสกับเพศตรงข้าม การต้องได้รับคำสั่งจากแพทย์หรือศาล การเลือกรับรองเพียงเพศหญิง-ชาย (binary) และอายุขั้นต่ำที่สามารถขอรับการรับรองเพศสภาพได้

ปัจจุบัน มี 12 ประเทศในโลก ที่อนุญาตให้เปลี่ยนเพศทางกฎหมายได้โดยใช้หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-determination model) โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์หรือคำสั่งศาล ได้แก่ เช่น เดนมาร์ก, มอลตา, ไอร์แลนด์, ไอซ์แลนด์, เยอรมนี, เบลเยียม, โปรตุเกส, สวิตเซอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, ฟินแลนด์ และสเปน

ในที่นี้ ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศล่าสุดที่เพิ่งยกเลิกข้อกำหนดเรื่องการทำหมันและการวินิจฉัยทางการแพทย์เพื่อให้ได้รับการรับรอง อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ยังคงมีข้อจำกัดบางประการ เช่น การกำหนด "ระยะเวลาไตร่ตรอง" (Reflection period) ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากยื่นคำร้องเพื่อป้องกันการตัดสินใจที่เร่งรีบ และยังคงจำกัดสิทธินี้ไว้สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น

ในกรณีของไทย ทั้งสี่ร่างกฎหมายต่างยืนอยู่บนหลักการ "การกำหนดเพศด้วยตนเอง" ที่ไม่ต้องใช้การผ่าตัดหรือใบรับรองแพทย์ อย่างไรก็ดี แต่ละร่างมีรายละเอียดที่ต่างกันในประเด็นสำคัญ เช่น อายุขั้นต่ำและตัวเลือกเพศ

โดยร่างฯ ภาคประชาชน (GEN‑ACT) อนุญาตให้ผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไปยื่นเปลี่ยนเพศได้ และรองรับตัวเลือกเพศนอกระบบชาย-หญิง (non-binary) โดยใช้สัญลักษณ์ "X" ขณะที่ร่างอื่น ๆ กำหนดอายุขั้นต่ำไว้ที่ 18 ปี

ในด้านระบบเพศ ร่างฯ ของกรมกิจการสตรีฯ ยังคงยึดระบบสองเพศเป็นหลัก ส่วนร่างฯ จากพรรคก้าวไกลที่ถูกปัดตกไปในปี 2567 เสนอคำนำหน้ากลางเพื่อให้ครอบคลุมผู้ไม่อยู่ในระบบชาย-หญิง และ ร่างฯ Intersex Thailand ครอบคลุมการคุ้มครองทารก "อินเตอร์เซ็กส์" หรือภาวะที่ศัพท์ทางการแพทย์อธิบายว่าเป็น "เพศกำกวม" เพื่อไม่ให้มีการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นเพื่อกำหนดเพศและคุ้มครองการยืนยันรับรองเพศอินเตอร์เซ็กส์

กฎหมายเปลี่ยน แล้วอย่างไรต่อ

  • ฟินแลนด์ : พัฒนาการติดต่อกันหลายสิบปี

จากประสบการณ์ของคิวิสโต ระบบทะเบียนราษฎร์และเอกสารระบุตัวตนถือเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบกว้างที่สุดเมื่อมีการปรับปรุงกฎหมายรับรองเพศสภาพ โดยเขายังต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นใบขับขี่ บัตรเครดิต บัตรธนาคาร บัตรสะสมแต้มร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงเอกสารประกันและสัญญาเช่าบ้าน "จริง ๆ แล้วมันใช้เวลาสองสามปีเลยกว่าจะตามหาเจอทุกที่ที่มีข้อมูลที่ผิดพลาดนั้นค้างอยู่"

อย่างไรก็ดี หากไม่นับความไม่สะดวกสบายเล็กน้อยเหล่านี้แล้ว การเปลี่ยนคำนำหน้าทำให้เขารู้สึกว่า "เกิดความแตกต่างอย่างมหาศาล"

เขากล่าวว่ารู้สึกเชื่อมั่น "รู้สึกสบายใจในร่างกายตัวเอง ไม่ต้องกังวลเรื่องการรับรองเพศทางกฎหมาย" และไม่พบปัญหามากนักในการรับบริการจากภาครัฐหลังจากที่เปลี่ยนคำนำหน้านาม

