"ทำงานเพื่อประเทศชาติเต็มที่" ทักษิณ ระบุ หลังศาลพิพากษายกฟ้อง "คดี ม.112"

อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร โบกมือทักทายประชาชนและสื่อมวลชน ก่อนร่วมฟังคำพิพากษาศาลอาญา คดีมาตรา 112

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร โบกมือทักทายประชาชนและสื่อมวลชน ก่อนร่วมฟังคำพิพากษาศาลอาญา คดีมาตรา 112

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง "ยกฟ้อง" คดีที่เขาตกเป็นจำเลยในข้อหาดูหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้เมื่อปี 2558

วันนี้ (22 ส.ค.) ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1860/256 โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังในห้องพิจารณาคดี

นายทักษิณเดินทางมาถึงศาลอาญา ถ.รัชดา เมื่อเวลา 09.30 น. โดยได้โบกมือทักทายประชาชนและสื่อมวลชน ก่อนเข้าสวมกอดบุตรสาวคนรอง น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรณ์วงศ์ ที่มารอให้กำลังใจอยู่บริเวณศาล

ต่อมาเวลา 10.45 น. นายทักษิณ พร้อมด้วยทีมทนายความ เดินออกมาจากศาลอาญา โดยกล่าวกับสื่อมวลชนสั้น ๆ ว่า "ยกฟ้อง" และไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใด ๆ เพิ่มเติม

ความรู้สึกและคำกล่าวประโยคแรกของนายทักษิณถูกถ่ายทอดโดยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของเขา

"ต่อไปนี้จะได้ทำคุณประโยชน์ และก็จะทำงานเพื่อประเทศชาติเต็มที่" นายวิญญัติโคว้ดคำพูดแรกของอดีตนายกฯ ที่กล่าวกับทีมทนายความภายในห้องพิจารณาคดี ภายหลังศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง

นายวิญญัติเล่าว่า เมื่อศาลอ่านคำวินิจฉัยถึงท่อนที่ว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ พิพากษายกฟ้อง "ท่านก็ยิ้มออกมา ก็ดีใจครับ เป็นเรื่องปกติของของจำเลย"

ศาลมีคำสั่งห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟังการพิจารณา และจำกัดการทำข่าวของสื่อมวลชนให้อยู่ในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ศาลมีคำสั่งห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟังการพิจารณา และจำกัดการทำข่าวของสื่อมวลชนให้อยู่ในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัย

วันนี้ (22 ส.ค.) ตรงกับวันครบรอบ 2 ปีที่อดีตนายกฯ คนที่ 23 เดินทางกลับประเทศไทย ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม ด้วยการไปรับหมายขังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) ซึ่งพิพากษาให้รับโทษจำคุกรวม 8 ปี จาก 3 คดีทุจริต ก่อนที่เขาจะยื่นถวายฎีกาและได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี อย่างไรก็ตามนายทักษิณไม่ได้นอนเรือนจำแม้แต่คืนเดียว เพราะถูกส่งตัว "ฉุกเฉิน" ไปรับการรักษาที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 จนกระทั่งได้รับการ "พักโทษเป็นกรณีพิเศษ" ออกจาก รพ.ตำรวจเมื่อ 18 ก.พ. 2567

สำหรับคดีมาตรา 112 คดีนี้ นายทักษิณถูกกล่าวหาภายหลังรัฐประหารปี 2557 โดยมีนายทหารฝ่ายกฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ก่อนที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะมีความเห็นควรสั่งฟ้องในเวลาต่อมา โดยมีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณเป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นเท็จ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ จากเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2558 ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศไทยเกี่ยวพันกัน

คำให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ของอดีตนายกฯ มีเนื้อหาพาดพิงถึงกลุ่มคนที่เขาเรียกว่า "Palace Circle" หรือที่แปลว่า "แวดวงวัง" หรือ "ผู้แวดล้อมวัง"

เปิด 3 ข้อสรุป สู่การยกฟ้อง คดี ม.112 ของทักษิณ

ภายหลังจากอ่านคำพิพากษาแล้วเสร็จ ศาลยุติธรรมได้นำส่งเอกสารแก่สื่อมวลชนเพื่ออธิบายและสรุปประเด็นสำคัญของคดี โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้

ข้อความที่นายทักษิณให้สัมภาษณ์พูดหรือแสดงหรือพาดพิงหรือทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่

