รอมฎอน : บีอาร์เอ็น-รัฐบาลไทย ตกลงหยุดยิงในชายแดนใต้ช่วงถือศีลอด

นายอานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะบีอาร์เอ็น (ซ้าย) จับมือกับ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ (ขวา) โดยมีตัน สรี อับดุล ราฮิม บิน โมฮัมหมัด นูร์ ผู้อำนวยความสะดวกจากมาเลเซีย อยู่ตรงกลาง

ที่มาของภาพ, กรมประชาสัมพันธ์

คำบรรยายภาพ, อานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะบีอาร์เอ็น (ซ้าย) จับมือกับ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ (ขวา) โดยมีตันซรี อับดุล ราฮิม บิน โมฮัมหมัด นอร์ ผู้อำนวยความสะดวกจากมาเลเซีย อยู่ตรงกลาง

รัฐบาลและแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (บีอาร์เอ็น) ตกลงหยุดปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ปาตานีในช่วงเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิมระหว่างวันที่ 3 เม.ย. ถึง 14 พ.ค. 2565 ในการเจรจาสันติภาพรอบที่ 4 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

เอกสารข่าวจากกองเลขานุการเจรจาสันติภาพ บีอาร์เอ็น เผยแพร่เมื่อ 1 เม.ย. โดย ฮารา ชินทาโร นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามลายูได้แปลเนื้อหาแถลงการณ์บีอาร์เอ็นเป็นภาษาไทยระบุว่าเป็นผลจากการเจรจาสันติภาพระหว่างบีอาร์เอ็นกับรัฐบาลไทยครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย. ที่ผ่านมา

คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดย พล.อ. วัลลภ รักเสนาะ กับคณะผู้แทนบีอาร์เอ็น นำโดยอุซตาส อานัส อับดุลเราะห์มาน โดยมี ตันซรี อับดุล ราฮิม บิน โมฮัมหมัด นอร์ เป็นผู้อำนวยความสะดวกและมีผู้เชี่ยวชาญร่วมสังเกตการณ์

เนื้อหาของแถลงการณ์ระบุว่า ในการเจรจาครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในบางประเด็น ได้แก่

  • การรับรองอย่างเป็นทางการสำหรับหลักการทั่วไปที่ได้รับการลงนามของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติสองท่าน โดยทั้งฝ่ายบีอาร์เอ็นและรัฐบาลไทยแลกเปลี่ยนหนังสือรับรองของแต่ละฝ่าย ซึ่งถือว่าเป็นการรับประกันสำหรับข้อตกลงเกี่ยวกับหลักการทั่วไปดังกล่าวอย่างสมบูรณ์
  • ทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จะยุติปฏิบัติการทางการทหารตลอดช่วงเดือนรอมฎอน จนถึงวันที่ 10 ของเดือนเชาวัล ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. ถึงวันที่ 14 พ.ค. 2565 เป้าหมายของข้อตกลงดังกล่าวคือเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่สงบสุขสำหรับสังคมปาตานีที่อยู่ในพื้นที่ และยังเป็นกระบวนการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อสร้างสันติภาพอันแท้จริงที่ปาตานี
  • ทั้งสองฝ่ายได้นำเสนอกรอบการทำงานหรือ TOR เกี่ยวกับการจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group, JWG) เพื่อประเด็นสารัตถะ ได้แก่ 1) ทางออกทางการเมือง 2) การรับฟังความเห็นสาธารณะ และ 3) การลดการใช้ความรุนแรงของท้งสองฝ่าย
  • ทั้งสองฝ่ายได้แต่งตั้งผู้ประสานงาน (contact persons) ภายใต้การดูแลของกองเลขานุการผู้อำนวยความสะดวกสำหรับประเด็นสารัตถะแต่ละประเด็นที่บันทึกไว้ใน "ข้อตกลงทั่วไป" โดยมีตัวแทนสามคนจากแต่ละฝ่าย