ทั้งนี้ คิวิสโตยอมรับว่าเขาเป็นพลเมืองของประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานภาครัฐมีความแตกต่างจากประเทศอื่น ดังนั้นประสบการณ์ของเขาที่เป็นชาวฟินแลนด์จึงอาจเทียบเคียงกับประสบการณ์ของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันในประเทศอื่นไม่ได้

ฟินแลนด์มีการจัดตั้งองค์กรอิสระ "ผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อความเท่าเทียม (Ombudsman for Equality)" ตั้งแต่ปี 1987 เพื่อปรับปรุงนโยบายต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความหลากหลายทางเพศ ขณะเดียวกันการประเมินนโยบายความหลากหลายทางเพศขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2020 ก็ชี้ว่าฟินแลนด์มีผลงานด้านนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิกอื่น ๆ แม้ขณะนั้นยังไม่ได้มีการปรับแก้กฎหมายล่าสุดก็ตาม

ฟินแลนด์ยังคงถูกจัดว่าเปิดกว้างต่อคนกลุ่มน้อยทุก ๆ กลุ่มเป็นอันดับต้น ๆ โดยดัชนีความก้าวหน้าทางสังคม (ปี 2021) จัดให้ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีความครอบคลุมต่อคนกลุ่มน้อยสูงที่สุด

  • บทเรียนจากมอลตา : เปลี่ยนแปลงระบบทั้งประเทศภายใน 3 ปี

ริชาร์ด เคอเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านนโยบายจากองค์กรเครือข่ายคนข้ามเพศในยุโรป Transgender Europe (TGEU) บอกกับบีบีซีไทยว่าการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายของประเทศมอลตา อาจมีส่วนคล้ายคลึงกับสภาพแวดล้อมการถกเถียงที่ไทยเผชิญอยู่ในขณะนี้

"มอลตาเป็นประเทศแรกในยุโรปที่มีแนวทางที่ครอบคลุมอย่างเต็มที่ บริบททางสังคมของมอลตานั้นมีความ "ดั้งเดิมมาก" แต่ก็ยังสามารถเดินหน้าปฏิรูปได้สำเร็จ" เขากล่าว

เคอเลอร์อธิบายว่า มอลตาเป็นประเทศยุโรปแรกที่ออกกฎหมายคุ้มครองคนข้ามเพศ คนนอนไบนารี และคนอินเตอร์เซ็กส์อย่างครบถ้วนตั้งแต่ปี 2014 แม้จะเป็นสังคมขนาดเล็กที่มีรากวัฒนธรรมและศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกที่เข้มข้น

เขาให้ภาพว่า กุญแจสำคัญของความเปลี่ยนแปลงในมอลตามาจากการนำของฝ่ายการเมืองและการสื่อสารที่ต้องใช้ความเข้มแข็งทางอารมณ์ควบคู่กัน โดย เฮเลนา ดัลลี (Helena Dalli) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกิจการยุโรปและความเท่าเทียม มีบทบาทสำคัญในการอธิบายต่อสาธารณะว่าทำไมกฎหมายนี้จึงจำเป็น รวมถึงเปิดพื้นที่ให้คนข้ามเพศเล่าเรื่องของตัวเอง

"เธอได้อธิบายให้ประชาชนเข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมสิ่งนี้ถึงจำเป็น เพื่อให้ผู้คนรู้สึกว่า 'อ๋อ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว'" และสร้างความรู้สึกว่า "พวกเราทุกคนคือชาวมอลตา เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมเปิดรับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น"

พ.ร.บ. อัตลักษณ์ทางเพศ, การแสดงออกทางเพศ และเพศสรีระ ค.ศ. 2014 ของมอลตา (Gender Identity, Gender Expression and Sex Characteristics Act - GIGESC Act 2014) ออกข้อกำหนดแม่บทให้หน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่ขจัดการเลือกปฏิบัติและการคุกคามที่เกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และลักษณะทางเพศ พร้อมทั้งต้องส่งเสริมความเสมอภาคในการให้บริการแก่ทุกคน

"หน่วยงานที่จัดเก็บหรือดูแลข้อมูลเพศต้องปรับปรุงแบบฟอร์มและระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่ของกฎหมายนี้ ภายในสามปีนับจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้" มาตรา 13 วงเล็บสามของกฎหมายดังกล่าวระบุ