คำอธิบายของศาลระบุว่า ข้อความหรือถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณซึ่งเป็นจำเลยไม่ได้ใช้คำว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9" โดยตรง และไม่ได้ใช้ถ้อยคำสรรพนามที่อ้างถึงบุคคลที่สามโดยมีคำราชาศัพท์หรือถ้อยคำที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด

แต่เป็นการใช้คำสรรพนามบุรุษที่สาม ว่า "เขา" เรียกแทน บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบุคคลอื่นหลายคนรวมกัน และยังมีคำว่า "องคมนตรี" "ทหาร" "Palace Circle" และ "คนในวัง" ในประโยคคำให้สัมภาษณ์ของจำเลย

ขณะที่พยานฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญด้านภาษาเพียงปากเดียว กับพยานบุคคลภายนอกที่โจทก์อ้างมา ล้วนแต่เข้าร่วมชุมนุมขับไล่จำเลยทางการเมือง อันส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มือคติต่อจำเลย จึงมีข้อสงสัย ถึงความเป็นกลางและต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง พยานบุคคลดังกล่าวของโจทก์จึงไม่อาจแสดงให้เชื่อได้ว่า วิญญูชนทั่วไปจะตีความข้อความที่จำเลยกล่าวไปในลักษณะที่พยานเหล่านั้นเข้าใจ ส่วนพยานที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจของโจทก์ก็ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง

พยานหลักฐานของผู้ฟ้องเพียงพอหรือไม่

เอกสารของศาลระบุว่า ในระหว่างการดำเนินคดีกับจำเลยนั้น ความจริงพยานต่างให้การตรงกันว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องจำเลยได้ เพราะคลิปวิดีโอของกลางไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นต้นฉบับ ทั้งไม่สามารถสืบหาบุคคลที่นำคลิปลงเผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาเพจแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ยูทูบ ที่นำคลิปวิดีโอให้สัมภาษณ์ของจำเลยมาเผยแพร่ลงในระบบคอมพิวเตอร์ และยังพบว่าบุคคลที่นำมาเผยแพร่ซึ่งเป็นคนที่ได้รับฟังคลิปวิดีโอมาตั้งแต่แรก ล้วนเข้าใจตรงกัน ว่าจำเลยให้สัมภาษณ์โจมตีการยึดอำนาจและรัฐประหาร โดยพาดพิงถึงนายสุเทพ กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่และองคมนตรีเท่านั้น ไม่ได้เข้าใจว่าถ้อยคำให้สัมภาษณ์นั้นจะพาดพิงหรือสื่อความหมายหรืออ้างว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร พยานหลักฐาน ทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมา จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า นายทักษิณเจตนาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9

เข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่

ศาลเห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า คำให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้

ทนายทักษิณไล่เหตุศาลยกฟ้อง

ทนายความอดีตนายกฯ ระบุด้วยว่า คำพิพากษายกฟ้องมาจากหลายเหตุผล แต่ทั้งหมดคือโจทก์ "สืบไม่สมกับภาระการพิสูจน์" ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญจากคำให้สัมภาษณ์ของเขา ดังนี้

การสัมภาษณ์ที่เกาหลีใต้: ศาลใช้หลักการชั่งน้ำหนักตัววัตถุพยาน ศาลเชื่อว่ามีการสัมภาษณ์ที่เกาหลี แต่มีบทสัมภาษณ์เต็มหรือมากกว่าคลิปวิดีโอ การนำคลิปดังกล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนบางตอนของคำสัมภาษณ์ อย่างไรก็ตามการพิสูจน์ ทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นภาระของโจทก์ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธจึงไม่ต้องพิสูจน์ว่าเป็นตัดต่อหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ชัดเจนว่าไม่ได้ตัดต่อ ศาลก็รับฟังด้วยความระมัดระวัง ศาลเห็นว่าน่าเชื่อว่ามีการสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์สามารถตีความและรับฟังให้เข้าใจว่าหมายถึงบุคคลตามมาตรา 112 หรือไม่: ศาลใช้หลักในการวินิจฉัย ประกอบด้วย หลักไวยากรณ์ ต้องมีประธาน กริยา กรรม ศาลมองว่าตัวประธานเป็นบุคคลที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นบุคคลตามมาตรา 112 แม้มีสรรพนามคำว่า "เขา" ซึ่งพยานบางปากนำมาตีความหรือพิจารณา ศาลเห็นว่ารับฟังได้น้อยมาก ไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นพยานที่ความเห็นมีอคติ โดยฝ่ายจำเลยได้พิสูจน์ให้เห็นว่าในอดีต พยานเกี่ยวข้องอะไรกับการเมืองบ้าง ใครขึ้นเวทีขับไล่หรือเป็นฝ่ายตรงข้ามอดีตนายกฯ หรือการให้ความเห็นที่ขัดแย้งกับในชั้นสอบสวนและชั้นศาลอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ศาลยังใช้พจนานุกรมของต่างประเทศคือฉบับออกซฟอร์ด (Oxford) ว่าความหมายตามคำที่ปรากฏในคำฟ้องหมายถึงอะไร ขอไม่ลงรายละเอียด แต่รับฟังได้ว่าความหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นการเฉพาะเจาะจงหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น องค์ประกอบความผิดจึงไม่เข้ามาตรา 112

