"ทำงานเพื่อประเทศชาติเต็มที่" ทักษิณ ระบุ หลังศาลพิพากษายกฟ้อง "คดี ม.112"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง "ยกฟ้อง" คดีที่เขาตกเป็นจำเลยในข้อหาดูหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้เมื่อปี 2558
วันนี้ (22 ส.ค.) ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1860/256 โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังในห้องพิจารณาคดี
นายทักษิณเดินทางมาถึงศาลอาญา ถ.รัชดา เมื่อเวลา 09.30 น. โดยได้โบกมือทักทายประชาชนและสื่อมวลชน ก่อนเข้าสวมกอดบุตรสาวคนรอง น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรณ์วงศ์ ที่มารอให้กำลังใจอยู่บริเวณศาล
ต่อมาเวลา 10.45 น. นายทักษิณ พร้อมด้วยทีมทนายความ เดินออกมาจากศาลอาญา โดยกล่าวกับสื่อมวลชนสั้น ๆ ว่า "ยกฟ้อง" และไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใด ๆ เพิ่มเติม
ความรู้สึกและคำกล่าวประโยคแรกของนายทักษิณถูกถ่ายทอดโดยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของเขา
"ต่อไปนี้จะได้ทำคุณประโยชน์ และก็จะทำงานเพื่อประเทศชาติเต็มที่" นายวิญญัติโคว้ดคำพูดแรกของอดีตนายกฯ ที่กล่าวกับทีมทนายความภายในห้องพิจารณาคดี ภายหลังศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง
นายวิญญัติเล่าว่า เมื่อศาลอ่านคำวินิจฉัยถึงท่อนที่ว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ พิพากษายกฟ้อง "ท่านก็ยิ้มออกมา ก็ดีใจครับ เป็นเรื่องปกติของของจำเลย"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
วันนี้ (22 ส.ค.) ตรงกับวันครบรอบ 2 ปีที่อดีตนายกฯ คนที่ 23 เดินทางกลับประเทศไทย ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม ด้วยการไปรับหมายขังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) ซึ่งพิพากษาให้รับโทษจำคุกรวม 8 ปี จาก 3 คดีทุจริต ก่อนที่เขาจะยื่นถวายฎีกาและได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี อย่างไรก็ตามนายทักษิณไม่ได้นอนเรือนจำแม้แต่คืนเดียว เพราะถูกส่งตัว "ฉุกเฉิน" ไปรับการรักษาที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 จนกระทั่งได้รับการ "พักโทษเป็นกรณีพิเศษ" ออกจาก รพ.ตำรวจเมื่อ 18 ก.พ. 2567
สำหรับคดีมาตรา 112 คดีนี้ นายทักษิณถูกกล่าวหาภายหลังรัฐประหารปี 2557 โดยมีนายทหารฝ่ายกฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ก่อนที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะมีความเห็นควรสั่งฟ้องในเวลาต่อมา โดยมีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณเป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นเท็จ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ จากเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2558 ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศไทยเกี่ยวพันกัน
คำให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ของอดีตนายกฯ มีเนื้อหาพาดพิงถึงกลุ่มคนที่เขาเรียกว่า "Palace Circle" หรือที่แปลว่า "แวดวงวัง" หรือ "ผู้แวดล้อมวัง"
เปิด 3 ข้อสรุป สู่การยกฟ้อง คดี ม.112 ของทักษิณ
ภายหลังจากอ่านคำพิพากษาแล้วเสร็จ ศาลยุติธรรมได้นำส่งเอกสารแก่สื่อมวลชนเพื่ออธิบายและสรุปประเด็นสำคัญของคดี โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้
