เก็บผลไม้ป่าสวีเดน อาชีพโกยรายได้นับแสน เรื่องเล่าหรือความจริง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ระยะการทำงานสั้น รายได้ดี ไปแล้วไม่เป็นหนี้แน่นอน มีแต่จะได้มากหรือได้น้อย นี่คือคำพูดล่อใจที่ทำให้คนไทยหลายคนตัดสินใจไปทำงานเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศสวีเดน ทว่าเมื่อไปทำงานจริงพวกเขาจำนวนไม่น้อยกลับพบว่าความหวังที่จะโกยเงินแสนกลับบ้านนั้นยากที่จะเป็นจริง มิหนำซ้ำยังอาจมีหนี้สินจากการทำงานครั้งนี้ด้วย
บีบีซีไทยได้พูดคุยกับแรงงานไทย 4 คน จากจำนวน 60 กว่าคนที่ไปทำงานเก็บเบอร์รี่ทางภาคกลางของประเทศสวีเดนอย่างถูกกฎหมายผ่านทางบริษัทนายหน้าที่ชื่อ "สตาร์โรยัล เซอร์วิสเซส" (Star Royal Services) เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา
พวกเขาเล่าว่าไปเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดนเป็นครั้งแรกผ่านการชักชวนของคนรู้จักที่เล่าว่าเคยทำงานนี้มาแล้วและมีรายได้ดี อีกทั้งสัญญาจ้างงานของบริษัทยังมีเงื่อนไขการทำงานที่ดึงดูด โดยเฉพาะการประกันรายได้ขั้นต่ำที่เดือนละ 23,183 โครนาสวีเดน (ราว 81,372 บาท) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทางการสวีเดนและไทยกำหนดไว้ในการนำคนไปทำงานที่ประเทศสวีเดน
ไปโกยเงินแสน?
เปิ้ล (นามสมมุติ) หญิงวัย 30 ปีเศษจากจังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตัดสินใจไปเก็บเบอร์รีที่สวีเดนพร้อมกับแฟน เพราะต้องการหารายได้จุนเจือครอบครัวในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา โดยผ่านการชักชวนจากคนรู้จักของเพื่อน
"เขาบอกว่าไป [เก็บเบอร์รี่ที่สวีเดน] มันไม่เป็นหนี้อยู่แล้ว ได้ทุกคน แต่อยู่ที่ว่าใครจะได้เยอะได้น้อย ทำเยอะได้เยอะ ทำน้อยได้น้อย และเขาบอกว่าจะมีประกันรายได้ให้ อย่างน้อยเราก็ได้ประกันรายได้ นี่คือความเข้าใจ แล้วแฟนของคนที่พาไปบอกว่าเขาไปเขาได้นะ พี่ได้เท่านั้นพี่ได้เท่านี้..." เธอเล่าให้บีบีซีไทยฟัง
"เขาพูดให้เราเชื่อ เขาบอกว่าอยู่ในไทยสองเดือนสามเดือนรายได้เรายังไม่เท่านี้เลย เขาไปแค่สองสามเดือนเขาได้มาเป็นก้อน ใคร ๆ ก็อยากไป ก็เลยตัดสินใจไป"

คำชักชวนนี้ไม่ต่างจากคำพูดที่อัศวเทพ ชายหนุ่มวัย 36 ปีผู้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ได้ฟังจากผู้ที่มาชักชวนให้เขาไปเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดนผ่านนายหน้าบริษัทเดียวกับของเปิ้ล และเขาก็ตัดสินใจไปทำงานนี้เพราะอยากได้เงินก้อนมาล้างหนี้สินที่มีอยู่หลังตกงานจากงานประจำด้านบัญชี
"เขาบอกว่าเขาจะพาไปเก็บเงินแสน" อัศวเทพบอก
