สรุปเหตุผล-ข้ออ้าง กรณีผู้ประกอบการขอปรับราคามาม่าขึ้นเป็น 8 บาท แต่พาณิชย์ให้ปรับเป็น 7 บาทแทน

ที่มาของภาพ, WATCHIRANONT THONGTEP/BBC THAI
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่เรียกกันติดปากว่า "มาม่า" อยู่คู่ครัวไทยมานานกว่า 50 ปี หลายคนมองว่าเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ เพราะเป็นสินค้าที่มหาชนเข้าถึง ด้วยราคาย่อมเยาและหารับประทานได้ง่าย
ทว่า ในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐบาลมาแล้ว 6 ชุด ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐประหาร แต่ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังคงถูกตรึงราคาไว้ที่ 6 บาท จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในระหว่างทาง ผู้ประกอบการเรียกร้องให้ปรับขึ้นราคาขึ้น เพื่อให้สะท้อนกับต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จตามที่ขอ
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในสังคม พร้อมกับความเห็นที่หลากหลายต่อสินค้ามหาชนประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหารสำคัญผู้มีรายได้น้อย หรือแม้แต่หลายคนยังเชื่อว่า เป็นหนึ่งใน "ดัชนีเศรษฐกิจ"
บีบีซีไทยรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเหตุผลต่าง ๆ ของผู้ประกอบการที่เสนอต่อภาครัฐ เพื่อให้ได้ไฟเขียวปรับราคาขึ้นรอบล่าสุด
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปรับขึ้นราคาครั้งสุดท้ายเมื่อใด
นับแต่คนไทยรู้จักบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อแรก ๆ อย่าง "มาม่า" เมื่อปี 2515 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2 บาท แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันว่าทยอยปรับเพิ่มอย่างไรในช่วงก่อนปีวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เป็น 5 บาท และปรับเพิ่มมาเป็นราคาซองละ 6 บาท ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. สมัยที่นายยรรยง พวงราช ดำรงอธิบดีกรมการค้าภายในที่ได้อนุมัติให้ปรับราคาขึ้นซองละ 1 บาท จากราคาเดิม 5 บาท
ในครั้งนั้น บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา ”มาม่า“ ได้ยื่นขอปรับราคามาม่า ยกเว้นผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 3 ขนาด ได้แก่ มาม่าก้านกล้วย มาม่าโอเรียนทอลคิชเช่น ชนิดซองและชนิดคัพ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตที่สำคัญ ทั้งแป้งสาลี และน้ำมันพืชปรับขึ้นราคาจนกระทบต่อต้นทุนการผลิต
แบ่งปันเรื่องราวของคุณ : ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกับคุณอย่างไร

ที่มาของภาพ, WATCHIRANONT THONGTEP/BBC THAI
หลังการอนุมัติครั้งนั้น ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ในตลาดเช่น "ยำยำ" และ "ไวไว" ก็ทยอยปรับราคาขายตามมาด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมา แม้ว่าผู้ประกอบการจะเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 2 ครั้ง แต่พวกเขาเลือกที่จะยังไม่ขอปรับราคา
เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการสำนักอำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จตรา "มาม่า" บอกกับสื่อมวลชนว่า ครั้งแรกที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นคือ ในปี 2554 ซึ่งเป็นวิกฤติน้ำปาล์มแพงสูงแตะ 70-80 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนอีกครั้งคือปี 2557 เกิดวิกฤตแป้งสาลี แต่เป็นเพียงปัญหาระยะสั้น
จนมาถึงปี 2558 รัฐบาลในขณะนั้นได้ ขอให้ผู้ผลิตตรึงราคาสินค้าต่อไปอีกในราคาซองละ 6 บาทจนถึงปัจจุบัน
เหตุผลล่าสุดของผู้ประกอบการ