ข้อความที่นายทักษิณให้สัมภาษณ์พูดหรือแสดงหรือพาดพิงหรือทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่
คำอธิบายของศาลระบุว่า ข้อความหรือถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณซึ่งเป็นจำเลยไม่ได้ใช้คำว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9" โดยตรง และไม่ได้ใช้ถ้อยคำสรรพนามที่อ้างถึงบุคคลที่สามโดยมีคำราชาศัพท์หรือถ้อยคำที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด
แต่เป็นการใช้คำสรรพนามบุรุษที่สาม ว่า "เขา" เรียกแทน บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบุคคลอื่นหลายคนรวมกัน และยังมีคำว่า "องคมนตรี" "ทหาร" "Palace Circle" และ "คนในวัง" ในประโยคคำให้สัมภาษณ์ของจำเลย
ขณะที่พยานฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญด้านภาษาเพียงปากเดียว กับพยานบุคคลภายนอกที่โจทก์อ้างมา ล้วนแต่เข้าร่วมชุมนุมขับไล่จำเลยทางการเมือง อันส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มือคติต่อจำเลย จึงมีข้อสงสัย ถึงความเป็นกลางและต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง พยานบุคคลดังกล่าวของโจทก์จึงไม่อาจแสดงให้เชื่อได้ว่า วิญญูชนทั่วไปจะตีความข้อความที่จำเลยกล่าวไปในลักษณะที่พยานเหล่านั้นเข้าใจ ส่วนพยานที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจของโจทก์ก็ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง
พยานหลักฐานของผู้ฟ้องเพียงพอหรือไม่
เอกสารของศาลระบุว่า ในระหว่างการดำเนินคดีกับจำเลยนั้น ความจริงพยานต่างให้การตรงกันว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องจำเลยได้ เพราะคลิปวิดีโอของกลางไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นต้นฉบับ ทั้งไม่สามารถสืบหาบุคคลที่นำคลิปลงเผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาเพจแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ยูทูบ ที่นำคลิปวิดีโอให้สัมภาษณ์ของจำเลยมาเผยแพร่ลงในระบบคอมพิวเตอร์ และยังพบว่าบุคคลที่นำมาเผยแพร่ซึ่งเป็นคนที่ได้รับฟังคลิปวิดีโอมาตั้งแต่แรก ล้วนเข้าใจตรงกัน ว่าจำเลยให้สัมภาษณ์โจมตีการยึดอำนาจและรัฐประหาร โดยพาดพิงถึงนายสุเทพ กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่และองคมนตรีเท่านั้น ไม่ได้เข้าใจว่าถ้อยคำให้สัมภาษณ์นั้นจะพาดพิงหรือสื่อความหมายหรืออ้างว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร พยานหลักฐาน ทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมา จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า นายทักษิณเจตนาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9
เข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่
ศาลเห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า คำให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้
ทนายทักษิณไล่เหตุศาลยกฟ้อง
ทนายความอดีตนายกฯ ระบุด้วยว่า คำพิพากษายกฟ้องมาจากหลายเหตุผล แต่ทั้งหมดคือโจทก์ "สืบไม่สมกับภาระการพิสูจน์" ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญจากคำให้สัมภาษณ์ของเขา ดังนี้