ทั้งสองไม่ใช่แรงงานกลุ่มเดียวที่หวังจะไปขุดทองในป่าสวีเดน เพราะประเทศสแกนดิเนเวียแห่งนี้เปรียบเสมือนขุมทองให้เกษตรกรไทยที่ว่างเว้นจากฤดูกาลทำนาเก็บเกี่ยวผลผลิตเข้าไปเก็บผลไม้ป่าเป็นรายได้เสริมในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เพิ่งเดินทางไปสวีเดนเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเยี่ยมแรงงานเก็บผลไม้ป่า และพบปะกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้แรงงานไทยไปทำงานในสวีเดนมากขึ้น ระบุว่า ในฤดูกาลปี 2564 มีคนงานไทยเดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ป่าประเทศสวีเดนจำนวนกว่า 7,000 คน ซึ่งเป็นการเดินทางไปทำงานด้วยวิธีนายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงานในต่างประเทศ โดยแรงงานไทยจะได้รับวีซ่าประเภททำงาน และต้องจัดทำสัญญาจ้างงานซึ่งรับรองรายได้ขั้นต่ำรายเดือนให้แรงงานไทยตามที่สหภาพแรงงานส่วนท้องถิ่นแห่งสวีเดนกำหนด โดยแรงงานไทยที่ไปเก็บผลไม้ป่ามีรายได้เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่ายคนละประมาณนับแสนบาท

ที่มาของภาพ, กระทรวงแรงงาน
ขณะที่นางกาญจนา ภัทรโชค เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม กล่าวว่า คนงานที่ไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดนเป็นแรงงานไทยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนงานทั้งหมด ซึ่งคนงานเหล่านี้นายจ้างสวีเดนได้ประกันรายได้ขั้นต่ำรายเดือนให้คนงานไทยตามที่สหภาพแรงงานส่วนท้องถิ่นแห่งสวีเดนกำหนด คิดเป็นเงินไทยคนละประมาณนับแสนบาท ซึ่งการที่สวีเดนมีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งก็จะส่งผลดีต่อคนงานไทยให้ได้รับการดูแลจากนายจ้างเป็นอย่างดี
ความคาดหวังกับความเป็นจริง
การไปทำงานในครั้งนี้ พวกเขาต้องเก็บเบอร์รี่ 3 ชนิดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในป่าของสวีเดน คือ ลิงงอนเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และคลาวด์เบอร์รี่
ทว่าคนงานทั้งสี่ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานด้านนี้มาก่อนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่านายจ้างไม่เคยมีการอบรมเรื่องการทำงาน เช่น วิธีการเก็บผลไม้ หรือความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในแต่ละวันแรงงานจะแบ่งกลุ่มกันออกไปทำงาน กลุ่มของเปิ้ลนั้นมีด้วยกัน 6 คนซึ่งเป็นผู้ไปทำงานครั้งแรกทั้งหมด และพวกเขาต้องขับรถตระเวนหาเก็บผลไม้กันเองแบบสุ่ม ๆ โดยไม่รู้จักเส้นทาง หรือป่าที่มีผลไม้ให้เก็บ มีเพียงวันแรกเท่านั้นที่หัวหน้าทีมซึ่งเป็นผู้ชักชวนเธอไปทำงาน พาไปสอนคร่าว ๆ ถึงวิธีสังเกตบริเวณที่สามารถเข้าไปเก็บผลไม้ได้