ขณะเดียวกันพยานฝ่ายจำเลย ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญก็ได้มาแปลความ ก็เป็นเรื่องที่หนักแน่น

ทนายความอดีตนายกฯ ระบุว่า "ไม่กังวล" ทั้ง 2 คดี ไม่ว่าคดี 112 หรือคดีชั้น 14

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ทนายความอดีตนายกฯ ระบุว่า "ไม่กังวล" ทั้ง 2 คดี ไม่ว่าคดี 112 หรือคดีชั้น 14

ทนายความของอดีตนายกฯ ย้ำว่า นายทักษิณ "ตกเป็นเหยื่อ" จากข้อกล่าวหาที่นำมา "เล่นงาน" และตอนนี้ได้พิสูจน์ตัวเอง เดินเข้ากระบวนการ และสู้ตามกระบวนการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เมื่อศาลยกฟ้อง การอุทธรณ์ก็เป็นหน้าที่ของทางโจทก์ที่จะพิจารณาว่ามีสาระสำคัญหรือข้อกฎหมายที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ส่วนตัวไม่กังวล และหลายเรื่องอัยการก็ไม่อุทธรณ์

"ไม่ใช่เดี๋ยวสังคมก็จะไปกดดันอีก ต้องอุทธรณ์ ๆ ก็เหมือนที่พวกคุณกดดันให้ดำเนินคดีกับอดีตนายกฯ ทักษิณ นี่ละคือความกดดันของสังคม ความเห็นของสังคมที่มุ่งทำลาย หรือพยายามแย่งชิงพื้นที่ แย่งชิงอำนาจ ผมก็ไม่อยากใช้คำนี้นะครับเป็นเรื่องการเมือง มันคือปัญหาของระบบยุติธรรมไทยทุกวันนี้ ผมไม่อยากให้ศาลตกเป็นเครื่องมือของความขัดแย้ง อันนี้พูดในฐานะทนายความ" ทนายความอดีตนายกฯ กล่าว

หลังจากนี้ นายทักษิณสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้หรือไม่นั้น นายวิญญัติชี้แจงว่า เมื่อมีการยกฟ้องแล้วก็ถือว่าเป็นบุคคลผู้บริสุทธิ์ โดยทีมทนายจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และคืนหนังสือเดินทางที่ยึดไว้ ส่วนการเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนตัวคิดว่า "ท่านคงไม่ได้เดินทางเร็ว ๆ นี้ เพราะท่านยังมีภารกิจหลากหลายประการ"

นายวิญญัติยืนยันด้วยว่า นายทักษิณจะเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำสั่งคดีบังคับโทษด้วยตนเองตามนัด 9 ก.ย.

คดีมาตรา 112 นับเป็นหนึ่งในสามคดีที่สอง "พ่อ-ลูก ชินวัตร" กำลังเผชิญ โดยนายทักษิณ เผชิญอีกคดีหนึ่งได้แก่ คดีการบังคับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลหรือ "คดีชั้น 14" ที่ศาลฎีกาฯ นัดให้ไปฟังคำสั่งด้วยตนเองในวันที่ 9 ก.ย. นี้

ส่วนบุตรสาว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพิ่งจะปรากฏตัวที่ศาลรัฐธรรมนูญ วานนี้ (21 ส.ค.) เพื่อเข้าไต่สวนในฐานะผู้ถูกร้องใน "คดีคลิปเสียง" สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ประชาชนที่สวมใส่เสื้อสีแดงได้จัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้กำลังใจอดีตนายกฯ