การสัมภาษณ์ที่เกาหลีใต้: ศาลใช้หลักการชั่งน้ำหนักตัววัตถุพยาน ศาลเชื่อว่ามีการสัมภาษณ์ที่เกาหลี แต่มีบทสัมภาษณ์เต็มหรือมากกว่าคลิปวิดีโอ การนำคลิปดังกล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนบางตอนของคำสัมภาษณ์ อย่างไรก็ตามการพิสูจน์ ทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นภาระของโจทก์ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธจึงไม่ต้องพิสูจน์ว่าเป็นตัดต่อหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ชัดเจนว่าไม่ได้ตัดต่อ ศาลก็รับฟังด้วยความระมัดระวัง ศาลเห็นว่าน่าเชื่อว่ามีการสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์สามารถตีความและรับฟังให้เข้าใจว่าหมายถึงบุคคลตามมาตรา 112 หรือไม่: ศาลใช้หลักในการวินิจฉัย ประกอบด้วย หลักไวยากรณ์ ต้องมีประธาน กริยา กรรม ศาลมองว่าตัวประธานเป็นบุคคลที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นบุคคลตามมาตรา 112 แม้มีสรรพนามคำว่า "เขา" ซึ่งพยานบางปากนำมาตีความหรือพิจารณา ศาลเห็นว่ารับฟังได้น้อยมาก ไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นพยานที่ความเห็นมีอคติ โดยฝ่ายจำเลยได้พิสูจน์ให้เห็นว่าในอดีต พยานเกี่ยวข้องอะไรกับการเมืองบ้าง ใครขึ้นเวทีขับไล่หรือเป็นฝ่ายตรงข้ามอดีตนายกฯ หรือการให้ความเห็นที่ขัดแย้งกับในชั้นสอบสวนและชั้นศาลอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ศาลยังใช้พจนานุกรมของต่างประเทศคือฉบับออกซฟอร์ด (Oxford) ว่าความหมายตามคำที่ปรากฏในคำฟ้องหมายถึงอะไร ขอไม่ลงรายละเอียด แต่รับฟังได้ว่าความหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นการเฉพาะเจาะจงหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น องค์ประกอบความผิดจึงไม่เข้ามาตรา 112
ขณะเดียวกันพยานฝ่ายจำเลย ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญก็ได้มาแปลความ ก็เป็นเรื่องที่หนักแน่น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ทนายความของอดีตนายกฯ ย้ำว่า นายทักษิณ "ตกเป็นเหยื่อ" จากข้อกล่าวหาที่นำมา "เล่นงาน" และตอนนี้ได้พิสูจน์ตัวเอง เดินเข้ากระบวนการ และสู้ตามกระบวนการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เมื่อศาลยกฟ้อง การอุทธรณ์ก็เป็นหน้าที่ของทางโจทก์ที่จะพิจารณาว่ามีสาระสำคัญหรือข้อกฎหมายที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ส่วนตัวไม่กังวล และหลายเรื่องอัยการก็ไม่อุทธรณ์
"ไม่ใช่เดี๋ยวสังคมก็จะไปกดดันอีก ต้องอุทธรณ์ ๆ ก็เหมือนที่พวกคุณกดดันให้ดำเนินคดีกับอดีตนายกฯ ทักษิณ นี่ละคือความกดดันของสังคม ความเห็นของสังคมที่มุ่งทำลาย หรือพยายามแย่งชิงพื้นที่ แย่งชิงอำนาจ ผมก็ไม่อยากใช้คำนี้นะครับเป็นเรื่องการเมือง มันคือปัญหาของระบบยุติธรรมไทยทุกวันนี้ ผมไม่อยากให้ศาลตกเป็นเครื่องมือของความขัดแย้ง อันนี้พูดในฐานะทนายความ" ทนายความอดีตนายกฯ กล่าว
หลังจากนี้ นายทักษิณสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้หรือไม่นั้น นายวิญญัติชี้แจงว่า เมื่อมีการยกฟ้องแล้วก็ถือว่าเป็นบุคคลผู้บริสุทธิ์ โดยทีมทนายจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และคืนหนังสือเดินทางที่ยึดไว้ ส่วนการเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนตัวคิดว่า "ท่านคงไม่ได้เดินทางเร็ว ๆ นี้ เพราะท่านยังมีภารกิจหลากหลายประการ"
นายวิญญัติยืนยันด้วยว่า นายทักษิณจะเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำสั่งคดีบังคับโทษด้วยตนเองตามนัด 9 ก.ย.