เปิ้ลบอกว่าการทำงานยังมีความอันตรายจากรถตู้สภาพเก่าทรุดโทรมที่บริษัทจัดหาให้พวกเธอขับไปหาผลไม้ป่า โดยครั้งหนึ่งรถที่เธอนั่งไปเกิดยางแตกทำให้ไม่สามารถไปทำงานได้ และคนงานกลุ่มหนึ่งได้ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำขณะออกไปทำงานด้วย
"ทุกวันที่ออกไปป่ามีความเสี่ยงทุกวัน หนึ่งสภาพรถไม่โอเค สภาพยางสภาพอะไรหลาย ๆ อย่างไม่โอเค ไม่มีรถคันไหนที่สภาพโอเค...รถบางคันถอยหลังไม่ได้...ยางแตกบ้างอะไรบ้าง สภาพรถคือถ้าเป็นบ้านเราก็คือขายเป็นเศษเหล็กไปแล้ว" เธอบรรยาย
"แต่ละวันความปลอดภัยไม่มีเลยค่ะ เขาไม่ได้มาใส่ใจอะไร ไม่มีการอบรมเรื่องความปลอดภัย มีแค่หลังจากรถคว่ำ คือประชุมวิดีโอคอลกับกลุ่มคนขับให้ขับเบา ๆ คาดเข็มขัด มีแค่นั้นที่เขาบอก"

แม้ว่าคนที่อยู่ในรถคันที่คว่ำจะได้รับการนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่พรหมกานต์ สมาชิกอีกคนในกลุ่ม เล่าว่าได้เกิดเจ็บป่วยขึ้นในระหว่างการทำงาน เขามีอาการขาบวมนานนับสัปดาห์ แต่นายจ้างไม่พาไปหาหมอ โดยให้เหตุผลที่เขารับไม่ได้ว่า "หมอไม่โทรมาตามที่นัดเอาไว้ เขาก็เลยไม่พาไป บางทีเราก็สงสัยว่าเค้าทำประกัน [สุขภาพ] ไว้ [ให้คนงาน] ทำไม"
แม้แรงงานทั้งหมดจะพึงพอใจกับที่พักที่นายจ้างจัดให้ แต่เรื่องอาหารการกินถือเป็นอีกปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญ เพราะอาหารส่วนใหญ่มักมีไก่กับไข่เป็นหลัก พรหมกานต์ซึ่งเป็นโรคเก๊าท์ได้แจ้งนายจ้างว่าอาหารประเภทนี้จะทำให้โรคประจำตัวเขากำเริบ แต่ก็ไม่ได้รับการเปลี่ยนอาหารที่เหมาะสมให้
"เราแจ้งเขาว่าเราเป็นเก๊าท์นะ มีคนอื่นที่เป็นด้วย แต่เขาก็จัดให้เหมือนกันหมด เน้นหนักไปที่ไก่กับไข่ในช่วงมื้อเช้ามื้อกลางวัน ส่วนกับข้าวมื้อเย็นส่วนใหญ่เขาจะเน้นอย่างง่าย ๆ ทำแกงทำอะไร เขาก็จะเน้นน้ำ พวกเนื้อก็แทบจะไม่เห็น...แกงหรือกับข้าวบางอย่างเหมือนกับเอาอะไรยัด ๆ ใส่ ๆ ไป ไม่อยากจะพูดให้รุนแรงนะ แต่เหมือนกับให้สัตว์เลี้ยงกิน"
ส่วนพรปภพแรงงานอีกคนในกลุ่มเล่าว่าสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นไปตามความคาดหวัง แต่ที่ไม่เป็นคือเรื่องสภาพความเป็นอยู่และอาหารการกิน
"ตอนแรกบอกว่าจะกินดีอยู่ดี ได้กินตลอด อยากได้อะไรก็ขอได้ตลอด แต่ไก่ให้คนละ 1 น่อง ไข่คนละ 2 ลูก ในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน (รวมกัน)"

ความเป็นจริงอีกอย่างที่แรงงานกลุ่มนี้ได้เจอคือปัญหาผลไม้ป่ามีน้อย ทำให้เก็บได้ไม่มากอย่างที่เคยรับฟังมาจากผู้ที่ชักชวนให้ทำงาน
อัศวเทพเล่าว่า "คนในแคมป์ 90 เปอร์เซ็นต์ได้ผลไม้น้อยมาก"
เขาบอกว่าก่อนจะเดินทางไปสวีเดนได้รับข้อมูลว่า "ยูร์ตรอน (คลาวด์เบอร์รี่) ได้แน่นอนวันละ 40-50 กิโลต่อคน แค่ยูร์ตรอนก็น่าจะปลดหนี้ได้แล้ว แต่พอไปถึงเก็บได้วันหนึ่งคนละ 4-6 กิโล..."