วัลลี ทรัพย์ประดิษฐ์ หรือ "ต้อย" ชาวบางพลัด กทม. เป็นหนึ่งในคนที่เดินทางมาศาลตั้งแต่ช่วงเช้า เธอกล่าวกับบีบีซีไทยถึงคุณงามความดีของอดีตนายกฯ ตามความรู้สึกของเธอ "ถ้าเราไม่รักเขา ไม่ช่วยเขา แล้วความดีเขาล่ะ"

หญิงวัย 79 ปี เป็นหนึ่งในประชาชนที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาลไทยรักไทย ทำให้ไม่เสียเงินในการรักษาโรคเส้นเลือดตีบ และเชื่อว่า การกลับประเทศของนายทักษิณทำให้ "บ้านเมืองเจริญ"

ต้อย-วัลลี ทรัพย์ประดิษฐ์ เดินทางมารอให้กำลังใจอดีตนายกฯ

ที่มาของภาพ, Panisa Aemocha/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ต้อย-วัลลี ทรัพย์ประดิษฐ์ เดินทางมารอให้กำลังใจอดีตนายกฯ

ไทม์ไลน์คดี 10 ปี: นับแต่ให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ถึงวันศาลตัดสิน

เมื่อ 26 พ.ค. 2558 หรือหลังการรัฐประหารของ คสช. หนึ่งปี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น มอบหมายให้ พล.ต.ศรายุทธ กลิ่นมาหอม ผู้อำนวยการสำนักพระธรรมนูญ กองทัพบก เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี [ซึ่งขณะนั้นยังใช้คำนำหน้าตามยศว่า 'พ.ต.ท.'] ที่ศาลอาญา ในคดีดำเลขที่ 1824/2558

กองทัพบกยื่นฟ้องนายทักษิณในความผิดฐานหมิ่นประมาทและหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 326 และ 328 หลังนายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างประเทศและกล่าวปาฐกถาที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงเห็นว่ามีเนื้อหากระทบต่อความมั่นคงและเกียรติภูมิของไทย

ราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น นายทักษิณ ได้เข้าร่วมงานประชุมสุดยอดผู้นำแห่งเอเชีย หรือ Asian Leadership Conference ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. 2558 ที่โรงแรมชิลลา กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนจะให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศที่เข้าไปทำข่าว

ต่อมา ในวันที่ 20 พ.ค. สำนักข่าวโซชอน มีเดีย (Chosun Media) ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายทักษิณ ก่อนที่จะลบออกไปในวันที่ 22 พ.ค. อย่างไรก็ดี มีการแชร์ต่อบทสัมภาษณ์นี้มายังเพจเฟซบุ๊กของไทย

ใจความบางช่วงบางตอนจากบทสัมภาษณ์นั้นมีการถพูดถึงคำว่า "Palace Circle" อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า "แวดวงวัง" หรือ "ผู้แวดล้อมวัง" ขณะที่เนื้อหาโดยรวมเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารที่โค่นล้มรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

เมื่อสืบค้นจากระบบติดตามสำนวนคดีศาลยุติธรรม บีบีซีไทยพบว่าศาลอาญาได้ส่งหมายเรียกครั้งแรกในวันที่ 6 ก.ย. 2558 และดำเนินการเรื่อยมาจนถึงการส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ในปีเดียวกัน

ต่อมาในวันที่ 12 ต.ค. 2558 ศาลอาญาลงความเห็นว่าให้ออกหมายจับนายทักษิณ เนื่องจากตัวนายทักษิณในฐานะจำเลยรับทราบนัดโดยชอบแต่ไม่เดินทางมาศาล และขณะที่พิจารณาคดีนั้นก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย จึงถือว่ามีพฤติการณ์หลบหนี นายทักษิณลี้ภัยทางการเมืองออกจากประเทศไทยไปตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2551

ศาลอาญายังชี้ว่า "เพื่อให้ได้ตัวมาพิจารณาภายในอายุความ ซึ่งกรณีไม่แน่ว่าจะจับตัวจำเลยได้เมื่อใด ศาลจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราวไว้ก่อน และหากมีการจับตัวจำเลยได้แล้ว ก็ให้พิจารณาคดีต่อไป"

จากนั้นในวันที่ 19 ก.ย. 2559 อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งฟ้องนายทักษิณในคดีดังกล่าว