แม้ว่าจะเป็นคู่แข่งทางการค้า แต่ล่าสุดผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 5 ราย ได้ลงนามร่วมกันเรียกร้องให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้พิจารณาอนุมัติให้สามารถปรับเพิ่มราคาขายจากเดิมซองละ 6 บาท เพิ่มเป็น 8 บาท โดยได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. เพื่อชี้แจงว่าได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น จากราคาน้ำมันปาล์ม และวัตถุดิบหลักอย่าง แป้งสาลี

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai
สิ่งที่ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพยายามชี้ให้ภาครัฐเข้าใจถึงสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ อาทิ
- ต้นทุนจากแป้งสาลีที่เพิ่มขึ้น 20-30%
- ต้นทุนจากน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นเท่าตัว
- ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เพิ่มขึ้น 12-15%
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรายละเอียดในการบริหารจัดการต้นทุน เฉพาะรายอีกเช่น บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) ชี้แจงว่า หากพิจารณาสัดส่วนผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดแล้ว สำหรับมาม่าที่มีราคาซองละ 6 บาท มีสัดส่วนการขายสูงถึง 60-70% ซึ่งหากไม่ได้รับการปรับราคาขึ้น ก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบ
จากผลการดำเนินการในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ ของ บมจ. ไทยเพรซิเดนท์ฟูดฯ ซึ่งถือเป็นผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดกว่า 40% ของตลาด มียอดขายรวมเป็น 12,694 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 9.84% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีรายได้อยู่ที่ 1,137 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, WATCHIRANONT THONGTEP/BBC THAI
ทว่า เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิในครึ่งปีแรกที่เกิดขึ้นกลับพบว่าลดลง โดย 6 เดือนแรกในปีนี้ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,164 ล้านบาท ลดลงราว 558 ล้านบาท หรือราว 32.39% โดยบริษัทให้เหตุผลว่ามาจากต้นทุนวัตถุดิบหลักและค่าใช้จ่ายในการขายปรับตัวสูงขึ้น
ด้านนายฮิจิริ ฟูกุโอกะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิชชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ ‘นิชชิน’ ซึ่งเป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น กล่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ว่า บริษัทปัญหาด้านต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เช่นเดียวกันกับในไทย แต่ในบางประเทศเช่น ที่ญี่ปุ่น บริษัทสามารถปรับราคาได้เช่นกัน อย่างในเดือน มิ.ย. สามารถปรับขึ้นราว 5-12% จากราคาเดิม
กรมการค้าภายในคือ ผู้ตัดสินใจ
แรงกดดันจากผู้ประกอบการดูเหมือนจะพุ่งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในการตัดสินใจดังกล่าว ทว่า ผู้ตัดสินใจหลักคือ อธิบดีกรมการค้าภายใน
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยโดยยอมรับว่า ครั้งสุดท้ายที่ปรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือเมื่อปี 2551 ที่ปรับจากซองละ 5 บาท เป็นซองละ 6 บาท โดย ผู้ประกอบการได้ขอปรับราคามาแล้วเกือบสองปี แต่ว่ากรมการค้าภายใน ยังไม่อนุญาตเพราะว่าต้องดูผลกระทบกับภาระของผู้บริโภคด้วย
"ตอนนี้ขอปรับ (ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) จากซองละ 6 บาท ขึ้นมาเป็นซองละ 8 บาท ส่วนตัวผมคิดว่ามันอาจจะมากเกินไป ถ้าสูงขนาดนี้จะกระทบผู้บริโภคและผู้มีรายได้น้อยมากจนเกินสมควร แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรมการค้าภายในที่จะต้องไปดูที่ต้นทุน"