ส่วนเปิ้ลบอกว่า "ลูกยูร์ตรอนมันจะใช้วิธีเก็บแบบเดินเก็บทีละลูก มันไม่ได้อยู่เป็นกลุ่ม มันจะกระจัดกระจายกันไป ไม่เหมือนกับรูปที่เขาส่งให้เราดูที่มันขึ้นมาเต็มท้องทุ่งไปหมด มันไม่มี แบบนั้นยังไม่เจอเลย"
"มาแบบนี้เหมือนเราโดนหลอก เราโดนหลอกมาทั้งราคา และบอกว่าผลไม้เยอะ คนมาน้อย แต่ตามจริงพอไปถึงปุ๊บ คนเยอะมาก ผลไม้ก็ไม่ค่อยมี" เปิ้ลบอก
ประกันรายได้
แม้แรงงานไทยบางคนจะโชคดีมีเงินกลับบ้านนับแสนบาทตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเอกอัครราชทูตกล่าว แต่ไม่ใช่แรงงานที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยกลุ่มนี้
พวกเขาต่างหวังว่าอย่างน้อย ๆ นายจ้างจะปฏิบัติตามสัญญาจ้างงานที่ทำไว้กับพวกเขา โดยเฉพาะเรื่องการประกันรายได้ขั้นต่ำ ซึ่งกระทรวงแรงงานไทยได้ระบุเงื่อนไขข้อนี้ไว้ในมาตรการการเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดน ฤดูกาลปี 2022 ที่นายจ้างต้องปฏิบัติตามโดยมีเนื้อหาว่า
"บริษัทนายจ้างสวีเดน/บริษัทนายจ้างในประเทศไทยต้องรับรองรายได้ขั้นต่ำรายเดือนให้คนงานไทย ตามที่สหภาพแรงงานส่วนท้องถิ่นแห่งสวีเดน (Swedish Municipal Workers' Union หรือ Kommunal) ประกาศกำหนด ซึ่งสหภาพแรงงานฯ ประกาศรายได้ขั้นต่ำรายเดือนสำหรับฤดูกาลปี 2022 เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 23,183 โครนาสวีเดน หรือคิดเป็นเงินไทยจำนวน 81,372 บาท"
ในหนังสือสัญญาจ้างงานของแรงงานคนหนึ่งที่บีบีซีไทยได้เห็น ระบุว่า "ลูกจ้างจะต้องได้รับค่าจ้างขั้นต่ำจำนวน 23,183 โครนนาสวีเดนต่อเดือน และรวมกับโบนัสวันหยุดอีกร้อยละ 13 ของอัตราค่าจ้าง โดยจะจ่ายไม่เกินวันที่ 25 ของเดือนถัดไป"
นี่จึงทำให้แรงงานคาดหวังว่าเงินขั้นต่ำที่พวกเขาจะได้จากการทำงาน 2 เดือนเศษจะอยู่ที่กว่า 160,000 บาท และเมื่อหักเงินที่บริษัทสำรองจ่ายไปให้ก่อน 130,000 บาท ซึ่งเป็นค่าจัดการต่าง ๆ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าอาหาร ที่พัก ค่าเช่ารถ และค่าน้ำมันรถไปเก็บเบอร์รี่ เงินส่วนต่างที่เหลือก็จะได้เป็นกำไรกลับบ้าน แต่เมื่อโดนหักภาษีเข้าไปอีก พวกเขาแทบจะไม่เหลืออะไรเลยหรือถึงขั้นเป็นหนี้บริษัทนายหน้าหางานด้วยซ้ำ

จากการพูดคุยพบว่าแรงงานทั้งสี่มีสัญญาจ้างงานที่ระบุเงื่อนไขนี้เอาไว้เหมือนกัน และเมื่อทำงานจนครบกำหนด พวกเขากลับไม่ได้เงินตามที่ระบุไว้ในสัญญา
"ไม่มีเลยครับ ถามคนทั้งแคมป์ที่ไปร่วมงานด้วยกัน ไม่มีใครมีเงินเข้าวันที่ 25 ตามที่เขาระบุเลยสักคน" พรหมกานต์บอก