คดีมาตรา 112 นับเป็นหนึ่งในสามคดีที่สอง "พ่อ-ลูก ชินวัตร" กำลังเผชิญ โดยนายทักษิณ เผชิญอีกคดีหนึ่งได้แก่ คดีการบังคับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลหรือ "คดีชั้น 14" ที่ศาลฎีกาฯ นัดให้ไปฟังคำสั่งด้วยตนเองในวันที่ 9 ก.ย. นี้
ส่วนบุตรสาว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพิ่งจะปรากฏตัวที่ศาลรัฐธรรมนูญ วานนี้ (21 ส.ค.) เพื่อเข้าไต่สวนในฐานะผู้ถูกร้องใน "คดีคลิปเสียง" สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
ประชาชนที่สวมใส่เสื้อสีแดงได้จัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้กำลังใจอดีตนายกฯ
วัลลี ทรัพย์ประดิษฐ์ หรือ "ต้อย" ชาวบางพลัด กทม. เป็นหนึ่งในคนที่เดินทางมาศาลตั้งแต่ช่วงเช้า เธอกล่าวกับบีบีซีไทยถึงคุณงามความดีของอดีตนายกฯ ตามความรู้สึกของเธอ "ถ้าเราไม่รักเขา ไม่ช่วยเขา แล้วความดีเขาล่ะ"
หญิงวัย 79 ปี เป็นหนึ่งในประชาชนที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาลไทยรักไทย ทำให้ไม่เสียเงินในการรักษาโรคเส้นเลือดตีบ และเชื่อว่า การกลับประเทศของนายทักษิณทำให้ "บ้านเมืองเจริญ"

ที่มาของภาพ, Panisa Aemocha/BBC THAI
ไทม์ไลน์คดี 10 ปี: นับแต่ให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ถึงวันศาลตัดสิน
เมื่อ 26 พ.ค. 2558 หรือหลังการรัฐประหารของ คสช. หนึ่งปี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น มอบหมายให้ พล.ต.ศรายุทธ กลิ่นมาหอม ผู้อำนวยการสำนักพระธรรมนูญ กองทัพบก เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี [ซึ่งขณะนั้นยังใช้คำนำหน้าตามยศว่า 'พ.ต.ท.'] ที่ศาลอาญา ในคดีดำเลขที่ 1824/2558
กองทัพบกยื่นฟ้องนายทักษิณในความผิดฐานหมิ่นประมาทและหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 326 และ 328 หลังนายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างประเทศและกล่าวปาฐกถาที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงเห็นว่ามีเนื้อหากระทบต่อความมั่นคงและเกียรติภูมิของไทย
ราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น นายทักษิณ ได้เข้าร่วมงานประชุมสุดยอดผู้นำแห่งเอเชีย หรือ Asian Leadership Conference ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. 2558 ที่โรงแรมชิลลา กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนจะให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศที่เข้าไปทำข่าว
ต่อมา ในวันที่ 20 พ.ค. สำนักข่าวโซชอน มีเดีย (Chosun Media) ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายทักษิณ ก่อนที่จะลบออกไปในวันที่ 22 พ.ค. อย่างไรก็ดี มีการแชร์ต่อบทสัมภาษณ์นี้มายังเพจเฟซบุ๊กของไทย
ใจความบางช่วงบางตอนจากบทสัมภาษณ์นั้นมีการถพูดถึงคำว่า "Palace Circle" อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า "แวดวงวัง" หรือ "ผู้แวดล้อมวัง" ขณะที่เนื้อหาโดยรวมเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารที่โค่นล้มรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557
เมื่อสืบค้นจากระบบติดตามสำนวนคดีศาลยุติธรรม บีบีซีไทยพบว่าศาลอาญาได้ส่งหมายเรียกครั้งแรกในวันที่ 6 ก.ย. 2558 และดำเนินการเรื่อยมาจนถึงการส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ในปีเดียวกัน
ต่อมาในวันที่ 12 ต.ค. 2558 ศาลอาญาลงความเห็นว่าให้ออกหมายจับนายทักษิณ เนื่องจากตัวนายทักษิณในฐานะจำเลยรับทราบนัดโดยชอบแต่ไม่เดินทางมาศาล และขณะที่พิจารณาคดีนั้นก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย จึงถือว่ามีพฤติการณ์หลบหนี นายทักษิณลี้ภัยทางการเมืองออกจากประเทศไทยไปตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2551
ศาลอาญายังชี้ว่า "เพื่อให้ได้ตัวมาพิจารณาภายในอายุความ ซึ่งกรณีไม่แน่ว่าจะจับตัวจำเลยได้เมื่อใด ศาลจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราวไว้ก่อน และหากมีการจับตัวจำเลยได้แล้ว ก็ให้พิจารณาคดีต่อไป"