ต่อมาหลังนายทักษิณเดินทางกลับมายังประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 และถูกควบคุมตัวทันทีจากโทษในคดีอื่น ในวันที่ 17 ม.ค. 2567 อธิบดีอัยการจึงได้เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายทักษิณ ซึ่งขณะนั้นนายทักษิณกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ หลังจากที่ได้รับการย้ายตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครช่วงกลางดึกที่คาบเกี่ยววันที่ 22-23 ส.ค. 2566 เพื่อเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ โดยไม่ได้นอนเรือนจำแม้แต่คืนเดียว และทราบในเวลาต่อมาว่าพักอยู่ที่ชั้น 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา

สำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่า นายทักษิณปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมกับยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นที่นายทักษิณร้องขอ

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 29 พ.ค. 2567 อัยการสูงสุดได้สั่งฟ้องนายทักษิณ ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ในวันดังกล่าวนายทักษิณแจ้งขอเลื่อนการฟังคำสั่งคดีออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าติดโรคโควิด-19

ต่อมาในวันที่ 18 มิ.ย. 2567 อัยการสูงสุดได้ส่งฟ้องนายทักษิณ ต่อศาลอาญา และศาลประทับรับฟ้อง ก่อนมีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยวงเงินประกัน 500,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

คดี ม. 112 ของนายทักษิณ ประสบกับเหตุ "เลื่อน" จากทั้งฝ่ายอัยการ และนายทักษิณ ฝ่ายละหนึ่งครั้ง การต่อสู้คดีของนายทักษิณ ยังรวมถึงการยื่นขอความเป็นธรรมอย่างน้อย 1 ครั้งในเดือน ม.ค. 2567

19 ส.ค. 2567 ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ซึ่งนายทักษิณให้การปฏิเสธ และกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ระหว่างวันที่ 1-16 ก.ค. 2568 โดยเป็นการพิจารณาคดีแบบลับ

ข้อต่อสู้ของทักษิณ

นายทักษิณเคยกล่าวถึงคดี ม.112 เมื่อ 8 มิ.ย. 2567 หลังจากเลื่อนนัดอัยการเพราะติดโรคโควิด-19 ว่า "ไม่เห็นมีอะไรเลย" และมองว่า "คดีนี้จะเป็นตัวอย่างให้คนเห็นว่า ตอนปฏิวัติมียัดข้อหาอย่างไร เพราะคดีนี้ไม่มีมูลแม้แต่นิดเดียว แต่พยายามตีความเพื่อให้มีมูล แล้วพอคนหนึ่งสั่งฟ้อง คนอื่นก็ไม่กล้าสั่งไม่ฟ้อง ก็เลยสั่งฟ้อง ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่หลักกฎหมาย"

นายทักษิณ ย้ำด้วยว่า "อันนี้เรียกว่าผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ คือ การทำคดีตั้งแต่ต้น ก็มีการข่มขู่พนักงานสอบสวน โดยผู้บังคับบัญชา... คดีมันไม่ควรจะเป็นคดี"

อย่างไรก็ตาม ในการสืบพยานจำเลยในวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นนัดสืบพยานจำเลยวันแรก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่าแผนการต่อสู้คดี ได้เตรียมพยานไว้ทั้งสิ้น 14 ปาก ทว่าในการสืบพยานวันดังกล่าวขอเบิกพยานเข้าสืบเพียง 3 ปาก คือ นายวิษณุ เครืองาม, นายธงทอง จันทรางศุ และนายทักษิณ เป็นพยานจำเลยปากสุดท้าย

"ได้ปรึกษาหารือกับทางท่านทักษิณ ชินวัตร แล้วว่าทั้งหมดทั้งปวงเรายุติเท่านี้ การสืบพยานหลังจากนี้ไปถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับฝ่ายจำเลย" นายวิญญัติ กล่าว

ทนายความของนายทักษิณยังแสดงความมั่นใจด้วยว่าเรื่องนี้จะได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ผ่านมามีหลายส่วนที่ยังไม่มีความสมบูรณ์ และมีหลายส่วนที่พยานบุคคลเองเป็นพยานความเห็นทั้งสิ้น ซึ่งทางทนายจำเลยพยายามหักล้างว่าพยานเหล่านั้นเป็นพยานที่มีอคติ เป็นพยานที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามจำเลยแทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ทีมทนายสืบมาและต่อสู้มาตลอด

"พยานหลักฐานที่จะสู้ได้อย่างชัดเจนหรือประจักษ์พยานนั้น โจทก์ไม่ได้มี" นายวิญญัติระบุ