การเจรจาสันติภาพ ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย. 2565 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นการเจรจาต่อเนื่องจากครั้งที่ 3 ที่มีขึ้นในวันที่ 11-12 ม.ค. คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เปิดเผยผลการหารือกับคณะผู้แทนของกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ (บีอาร์เอ็น) ว่าทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันในหลักการ 3 ข้อที่จะเป็นสารัตถะของการพูดคุยในระยะต่อไป คือ ลดความรุนแรง การปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ และแสวงหาทางออกทางการเมือง

ภาพแถลงการณ์ของบีอาร์เอ็นที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊กของฮารา ชินทาโร นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามลายู

ที่มาของภาพ, facebook/Hara Shintaro

คำบรรยายภาพ, ภาพแถลงการณ์ของบีอาร์เอ็นที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊กของฮารา ชินทาโร นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามลายู

การยุติปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ปาตานี ก่อนหน้านี้มีครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อเดือน ม.ย. 2563 ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ออกแถลงการณ์หยุดกิจกรรมความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกลุ่มลงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติงานในช่วงที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังแพร่ระบาด

ในแถลงการณ์ที่ออกมาเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2563 บีอาร์เอ็น ชี้ว่า ไม่ต้องการ "ซ้ำเติม" ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบ และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปพร้อม ๆ กัน

หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝ่ายไทย ให้คำมั่นลดปฏิบัติการเชิงรุก-ตั้งผู้ประสานงานสองฝ่าย

พล.อ. วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ แถลงผลการพบปะหารือแบบเต็มคณะครั้งที่ 4 ระหว่างคณะพูดคุยฯ กับแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (บีอาร์เอ็น) จากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (2 เม.ย.) ว่า ผลการพูดคุยมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ และเป็นหมุดหมายที่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง และสร้างสันติสุขอย่างถาวรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสาระสำคัญที่เห็นร่วมกัน มีดังนี้

1. คณะพูดคุยฯ และบีอาร์เอ็น ได้รับรองด้วยเอกสาร หลักการทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติสุข ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่าย ตกลงที่จะพูดคุยกันในรายละเอียด ให้มีกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเกียรติ และเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพื่อบรรลุทางออกทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตามแนวคิดชุมชนปาตานีภายใต้ความ เป็นรัฐเดี่ยวของราชอาณาจักรไทย ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ

2. ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องร่วมกันใน "ความริเริ่มรอมฎอนเพื่อสันติสุข" ด้วยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติสุขในช่วงเดือนรอมฎอน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนสามารถปฏิบัติภารกิจทางศาสนาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ และสร้างความไว้วางใจต่อกระบวนการพูดคุย ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวจะมีลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติ แต่เกื้อกูลกันเพื่อลดความรุนแรงในพื้นที่

3. ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยเรื่องบทบาทและขอบเขตหน้าที่การทำงานของคณะทำงานร่วม เพื่อขับเคลื่อนการพูดคุยในประเด็นสารัตถะ 3 คณะ ประกอบด้วย คณะทำงานร่วมเรื่องการลดความรุนแรง คณะทำงานร่วมเรื่องการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ คณะศึกษาร่วมเรื่องกาแสวงหาทางออกทางการเมือง โดยมีการมอบหมายบุคคลเพื่อประสานงาน เพื่อประสานการปฏิบัติของคณะดังกล่าว

พล.อ. วัลลภ กล่าวด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันที่จะสร้างบรรยากาศที่ดีในเรื่องรอมฎอนเพื่อเอื้อประโยชนต่อประชาชนในการประกอบศาสนกิจ โดยฝั่งไทยกับกองทัพ จะร่วมมือกันในการปฏิบัติการต่าง ๆ ให้เกื้อกูลต่อการอำนวยความสะดวกต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด "และลดปฏิบัติการเชิงรุก แต่ยังคำนึงถึงความสะดวกปลอดภัยของพี่น้องประชาชน"

นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งผู้ประสานงานหรือ Contact Person และมีฮอตไลน์ระหว่างรัฐบาลกับบีอาร์เอ็น ทั้งนี้เพื่อในเวลาเกิดมีเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดคิด ทั้งสองฝ่ายจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

"ส่วนบีอาร์เอ็นก็นำเสนอแนวทางปฏิบัติของเขา ซึ่งจะร่วมสร้างบรรยากาศที่ดีกับฝ่ายเราด้วย"

ด้าน พล.ท. ธิรา แดหวา แม่ทัพน้อยที่ 4 รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า ผู้ประสานงานฝั่งรัฐบาล คือ พล.ต. วรเดช เดชรักษา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5 (ผบ.พล.ร.5.) ส่วนทางฝ่ายของบีอาร์เอ็นก็กำหนดตัวบุคคลขึ้นมาแล้วเช่นกัน

กรมประชาสัมพันธ์

ที่มาของภาพ, กรมประชาสัมพันธ์

คำบรรยายภาพ, หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ แถลงผลการพบปะหารือแบบเต็มคณะครั้งที่ 4 จากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (2 เม.ย.)

เปิดแนวปฏิบัติ "ความริเริ่มรอมฎอนเพื่อสันติสุข"

ขณะที่ทางบีอาร์เอ็นแพร่แถลงการณ์ใช้คำว่า "ยุติปฏิบัติการทางทหาร" ในช่วงเดือนรอมฎอน ในช่วงตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวได้ถามทาง พล.อ.วัลลภว่า แนวทางปฏิบัติในช่วงดังกล่าวเป็นอย่างไร หัวหน้าคณะพูดคุยฯ กล่าวว่า ได้มีการหารือกับกองทัพภาคที่ 4 ในหลายประเด็น เช่น การปลดป้ายผู้ต้องหา หรือปลดป้ายผู้ต้องหาที่อยู่ตามด่านต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีให้พี่น้องประชาชนนึกถึงว่าเป็นบรรยากาศแห่งสันติจริง ๆ และดำเนินการปรับด่านต่าง ๆ ให้เป็นด่านอำนวยความสะดวก ดูแลพี่น้องประชาชนในการสัญจรให้เพิ่มมากขึ้น และจะพยายามลดปฏิบัติการเชิงรุกลงที่ยังสามารถที่จะคุ้มครองความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนได้

พล.อ. วัลลภ ไม่กล่าวยืนยันถึงการมีหรือไม่มีปฏิบัติการปิดล้อมเมื่อถูกถามจากผู้สื่อข่าว แต่เน้นคำว่า "การลดการปฏิบัติการเชิงรุก"

"การดำเนินการต่าง ๆ ที่จะเป็นการทำลายบรรยากาศ เราก็พยายามที่จะลดลงให้มากที่สุด" พล.อ.วัลลภ กล่าว

"เราตกลงร่วมกันว่าจะพยายามไม่ก่อเหตุ และไม่สร้างความรุนแรง ตรงนี้ผมคิดว่าหากเป็นการก่อเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะเป็นลักษณะของเรื่องของบุคคล อาจจะสามารถอะลุ่มอล่วยกันได้แต่หากเป็นปฏิบัติการที่รุนแรงมีความสูญเสียมาก ๆ เราอาจจะต้องมาคุยกันเพื่อหาทางออกร่วมกัน"

ส่วนแนวปฏิบัติของบีอาร์เอ็น คณะพูดคุยฯ ได้รับแจ้งในลักษณะภาพรวมว่าจะไม่ก่อเหตุ ในห้วงของเดือนรอมฎอน

ประชาสังคมตั้งคำถามกลไกตรวจสอบความรุนแรง

รอมฎอน ปันจอร์ เครือข่ายนักกิจกรรมทางการเมืองและสังคมชายแดนใต้-ปาตานี ตั้งข้อสังเกตถึงความริเริ่มรอมฎอนสันติภาพ ที่เคยมีข้อตกลงระหว่างรัฐบาลและฝ่ายบีอาร์เอ็น เมื่อปี 2013 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยถามคณะพูดคุยฯ ว่า มีการนำบทเรียนจากครั้งนั้นมาพูดคุยหรือไม่ และจะมีกลไกตรวจสอบระหว่างประเทศหรือท้องถิ่นเข้ามาอย่างไร