ด้านตัวแทนบริษัท สตาร์ โรยัล เซอร์วิสเซส ที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อชี้แจงกับบีบีซีไทยผ่านทางโทรศัพท์ เมื่อ 27 ก.ย. ว่าสัญญาที่ทำกับแรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นการประกันเงินเดือน ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปสวีเดน ได้มีการผ่านการอบรมแล้วว่า "เก็บมากได้มาก เก็บน้อยก็ได้น้อย ผลไม้ที่เก็บได้เป็นของเขาหมด แล้วเขาขายให้คนที่ออกวีซ่าให้ ถ้าคุณจะเอาผลไม้มาให้บริษัท แล้วเอาเป็นเงินเดือน ก็จะเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่ง"
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคลิปเสียงที่แรงงานคนหนึ่งบันทึกไว้ขณะสนทนากับตัวแทนบริษัทว่า สัญญาจ้างงานที่ระบุเรื่องการรับประกันรายได้ขั้นต่ำนั้นเป็น "นิติกรรมอำพราง" เพื่อให้ทางการสวีเดนอนุมัติให้เข้าไปทำงานได้
บีบีซีไทยติดต่อไปยังบริษัทอีกครั้งเมื่อ 11 ต.ค. เพื่อสอบถามเรื่องนี้ แต่พนักงานที่รับสายระบุว่า พนักงานที่ทราบเรื่องการทำสัญญาฉบับนี้ไม่อยู่
ทีมข่าวได้ติดต่อเพื่อขอความคิดเห็นจากนายสุชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน แต่ในเบื้องต้นไม่ได้รับการติดต่อกลับ

คำชี้แจงจากสถานทูตไทยในสวีเดน
"การเอารัดเอาเปรียบพี่น้องแรงงาน คนยากคนจน เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ต้องมาช่วยๆ กันคนละไม้คนละมือค่ะ" กาญจนา ภัทรโชค เอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ชี้แจงเป็นอีเมลมาที่บีบีซีไทย โดยขยายความว่า
- สถานทูตให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลแรงงานไทย โดยประสานงานกับทั้งหน่วยงานสวีเดน เช่น สหภาพแรงงานให้เข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่หากได้รับร้องเรียน ประสานงานกับโรงพยาบาลเมื่อมีคนเจ็บป่วย ในฝั่งไทยก็ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมการจัดหางาน แต่ละปีสถานทูตยังเดินทางไปพบกับหน่วยงานท้องถิ่นของสวีเดนในพื้นที่ที่มีแคมป์แรงงานไทยตั้งอยู่ สหภาพแรงงานของเมืองนั้น ๆ และบริษัทฝ่ายสวีเดน เพื่อให้รู้ว่าสถานทูตให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพของแรงงานไทยที่มาเก็บเบอร์รี่ในสวีเดน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กรมการแพทย์ ก็เพิ่งมาพบหารือกับหน่วยงานสวีเดนเพื่อย้ำในสิ่งเดียวกันนี้
- แรงงานไทยเดินทางมาเก็บเบอร์รี่ในสวีเดนติดต่อกันมาหลายสิบปีแล้ว โดยมีจำนวนปีละประมาณ 4,000 - 7,000 คน เป็นรายได้สำคัญของทั้งแรงงานและครอบครัว ส่วนใหญ่มีประสบการณ์มาเก็บเบอร์รี่ติดต่อกันหลายปี ในอดีตมีปัญหามากเนื่องจากยังไม่มีระบบคุ้มครองแรงงานที่ดี ปัจจุบันระบบของสวีเดนดีขึ้นมากกว่าสมัยก่อน มีการประกันรายได้แตกต่างจากของฟินแลนด์ที่ยังไม่มี
