You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
มติเอกฉันท์ สนช. ผ่านร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 211 ต่อ 0 งดออกเสียง 7
ภายหลังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย สนช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ประชุมร่วมกัน และยอมปรับแก้เนื้อหาใน 8 ประเด็น ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม สนช. วันนี้ (8 มี.ค.)
ประเด็นที่มีการปรับแก้จากร่างเดิม อาทิ
- ระยะเวลาเลือกตั้ง 08.00-17.00 น. (เดิม 07.00-17.00 น.)
- ห้ามจัดงานมหรสพในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
- อนุญาตให้บุคคลอื่น/กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียงแทนคนพิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุได้
- ตัดสิทธิบุคคลที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในการลงสมัคร ส.ส. สมาชิกท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการการเมือง
- ไม่กำหนดให้หมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรค เป็นหมายเลขเดียวกันทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตามมีบางมาตรา ที่ กรธ. ท้วงติงว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 เช่น การเปลี่ยนการกำหนดงบหาเสียงจากเท่ากันทุกพรรค มาแบ่งเป็นให้ตามขนาดพรรคซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม, การยืนยันตัดสิทธิผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในการลงสมัครกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส.ส. และ ส.ว. และห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง และผู้บริหารท้องถิ่น เป็นระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นไม่ไปใช้สิทธิ ซึ่งประเด็นนี้สมาชิก สนช. ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และตั้งข้อสังเกตว่า "เป็นการเลือกปฏิบัติ" และอาจไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 ที่ว่าด้วยบุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพเท่าเทียมกัน
แต่สุดท้าย สนช. ก็ผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในที่สุด
วันเดียวกัน สนช. ยังมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ด้วยคะแนน 201 ต่อ 1 งดออกเสียง 13 เสียง โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาครั้งนี้ ได้ปรับลดจำนวนกลุ่มผู้สมัคร ส.ว.จาก 20 กลุ่ม เหลือ 10 กลุ่ม ซึ่งนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธาน กมธ. พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ แสดงความมั่นใจว่า "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ" เนื่องจากเรื่องจำนวนกลุ่มไม่ได้ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งตามรัฐธรรมนูญยังระบุว่าอาจใช้วิธีการอื่นใดหรือการเลือกไขว้ก็ได้ หลังจากสมาชิก สนช. ตั้งข้อสังเกตเรื่องการแบ่งกลุ่ม และช่องทางการสมัคร ส.ว. ผ่าน 2 ช่องทางคือ สมัครในนามอิสระ และสมัครโดยองค์กร ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ แม้จะกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลก็ตาม
การผ่านร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับเกิดขึ้นหลังแกนนำแม่น้ำ 5 สาย ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. และนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ยืนยันตรงกันว่าไม่มี "ใบสั่งคว่ำ" ร่างกฎหมายลูก ขออย่าเชื่อกระแสข่าวลือ
สำหรับขั้นตอนต่อไปหลัง สนช. ผ่านร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ ก็จะส่งร่างให้นายกรัฐมนตรี และพักไว้ 5 วัน ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป ทั้งนี้หาก สนช. เห็นว่ามีประเด็นใดขัดหรือไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ สามารถเข้าชื่อกันจำนวนไม่น้อยกว่า 25 คน ส่งเรื่องให้ประธาน สนช. เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ซึ่งจะส่งผลให้นายกฯ ต้องชะลอการนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