พล.อ. วัลลภ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายมีบทเรียนจากเรื่องดังกล่าว แต่ไม่ได้เอาผลจากครั้งนั้นมาพูดคุยกับบนโต๊ะเจรจา ส่วนการตรวจสอบสร้างความกระจ่างในเหตุต่าง จะขอให้ประชาชนในพื้นที่ เป็นผู้ตรวจสอบและแจ้งผลไปยังผู้ประสานงานทั้งสองฝ่าย เพื่อเป็นการหารือกันต่อไป แต่ยังไม่มีการตกลงตั้งผู้สังเกตการณ์ในลักษณะดังกล่าว

กังวลมือที่สาม

พล.ท. ธิรา แดหวา แม่ทัพน้อยที่ 4 รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า ในเรื่องของภาครัฐกับบีอาร์เอ็น ทางบีอาร์เอ็นไม่มีความกังวลเพราะว่าเชื่อมั่นในความจริงจังและจริงใจของทั้งสองฝ่าย แต่ที่จะกังวลมาก คือ มือที่สามที่จะสร้างสถานการณ์ขึ้นมา และโยนไปให้ภาครัฐและบีอาร์เอ็น

"ตรงนี้เราคุยกันไว้กับบีอาร์เอ็นแล้วว่า ต้องมีการเคลียร์ระหว่างกันตลอดเวลาผ่านผู้ประสานงาน เรื่องเดียวครับ"

เมื่อถูกถามว่า มือที่สามหรือ กลุ่มไหนที่มีศักยภาพที่จะก่อเหตุได้แม่ทัพน้อยที่ 4 กล่าวว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เบื้องต้นเป็นขัดแย้งเรื่องการเมือง แต่จะมีกลุ่มหนึ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว แต่อ้างการเมือง อ้างกลุ่มที่ขัดแย้งกับรัฐมาเป็นกำลังของตัวเอง ตรงนี้เป็นกลุ่มที่ยังมีความสามารถในการก่อเหตุขึ้นมาได้

"เราก็ระวังในส่วนนี้ ซึ่งเราคิดว่าบีอาร์เอ็น ก็คงไม่อยากให้คนมาแอบอ้างเขาเหมือนกัน ต้องช่วยกันทั้งภาครัฐและบีอาร์เอ็น"

ในการพูดคุยบนโต๊ะเจรจาครั้งที่ 4 ยังปรากฏภาพแกนนำทางทหารคนสำคัญของทางบีอาร์เอ็นไปพบกับคณะพูดคุยฯ ด้วย ซึ่ง พล.อ.วัลลภ กล่าวว่าการที่บีอาร์เอ็น นำผู้นำคนสำคัญมาร่วมโต๊ะพูดคุยไม่ได้ทราบมาก่อน แต่การที่มีผู้อาวุโสและผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งเข้ามาอยู่โต๊ะเจรจาด้วยถือว่าเป็นเกียรติกับคณะพูดคุยฯ

"ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่จะทำให้การพูดคุยขับเคลื่อนได้สมบูรณ์มากขึ้น"

ส่วนการดำเนินการความริเริ่มรอมฎอนสันติภาพ หากประสบความสำเร็จ พล.อ. วัลลภ กล่าวว่าจะเป็นจุดแรกในการหยุดยิงถาวร

"ถ้ารอมฎอนประสบผลสำเร็จ ตรงนั้นจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะก้าวไปสู่การพูดคุยเพื่อยุติความรุนแรงอย่างถาวร ตรงนั้นเราก็อาจจะเห็นการประกาศร่วมกันว่าเราทั้งสองฝ่ายจะยุติความรุนแรงต่อกัน"