มาตรานี้กำหนดให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานของรัฐต้องทบทวนและปรับปรุงระเบียบการทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย เช่น กระทรวงศึกษาธิการมอลตาได้ออกนโยบายเพื่อนักเรียนข้ามเพศ, เพศแปรเปลี่ยนและเพศกำกวมในโรงเรียน (Trans, Gender Variant and Intersex Students in Schools Policy) ซึ่งครอบคลุมเรื่องพื้นที่ปลอดภัย เช่น ห้องน้ำและห้องแต่งตัว รวมถึงการใช้ชื่อและสรรพนามที่ตรงกับอัตลักษณ์ของนักเรียนแม้ยังไม่ปรับเอกสารราชการ

แม้กระนั้น รายงานบางส่วนยังชี้ว่ายังคงมีช่องว่างในการปฏิบัติจริง ตัวอย่างเช่นงานศึกษาเรื่องประสบการณ์ในเรือนจำของบุคคลข้ามเพศในมอลตา ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติมอลตา ยังคงพบว่ามีช่องว่างที่เจ้าหน้าที่ยังขาดความเข้าใจและไม่ได้ปฏิบัติตามที่นโยบายด้านความหลากหลายทางเพศระบุไว้

อย่างไรก็ดี ในปี 2025 มอลตาได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่เป็นมิตรต่อบุคคลผู้มีเพศหลากหลายมากที่สุดในยุโรป โดยเป็นเพียงหนึ่งในสองประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกที่ติด 10 อันดับแรก โดยอีกประเทศหนึ่งคือ สเปน ที่ติดอันดับ 5

  • ภาคเอกชน : เปลี่ยนแปลงผ่านคำสั่งศาล

สำหรับการเปลี่ยนแปลงภาคเอกชนให้สอดรับกับกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านนโยบายจาก TGEU ชี้ว่าบางครั้งแม้จะมีการออกกฎหมายมาเพื่อรับรองแล้ว แต่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภาคเอกชนในบางกรณียังคงต้องดำเนินการผ่านคำสั่งศาล โดยเฉพาะกรณีการเปลี่ยนคำนำหน้านามไปเป็นคำนำหน้านามที่อยู่นอกกรอบชาย-หญิง ซึ่งก่อนหน้านี้ระบบบริการสาธารณะไม่เคยมีการรองรับอย่างกว้างขวาง

ในเยอรมนี บุคคลนอนไบนารีฟ้องการรถไฟเยอรมนีหลังระบบจองตั๋วบังคับให้เลือกคำนำหน้าชายหรือหญิงเท่านั้น และศาลสูงในนครแฟรงก์เฟิร์ต อัมไมน์ตัดสินในปี 2022 ว่าข้อมูลเพศไม่จำเป็นต่อการขายตั๋วและเป็นการเลือกปฏิบัติ จึงสั่งให้ปรับระบบให้รองรับความหลากหลายทางเพศ

ขณะที่ฝรั่งเศสก็เกิดกรณีคล้ายกันในปี 2025 เมื่อบริษัทรถไฟ SNCF Connect อ้างเหตุผลด้าน "มารยาท" ในการบริการเพื่อการบังคับจัดเก็บข้อมูลเพศ แต่ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปชี้ว่าข้อมูลเพศของผู้โดยสารไม่จำเป็นต่อการเดินทางจึงไม่สมควรถูกบังคับใช้

ด้านการเดินทางด้วยอากาศยานนั้น องค์การขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เคยเผยแพร่แนวทางสำหรับสายการบินที่ประสงค์จะรองรับตัวเลือกเพศนอนไบนารีในการให้บริการผู้โดยสาร ตั้งแต่ปี 2019 อย่างไรก็ดี หลายสายการบินยังไม่ได้ปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับข้อแนะนำดังกล่าว จนกระทั่งปี 2021 สายการบินไรอันแอร์ (Ryanair) เคยมีกรณีถูกฟ้องร้องด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้บริษัทต้องเลือกเจรจาไกล่เกลี่ย ในเดือน พ.ค. 2025

"ไรอันแอร์ปรับระบบในชั่วข้ามคืน และเพิ่มตัวเลือก 'Mx' เป็นทางเลือกที่สาม แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างทำได้ หากมีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงจริง ๆ" เคอเลอร์ ยกตัวอย่าง

เขายังเสริมต่อว่า "หากภาคธุรกิจเข้าใจว่าสิ่งนี้จะดึงดูดลูกค้าและทำให้ระบบง่ายขึ้น พวกเขาจะปรับตัวอย่างรวดเร็วมาก"