รมว. พาณิชย์ระบุว่า กรมการค้าภายในได้วิเคราะห์ต้นทุนเสร็จแล้ว ซึ่งเขาได้ให้นโยบายไปว่า ถ้าจะต้องปรับตามต้นทุนจริง ก็จะต้องปรับราคาขึ้น ให้เป็นไปตามต้นทุนที่สูงขึ้นจริงและให้เดือดร้อนผู้บริโภคให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็ให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่ได้ด้วย ไม่ต้องถึงกับพบสภาวะขาดทุนและต้องหยุดการผลิต หรือไปส่งออกอย่างเดียว เพราะว่าตลาดต่างประเทศราคาก็ดีกว่า เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่และอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นผู้พิจารณาขั้นสุดท้าย รมว. พาณิชย์ได้ให้หลักการเพิ่มเติมว่า หากว่าจำเป็นจะต้องปรับราคาขึ้นตามต้นทุนจริง ๆ แล้ว เมื่อต้นทุนได้ปรับลดลงมาจะต้องปรับลดราคาลงมาด้วย ให้กรมการค้าต้องติดตามสถานการณ์ต้นทุนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งค่าพลังงาน ค่าไฟ ค่าก๊าซ ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตที่เป็นวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี น้ำมันพืช เป็นต้น
เหตุผลที่กรมการค้าภายในตอบผู้ประกอบการคืออะไร
ย้อนกลับไปวันที่ 19 ก.ค. ในครั้งนั้นมีกระแสข่าวว่าตัวแทนจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ มาม่า แจ้งผู้ค้าส่งอย่างไม่เป็นทางการว่าจะปรับขึ้นราคาขายอีกซองละ 1 บาท จาก 6 บาทเป็น 7 บาทตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ในขณะนั้น ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายในได้ยืนยันว่ายังคงไม่อนุญาต เพื่อลดความสับสนของประชาชนดังกล่าว
สาเหตุสำคัญที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของกรมการค้าภายในประเทศนั้น คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าควบคุมภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 การจะปรับขึ้นราคาต้องได้รับการอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/กรมการค้าภายใน
ในแถลงการณ์ของนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ต่อกรณีที่ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 5 รายแถลงข่าวและจะขอให้กรมการค้าภายในพิจารณาปรับราคาขึ้นเป็นซองละ 8 บาทนั้น ได้ระบุว่า "จะพิจารณาเป็นราย ๆ โดยอยู่บนหลักการ "วิน-วิน โมเดล" ที่ผู้ประกอบการต้องยังคงผลิตและจำหน่ายได้ ผู้บริโภคได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่นายจุรินทร์ได้ให้นโยบายไว้
พร้อมกันนั้นในเอกสารฉบับดังกล่าวยังได้ระบุถึง บทลงโทษทางกฎหมายต่อผู้ที่ฝ่าฝืน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ห้างร้าน ร้านค้า ที่ฉกฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือกักตุนสินค้า จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือ ทั้งจำและปรับ
สำหรับการจำหน่ายสินค้าตามช่องทางต่าง ๆ ต้องแสดงราคาอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้บริโภครับทราบก่อนตัดสินใจ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ล่าสุด วันที่ 24 พ.ค. อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วมกับผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 3 ราย ที่ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ มาม่า ไวไว และยำยำ เพื่อพิจารณาการปรับขึ้นราคาขายว่า กรมได้พิจารณาอนุมัติผู้ประกอบการทั้งสามรายสามารถปรับขึ้นราคาขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองมาตรฐานได้ซองละ 1 บาท จากซองละ 6 บาท เป็นซองละ 7 บาท ไม่ได้ให้ขึ้น 2 บาทตามที่ขอมา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.65 เป็นต้นไป หลังจากพิจารณาโครงสร้างต้นทุนของผู้ผลิตอย่างละเอียด
สำหรับกรณีของนิชชินและซื่อสัตย์จะพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า หากต้นทุนต่างๆลดลง ผู้ผลิตจะต้อง ปรับลดราคาขายลงด้วย
ด้านผู้บริหารของบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ยังไม่พอใจที่ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 1 บาท เนื่องจากว่ายังไม่ครอบคลุมต้นทุนการผลิต