- แรงงานเก็บเบอร์รี่ในสวีเดนมีลักษณะเป็นแรงงานตามฤดูกาล ส่วนใหญ่มาทำงานทุกปีระหว่างเดือนกรกฎาคม - ตุลาคม กระจายอยู่ทั่วสวีเดน มีบริษัทไทยส่งมาและบริษัทสวีเดนรับช่วงต่อ โดยผ่านกรมการจัดหางาน และจะต้องยื่นสัญญา Collective Agreement ประกอบการขอวีซ่าจากสถานทูตสวีเดนที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะระบุการคุ้มครองแรงงาน รายได้ขั้นต่ำที่จะได้รับทุกเดือนไม่ว่าจะป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ (Guaranteed Pay) และมีการทำประกันสุขภาพก่อนเดินทาง เมื่อเจ็บป่วยจะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล สัญญานี้มีผลผูกพันตามกฎหมายโดยหากมีการทำผิดสัญญาจ้าง ลูกจ้างสามารถไปร้องเรียนต่อกรมการจัดหางานได้ และกรมการจัดหางานจะดูแลจัดการให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองตามสัญญาว่าจ้าง หรือในระหว่างที่อยู่ที่สวีเดน หากร้องเรียนมาทางสถานทูต สถานทูตก็จะติดต่อสหภาพของคอมมูนเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบดูแล แต่ละปีสถานทูตจะแจ้งปัญหาและช่องโหว่ ตามที่ได้รับทราบจากที่พี่น้องแรงงานแจ้งมา และมีข้อเสนอแนะไปยังส่วนกลาง โดยเฉพาะกรมการจัดหางาน เพื่อพิจารณาปรับปรุงระบบการดูแลแรงงานไทยที่มาเก็บเบอร์รี่ในสวีเดนให้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ ไปด้วย
- ระบบของสวีเดนมีการพัฒนาเพื่อคุ้มครองแรงงานมากขึ้นจากในอดีต คือ มีระบบประกันรายได้ หากมีการกระทำผิดสัญญาจ้าง ก็ถือเป็นการผิดกฎหมายที่ต้องเอาผิดกันต่อไป และกรมการจัดหางานก็พร้อมที่จะช่วยสนับสนุนดูแลพี่น้องแรงงานไทยเพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ข้อแนะนำพี่น้องแรงงานคือ การจะมาเก็บเบอร์รี่ควรติดต่อผ่านกรมจัดหางาน เลือกมากับบริษัทที่น่าเชื่อถือและดำเนินงานมานานและไม่มีประวัติเสียหาย อ่านและศึกษาสัญญาว่าจ้างให้ถี่ถ้วน สอบถามเรียนรู้จากผู้ที่เคยมาและมีประสบการณ์เชี่ยวชาญแล้ว หากมีปัญหาในระหว่างอยู่ที่สวีเดน ติดต่อสถานทูตและกรมการจัดหางาน เมื่อกลับไทยแล้ว หากปัญหายังคั่งค้างอยู่ ติดต่อกรมการจัดหางานเพื่อให้ช่วยเหลือ ปัญหาส่วนหนึ่งที่แรงงานติดใจคือเรื่องรายได้รายจ่ายไม่ชัดเจน ดังนั้น เราต้องบันทึกหลักฐานการเก็บเบอร์รี่ของเราในแต่ละวันให้ชัดเจนถี่ถ้วนเอาไว้เป็นหลักฐานยืนยันกับนายจ้างได้

ทำงานไม่มีวันหยุด