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวในระดับผู้บริโภคเหล่านี้ได้รับแรงสนับสนุนจากคำวินิจฉัยสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญในหลายประเทศ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีที่ในปี 2017 ตัดสินว่าการบังคับเลือกเพียงสองเพศละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน นำไปสู่การเพิ่มตัวเลือกเพศ "diverse" ในปีถัดมา ขณะที่ในเบลเยียม ศาลรัฐธรรมนูญปี 2019 วินิจฉัยว่ากฎหมายรับรองเพศปี 2017 เลือกปฏิบัติ เพราะไม่รองรับอัตลักษณ์นอกกรอบชาย-หญิง

ความกังวลต่อการเข้ารับการรักษาทางการแพทย์

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง แต่ประสบการณ์จากหลายประเทศสะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีช่องว่างในทางปฏิบัติ หนึ่งในนั้นคือการเข้าถึงบริการสาธารณสุข

"บุคคลข้ามเพศก็กังวล" คิวิสโตตอบ เมื่อพูดถึงเรื่องความกังวลของบุคลากรทางการแพทย์ไทย "เรากังวลเหมือนกันว่าเราจะได้รับการรักษาที่เหมาะกับตัวเราไหม"

ข้อสังเกตของเขาสอดคล้องกับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยลุนด์ประเทศสวีเดน ที่เผยให้เห็นประสบการณ์อันซับซ้อนของผู้รับบริการด้านสุขภาพที่มีความหลากหลายทางเพศในฟินแลนด์ โดยหลายคนสะท้อนว่ารู้สึกเหมือนต้อง "เล่นเกม" กับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษา พวกเขาต้องพยายามปรับการแสดงออกให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานแบบสองเพศ (binary norms) เพื่อให้แพทย์เชื่อว่าสมควรได้รับบริการ โดยเฉพาะกลุ่มนอนไบนารีที่มักต้องยืนยันอัตลักษณ์ของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้หลายคนเลือกหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการ แม้จะมีอาการเจ็บป่วยที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนก็ตาม

คิวิสโตเสนอว่า บุคลากรทางการแพทย์ควรได้รับการอบรมให้สามารถเก็บประวัติสุขภาพตามข้อมูลที่ปรากฏจริง เพราะในภาวะฉุกเฉิน "อาการหัวใจวายก็คืออาการหัวใจวาย" ไม่ว่าเกิดขึ้นกับผู้มีเพศกำเนิดหรืออัตลักษณ์เพศใด

เคอเลอร์ซึ่งเป็นนักพัฒนานโยบายขยายในประเด็นนี้ต่อไปว่า ระบบสาธารณสุขควรเริ่มจากการปรับแบบฟอร์มเก็บประวัติคนไข้ (intake forms) ให้สะท้อนข้อเท็จจริงทางกายวิภาคอย่างยืดหยุ่น โดยเปิดให้ผู้ป่วยเลือกระบุข้อมูลทางร่างกายตามความเป็นจริง ไม่ผูกติดกับเพศตามกฎหมาย การปรับเล็กน้อยเช่นนี้จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์กำหนดแนวทางการรักษาได้แม่นยำขึ้น และลดความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากสมมติฐานแบบเดิมที่ยึดโยงกับเพศกำเนิดเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ เขายังยกตัวอย่างการจัดการโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศ เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในชายข้ามเพศ หรือมะเร็งต่อมลูกหมากในหญิงข้ามเพศ เคอเลอร์ชี้ว่ามีตัวอย่างการจัดการคลินิกในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับผู้มีมดลูกและเนื้อเยื่อเต้านมโดยไม่พิจารณาถึงเพศของผู้เข้ารับบริการ

ในประเด็นนี้ ประเทศไทยได้มีการพัฒนา "คลินิกสุขภาพคนข้ามเพศ Tangerine" ซึ่งบริหารโดยชุมชนคนข้ามเพศ ขณะที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญสุขภาพคนข้ามเพศ (CETH) และจัดทำคู่มือการดูแลสุขภาพคนข้ามเพศสำหรับนำร่องแนวปฏิบัติของบุคลากรทางการแพทย์