จากนั้นในวันที่ 19 ก.ย. 2559 อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งฟ้องนายทักษิณในคดีดังกล่าว
ต่อมาหลังนายทักษิณเดินทางกลับมายังประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 และถูกควบคุมตัวทันทีจากโทษในคดีอื่น ในวันที่ 17 ม.ค. 2567 อธิบดีอัยการจึงได้เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายทักษิณ ซึ่งขณะนั้นนายทักษิณกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ หลังจากที่ได้รับการย้ายตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครช่วงกลางดึกที่คาบเกี่ยววันที่ 22-23 ส.ค. 2566 เพื่อเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ โดยไม่ได้นอนเรือนจำแม้แต่คืนเดียว และทราบในเวลาต่อมาว่าพักอยู่ที่ชั้น 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา
สำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่า นายทักษิณปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมกับยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นที่นายทักษิณร้องขอ
อย่างไรก็ดี ในวันที่ 29 พ.ค. 2567 อัยการสูงสุดได้สั่งฟ้องนายทักษิณ ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ในวันดังกล่าวนายทักษิณแจ้งขอเลื่อนการฟังคำสั่งคดีออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าติดโรคโควิด-19
ต่อมาในวันที่ 18 มิ.ย. 2567 อัยการสูงสุดได้ส่งฟ้องนายทักษิณ ต่อศาลอาญา และศาลประทับรับฟ้อง ก่อนมีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยวงเงินประกัน 500,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
คดี ม. 112 ของนายทักษิณ ประสบกับเหตุ "เลื่อน" จากทั้งฝ่ายอัยการ และนายทักษิณ ฝ่ายละหนึ่งครั้ง การต่อสู้คดีของนายทักษิณ ยังรวมถึงการยื่นขอความเป็นธรรมอย่างน้อย 1 ครั้งในเดือน ม.ค. 2567
19 ส.ค. 2567 ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ซึ่งนายทักษิณให้การปฏิเสธ และกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ระหว่างวันที่ 1-16 ก.ค. 2568 โดยเป็นการพิจารณาคดีแบบลับ
ข้อต่อสู้ของทักษิณ
นายทักษิณเคยกล่าวถึงคดี ม.112 เมื่อ 8 มิ.ย. 2567 หลังจากเลื่อนนัดอัยการเพราะติดโรคโควิด-19 ว่า "ไม่เห็นมีอะไรเลย" และมองว่า "คดีนี้จะเป็นตัวอย่างให้คนเห็นว่า ตอนปฏิวัติมียัดข้อหาอย่างไร เพราะคดีนี้ไม่มีมูลแม้แต่นิดเดียว แต่พยายามตีความเพื่อให้มีมูล แล้วพอคนหนึ่งสั่งฟ้อง คนอื่นก็ไม่กล้าสั่งไม่ฟ้อง ก็เลยสั่งฟ้อง ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่หลักกฎหมาย"
นายทักษิณ ย้ำด้วยว่า "อันนี้เรียกว่าผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ คือ การทำคดีตั้งแต่ต้น ก็มีการข่มขู่พนักงานสอบสวน โดยผู้บังคับบัญชา... คดีมันไม่ควรจะเป็นคดี"
อย่างไรก็ตาม ในการสืบพยานจำเลยในวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นนัดสืบพยานจำเลยวันแรก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่าแผนการต่อสู้คดี ได้เตรียมพยานไว้ทั้งสิ้น 14 ปาก ทว่าในการสืบพยานวันดังกล่าวขอเบิกพยานเข้าสืบเพียง 3 ปาก คือ นายวิษณุ เครืองาม, นายธงทอง จันทรางศุ และนายทักษิณ เป็นพยานจำเลยปากสุดท้าย
"ได้ปรึกษาหารือกับทางท่านทักษิณ ชินวัตร แล้วว่าทั้งหมดทั้งปวงเรายุติเท่านี้ การสืบพยานหลังจากนี้ไปถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับฝ่ายจำเลย" นายวิญญัติ กล่าว
ทนายความของนายทักษิณยังแสดงความมั่นใจด้วยว่าเรื่องนี้จะได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ผ่านมามีหลายส่วนที่ยังไม่มีความสมบูรณ์ และมีหลายส่วนที่พยานบุคคลเองเป็นพยานความเห็นทั้งสิ้น ซึ่งทางทนายจำเลยพยายามหักล้างว่าพยานเหล่านั้นเป็นพยานที่มีอคติ เป็นพยานที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามจำเลยแทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ทีมทนายสืบมาและต่อสู้มาตลอด
"พยานหลักฐานที่จะสู้ได้อย่างชัดเจนหรือประจักษ์พยานนั้น โจทก์ไม่ได้มี" นายวิญญัติระบุ