สำหรับเงื่อนไขเวลาทำงานนั้น ในสัญญาระบุว่า "โดยปกติชั่วโมงทำงานคือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ คือตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน"
ทว่าแรงกดดันว่าจะเก็บผลไม้ไม่ได้มากพอหักลบกลบหนี้กับบริษัททำให้แรงงานเหล่านี้ต้องทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง โดยแทบไม่มีวันหยุด เพื่อให้ได้เงินกำไรกลับบ้าน
พรหมกานต์ เล่าว่า "การทำงานเชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 10 ชม. รวมเวลาเดินทาง อีกอย่างต้องพยายามทำยอดผลไม้ให้ได้ในแต่ละวัน เพราะทางบริษัทบอกว่า เราไม่มีตัวการันตีเลยว่าจะได้เงินกลับไปเยอะหรือน้อย เราจึงต้องทำยอดผลไม้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำกันแบบไม่มีวันหยุด ถ้าจะหยุดจริง ๆ คือต้องเจ็บต้องป่วย"
"เราไปก็ทำเต็มที่นะคะ คือไม่ได้หยุด เจ็บป่วยเราก็ต้องทำ ฝนตกก็ต้องทำ คือถ้าเราไม่ไปเขาก็ไม่ได้ห้ามนะว่าจะหยุด แต่จะพูดว่า ยังเป็นหนี้นะ ยังไม่หมดหนี้นะ แต่พอเราถามก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่ายังเป็นหนี้เท่าไหร่ เป็นหนี้อะไรยังไง" เปิ้ลบอก

สภาพกายและใจที่ย่ำแย่
หลังจากเกิดปัญหาขึ้น แรงงานกลุ่มนี้ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือไปที่ จิตรา คชเดช นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงาน และผู้ประสานงานกลุ่มสหกรณ์คนงาน TRY ARM ซึ่งอาศัยอยู่ในสวีเดน และช่วยประสานเรื่องกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงสตอกโฮล์มให้แจ้งเรื่องต่อกรมการจัดหางาน ของกระทรวงแรงงาน อันเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง
แรงงานแจ้งว่าขณะนี้ เรื่องไปถึงกรมการจัดหางานแล้ว และนายจ้างขอเวลาถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ เพื่อสรุปยอดว่าแรงงานแต่ละคนจะได้ค่าแรงคนละเท่าไรและจะมีการโอนเงินให้ตามลำดับ
แรงงานหลายคนยอมรับว่าการไปทำงานที่สวีเดนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจของพวกเขาเป็นอย่างมาก ทั้งการทำงานหนัก รวมทั้งความรู้สึกเครียดและผิดหวังเพราะต่างคนต่างคาดหวังว่าจะได้เงินกลับบ้านมาตามสัญญา
"ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ เราไปเราก็หวังว่าจะได้เงินก้อนมา อย่างไม่มากก็คนละห้าหกหมื่นก็ยังดี... แต่พอมาได้ยินยอด [ผลไม้ที่เก็บได้] ยอดเป็นหนี้ด้วย ไม่ได้ตังค์ด้วย มันท้อเหมือนกันค่ะ" เปิ้ลบอก
"[สภาพจิตใจ] แย่ค่ะ ยังไม่กล้ากลับบ้านเลย ยังอาศัยกับน้อง ไม่กล้ากลับบ้านไปหาแม่หาครอบครัวเลย เพราะทุกคนรู้ว่าเราไปเราต้องมีเงินกลับมา แต่นี่คือ เงินไม่ได้ และยอดหนี้ก็ยังได้ยินอยู่..."