เสียงจากคนต่อต้าน

เพื่อทำความเข้าใจมุมมองของฝ่ายคัดค้านอย่างรอบด้าน บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยัง ดร.ไพวี ราซาเนน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย นักการเมืองจากพรรคคริสเตียนเดโมแครต (Christian Democrats) ในฟินแลนด์ ที่มีจุดยืนต่อต้านการรับรองเพศสภาพทางกฎหมาย (Legal Gender Recognition) แบบสมัครใจ

"ตามกฎหมายฉบับใหม่[ของฟินแลนด์] การเปลี่ยนแปลงเพศสามารถทำได้ผ่านกระบวนการยื่นคำขอ โดยไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกทางเพศ หรือคุณลักษณะภายนอกที่สอดคล้องกับเพศตามกฎหมายของบุคคล" เธอเขียนในอีเมลที่ตอบบีบีซีไทย

"กฎหมายฉบับนี้ตีความแนวคิดเรื่อง 'เพศกำเนิด' และ 'อัตลักษณ์ทางเพศ' ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน" เธอกล่าว "ซึ่งไม่ถูกต้อง"

เธออธิบายต่อไปว่าเธอเชื่อว่าเพศ (sex) เป็นลักษณะทางกายภาพที่กำหนดโดยความแตกต่างของ "เซลล์สืบพันธุ์"และไม่ควรถูกนำมาปะปนกับอัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) ซึ่งเธอเปรียบเทียบว่า เพศ (sex) "เป็นข้อเท็จจริงทางชีวภาพที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้"

ประเด็นนี้สะท้อนความเชื่อที่แตกออกเป็นสองฝั่ง เช่นกรณีของ ดร.ราซาเนน ชี้โดยเจาะจงว่า เพศนั้นแบ่งได้ด้วย "การที่บุคคลนั้นจะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ที่ใช้ผสม หรือเซลล์สืบพันธุ์ที่สามารถถูกผสมได้"

ขณะที่เอกสารบางฉบับ เช่น ในปี 2002 เอกสารขององค์การอนามัยโลกรับรองการนิยามเพศอย่างเป็นทางการโดยกว้างว่า การแบ่งเพศ (sex) ทำโดย "ลักษณะต่าง ๆ ทางชีววิทยา (biological characteristics)" โดย "ลักษณะทางชีววิทยาเหล่านี้จะไม่จำเป็นต้องแยกจากกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากมีบางคนที่มีลักษณะทั้งสองแบบ"

อย่างไรก็ดี ดร.ราซาเนน ปฏิเสธว่า การรับการผ่าตัดหรือรับฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ และชี้ว่าผู้ที่รู้สึกแปลกแยกจากร่างกาย (body dysphoria) นั้นมักมี "ปัญหาสุขภาพจิต" และ โดยเฉพาะความทุกข์ใจในเพศสภาพของเยาวชนนั้นควรได้รับการบำบัดมากกว่าถูกสนับสนุนให้เปลี่ยนเพศทางกฎหมาย

"เรื่องนี้ยังส่งนัยสำคัญถึงความสามารถของผู้หญิงในการแข่งขันกีฬา ความปลอดภัยของผู้หญิงในห้องแต่งตัว พื้นที่สาธารณะด้านสุขอนามัย และเรือนจำ"

อย่างไรก็ดี คิวิสโตกล่าวแย้งในประเด็นนี้ เขากล่าวว่า "ผู้ชายที่ต้องการคุกคามผู้หญิงในห้องน้ำ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกฎหมายหรือผ่านขั้นตอนทางราชการเพื่อเข้าไปทำร้ายใคร การใช้ชีวิตด้วยเอกสารที่ไม่ตรงกับตัวตนทำให้ชีวิตลำบากเกินกว่าที่ใครจะยอมลงทุนทำเพียงเพื่อก่ออาชญากรรม"

เขายังแย้งประเด็นการแข่งขันกีฬาโดยชี้ว่า รายได้ของนักกีฬาหญิงนั้นน้อยเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับรายได้ของนักกีฬาชาย "คนเราจะแปลงเพศมาเพียงเพื่อจะชนะการแข่งขันแม้จะได้เงินรางวัลน้อยลงมากหรือ"

ในมิตินโยบาย เคอเลอร์ชี้ว่าข้อกังวลเกี่ยวกับการฉ้อโกงหรือผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้หญิงยังไม่มีหลักฐานสนับสนุน เขายกข้อมูลจากรายงานของตนซึ่งสำรวจประเทศในยุโรปที่ใช้ระบบรับรองเพศแบบกำหนดด้วยตนเอง (self‑determination) ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศเหล่านี้ยืนยันว่าไม่พบกรณีผู้ใช้กฎหมายเพื่อก่ออาชญากรรมหรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย

นอกจากนี้เขายังเสริมว่าการมีเอกสารที่ถูกต้องตรงกับตัวตนจริง ๆ ของบุคคล จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับระบบเอกสารราชการมากกว่าการปล่อยให้ข้อมูลในเอกสารขัดแย้งกับรูปลักษณ์ของบุคคลนั้น ๆ

ทั้งคิวิสโตและเคอเลอร์เชื่อว่า การต่อต้านไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งส่วนบุคคล หากแต่เป็นเครือข่ายเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกันในระดับสากล คิวิสโตระบุว่าแรงต้านส่วนหนึ่งมาจาก "กลุ่มขวาจัด" ซึ่งมีอิทธิพลสูงและได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมากจากรัสเซีย

"ผมยังคิดด้วยว่าการให้พื้นที่แก่กลุ่มเหล่านี้ยังสุ่มเสี่ยงต่อการเผยแพร่ถ้อยคำเพื่อสร้างความเกลียดชัง (hate speech) จึงไม่สนับสนุนอย่างยิ่งในการผลิตซ้ำความรุนแรง" เขากล่าวกับบีบีซีไทย

ในปี 2019 ดร.ราซาเนน ถูกอัยการของฟินแลนด์สั่งฟ้องในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงต่อคนกลุ่มน้อย (agitation of minority groups) จาก 3 กรรมได้แก่ การเขียนบทความออนไลน์ การจัดการรายการวิทยุ และการทวีตข้อความในคัมภีร์ไบเบิลผ่านแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือเอ็กซ์ - X) ความผิดนี้ถือเป็นความผิดฉกรรจ์ตามกฎหมายถ้อยคำเพื่อสร้างความเกลียดชังของฟินแลนด์

คดีนี้ได้รับการยกฟ้องในศาลแขวงและศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้อัยการสูงสุดของฟินแลนด์ได้ยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุด โดยขณะนี้ศาลสูงสุดของฟินแลนด์ไต่สวนเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ในระหว่างการจัดทำคำพิพากษา

ชีวิตที่ได้รับการรับรอง

"การปรับปรุงสิทธิของคนข้ามเพศทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก และจริง ๆ แล้วมันช่วยปกป้องสิทธิของทุกคน ไม่ใช่แค่สิทธิของคนข้ามเพศเท่านั้น" คิวิสโตที่ใช้ชีวิตด้วยคำนำหน้าทางเพศซึ่งตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศของเขามาเกือบ 10 ปี บอกบีบีซีไทย

"ผมมักจะพูดเสมอว่า คนส่วนใหญ่อยากทำดีต่อกัน คนส่วนใหญ่อยากให้ทุกคนมีความสุขในชีวิตและได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกัน และจริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ไม่ได้ต่อต้านสิทธิของคนข้ามเพศหากพวกเขาเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร" เขากล่าวต่อและย้ำว่ากฎหมายนี้ยังช่วยให้คนข้ามเพศเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเต็มภาคภูมิ

สอดคล้องกับเคอเลอร์ ซึ่งมองว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกฎหมายและการบริหารราชการนี้มีความหมายมากกว่าแค่เรื่องเอกสาร

เคอเลอร์เน้นย้ำถึงประเด็น "สมองไหล" (brain drain) ว่าหากสังคมตระหนักได้ว่ากฎหมายนี้ "คือการดึงดูดคน คือการทำให้ระบบการทำงานง่ายขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือการรักษาพนักงานที่มีทักษะความสามารถเอาไว้[ไม่ให้ไปเป็นพลเมืองของประเทศอื่น] การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น"

"เรากำลังสร้างโอกาสให้ผู้คนได้เติบโตและใช้ชีวิตอย่างที่พวกเขาถูกกำหนดมาให้เป็น เด็ก ๆ จะเติบโตขึ้นมาโดยได้รับการยอมรับและเป็นที่รักในแบบที่พวกเขาเป็นจริง ๆ โดยไม่มีการปฏิเสธตัวตนของพวกเขา" เคอเลอร์ กล่าวทิ้งท้าย