อัศวเทพบอกว่า "มันก็มีที่เขา [บริษัท] จะพูดโอเวอร์มากเกินไป คนหนึ่งได้ 3-4 แสนกลับมา แต่พอไปถึงจริง ๆ คนในแคมป์ 90 เปอร์เซ็นต์แทบไม่ได้เงินกลับมาเลย ได้ก็คือน้อยนิดมาก ๆ"
"สัญญามันสวยหรูสุด ๆ แต่พอถึงจริง ๆ ทำไม่ได้สักข้อเลย...เขาโฆษณาเกินจริง แล้วแบบนี้มันเข้าข่ายค้ามนุษย์หรือเปล่าครับแบบนี้"
เมื่อถามอัศวเทพว่าเขาอยากเตือนคนที่คิดจะไปเก็บเบอร์รีที่สวีเดนในปีข้างหน้าว่าอย่างไร
"ผมก็คงต้องพูดตามตรง ตามที่ผมเจอ "ถ้าอยากตายก็มา [เก็บเบอร์รี่ที่] สวีเดน"
"ผมไม่อยากให้คนรุ่นหลังผมต้องเจออะไรแย่ ๆ แบบนี้"

กมธ.แรงงาน จี้ ก.แรงงาน จ่ายงานเยียวยาคนละ 30,000 บาท
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เตรียมทำหนังสือถึงกระทรวงแรงงาน ขอให้อนุมัติเงินช่วยเหลือ 30,000 บาท/คน แก่แรงงานไทยที่ไปเก็บผลไม้ป่าในประเทศฟินแลนด์และสวีเดน ในฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ปี 2565 และไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญา ซ้ำยังต้องกลายเป็นลูกหนี้ของบริษัทนายหน้าจัดหางานอีกด้วย
"แม้เงินจำนวนนี้ยังไม่พอที่จะจ่ายหนี้สินที่กู้ยืมไปทำงานได้ แต่เชื่อว่าจะสามารถแบ่งเบาได้ไม่มากก็น้อย" นายสุเทพ อู่อ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประธาน กมธ.แรงงาน กล่าว
กลุ่มแรงงานเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ กมธ.แรงงาน ช่วงเช้าวันนี้ (12 ต.ค.) และขอให้ กมธ. ตรวจสอบการทำงานของกระทรวงแรงงานในการดูแลผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวง และถูกพาไปเก็บเบอร์รี่ป่าที่สวีเดนและฟินแลนด์ให้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างจริงจัง

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
แรงงานชาวไทยรวม 50 คน เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์เมื่อปี 2556 ผ่านทางบริษัทนายหน้าชาวไทย แต่เมื่อไปถึง นายธีรศักดิ์ ภักดีนพรัตน์ หนึ่งในแรงงานเก็บเบอร์รี่ชุดนั้น เล่าว่า ต้องเผชิญกับสภาพการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลฟินแลนด์รับทราบปัญหาและขอความช่วยเหลือ ก่อนได้รับการส่งตัวกลับประเทศไทยเมื่อเดือน ต.ค. 2556
ต่อมาในปี 2557 พวกเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่กลับถูกเพิกเฉยมาตลอด 9 ปี จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ ทั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนงาน 50 ชีวิต สร้างความทุกข์และความเดือดร้อนให้พวกเขาและครอบครัว แรงงานบางรายต้องขายบ้าน ขายที่ดินเพื่อหาทุนเดินทางไป บางคนหมดเนื้อหมดตัว ดิ้นรนเพื่อหาเงินมาชดใช้หนี้
นายศิริบูรณ์ ชื่นชม แรงงานอีกราย กล่าวว่า ตลอดหายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นคือ "การร่วมมือของกระทรวงแรงงานในการส่งเสริมธุรกิจค้าแรงงานไทยไปเป็นแรงงานทาสเก็บเบอร์รี่ฟรีให้กับอุตสาหกรรมเบอร์รี่ป่าของฟินแลนด์มาโดยตลอด"
เขากล่าวว่า แรงงานไทยหลายร้อยชีวิตโดนหลอกไปทำงาน ระยะเวลาร่วม 3 เดือน ทำงานเฉลี่ยวันละ 14-15 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด สุดท้ายกลับบ้านมือเปล่า แถมยังมีหนี้สินที่ต้องชดใช้
แรงงานกลุ่มนี้จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานรับผิดชอบ เพราะรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นและได้รับการร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ผู้เสียหายบอกเล่ากันมาก็คือถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ทุกระดับของกระทรวงแรงงานว่า "ให้จำไว้เป็นบทเรียน" โดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือผู้เสียหายใด ๆ ทำให้แรงงานหลายหมื่นคนต้องทนแบกรับความเสียหายและกลับมาใช้หนี้จนถึงบัดนี้

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล









