แม่น้ำโขง : ลาวเสนอโครงการเขื่อนสานะคาม ห่างชายแดน จ.เลย 2 กม.

ที่มาของภาพ, Getty Images
คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เปิดเผยว่า สปป.ลาว ได้ยื่นเสนอโครงการก่อสร้างเขื่อนสานะคาม เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งที่ 6 ใกล้ชายแดนไทยที่ จ.เลย 2 กิโลเมตร เข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของประเทศสมาชิกแม่น้ำโขง 4 ประเทศ
เอกสารข่าวเผยแพร่บนเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เมื่อ 11 พ.ค. ระบุอีกว่าผู้พัฒนาโครงการ คือ บริษัท ต้าถัง (ลาว) สานะคาม ไฮโดรพาวเวอร์ จำกัด บริษัทลูกของ "ต้าถัง" รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของสาธารณรัฐประชาชนจีน เอกสารโครงการระบุว่า เขื่อนผลิตไฟฟ้าโครงการใหม่นี้จะส่งไฟฟ้าขายให้ประเทศไทยเป็นหลัก
ด้านองค์กรแม่น้ำนานาชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาเขื่อนในจีน 11 แห่ง และเขื่อนไซยะบุรี สร้างผลเสียให้ระบบนิเวศของแม่น้ำ ชี้ชัดไม่มีประโยชน์ในการสร้างเขื่อนแห่งใหม่
ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการระบุว่า เขื่อนสานะคามเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 684 เมกะวัตต์ เป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river) จุดสร้างเขื่อนตั้งอยู่ระหว่างแขวง (จังหวัด) ไซยะบุรีและนครหลวงเวียงจันทน์ ที่เมืองสานะคาม ห่างจากชายแดนไทย-ลาว ที่ จ.เลย ราว 2 กิโลเมตร และห่างจากทะเล 1,737 กิโลเมตร มูลค่าการก่อสร้างโครงการ 2,073 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (6.6 หมื่นล้านบาท) โดยเอกสารโครงการที่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ยื่นต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง คาดการณ์ช่วงเวลาก่อสร้างว่าจะเริ่มในปีนี้ และแล้วเสร็จในอีก 8 ปีข้างหน้า
โครงการไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่นี้อยู่เหนือนครหลวงเวียงจันทน์ราว 155 กิโลเมตร และอยู่ใต้โครงการเขื่อนปากลายที่อยู่ในแผนการก่อสร้างของลาว 84 กิโลเมตร
สำนักงานคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ระบุว่า สปป.ลาว ยื่นเสนอโครงการนี้เมื่อ 9 ก.ย. ปีที่แล้ว หลังจากเสนอโครงการเขื่อนหลวงพระบางไม่นานนัก แต่เพื่อให้กระบวนการหารือเป็นไปอย่าง "มีความหมาย" คณะกรรมการร่วมจึงระงับไว้ก่อนชั่วคราวเพื่อดำเนินกระบวนการของเขื่อนหลวงพระบางก่อน
ไม่มีเนื้อหานี้
ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.สิ้นสุด Facebook โพสต์, 1
"สปป.ลาว ยื่นเสนอโครงการดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นโครงการการใช้น้ำภายในลุ่มน้ำเดียวกับแม่น้ำโขงสายประธาน ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า การยื่นของลาวเป็นการแจ้งให้ประเทศสมาชิกรับทราบข้อมูลและผลการศึกษาเรื่องการใช้น้ำ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากโครงการนี้" ดร.อัน พิด ฮัดดา ผอ.สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขง ระบุ
ด้านองค์กรสิ่งแวดล้อมซึ่งติดตามปัญหาการใช้น้ำระหว่างประเทศในหลายลุ่มน้ำ ชี้ว่าจากจุดวิกฤตของแม่น้ำโขงที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ไม่ต้องถามแล้วว่าเขื่อนสานะคามจะมีประโยชน์หรือไม่
แต่ที่เร่งด่วนคือต้องร่วมกันหารือเพื่อหาทางแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในช่วงปีที่ผ่านมามีผลกระทบเป็นที่ประจักษ์แล้ว ทั้งจากเขื่อนในจีน 11 แห่ง และเขื่อนไซยะบุรี น้ำโขงแล้งจัดและผันผวน ส่งผลกระทบต่อนิเวศและชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำโขงอย่างประเมินค่าไม่ได้
"เกิดความเสียหายขนาดนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าที่บริษัทจีนยังจะเสนอเดินหน้าโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งใหม่ที่มีกำลังผลิตเพียง 684 เมกะวัตต์" เพียรพร ดีเทศน์ ผอ.รณรงค์ประเทศไทย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) กล่าวกับบีบีซีไทย
เธอตั้งข้อสังเกตว่าเอกสารของโครงการเขื่อนสานะคามที่บริษัทส่งให้แก่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เป็นข้อมูลปี 2553 ซึ่งเป็นข้อมูลเก่าผ่านมาสิบปีแล้ว หากดูข้อมูลปัจจุบัน เป็นที่น่ากังขาหากการไฟฟ้าของไทยยังจะรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนนี้อีก ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นใด ๆ
"ที่สำคัญเขื่อนแห่งนี้ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นระยะทางยาวถึง 80 กม. ตลอดลำน้ำโขง จะทำให้ประชาชนในลาวได้รับผลกระทบโดยตรงมากถึง 22,000 คน ยังไม่รวมความเสียหายข้ามพรมแดนถึงประเทศไทย จุดสร้างเขื่อนอยู่ห่างจากพรมแดนไทยลาว ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น"

ที่มาของภาพ, Getty Images
กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มีระยะเวลา 6 เดือน โดยกติกาแล้วประเทศสมาชิกแม่น้ำโขง 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไม่มีสิทธิในการ "ยับยั้ง" และไม่มีสิทธิในการดำเนินการ "ฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น" อีกทั้งไม่ได้เป็นกระบวนการตัดสินใจต่อโครงการว่า"ให้หรือไม่ให้ก่อสร้าง" แต่เป็นการให้ประเทศสมาชิกอื่นตกลงกำหนดมาตรการร่วมกันในการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดนเท่านั้น
เขื่อนสานะคาม เป็นโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงสายประธานแห่งที่ 6 ของ สปป.ลาว ที่ผ่านมามีเขื่อนไซยะบุรีเพียงแห่งเดียวที่ก่อสร้างเสร็จและเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าแล้ว ส่วนอีก 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนปากแบง ปากลาย ปากชม หลวงพระบาง และสานะคาม ยังอยู่ในแผน
ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง สมรภูมิการทูตของจีน และสหรัฐฯ
เมื่อกลางเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา กรณีการโต้เถียงผ่านทวิตภพข้ามพรมแดนระหว่างพลเมืองเน็ตไทยและจีน ถูกมองจาก ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอิทธิพลจีนในภูมิภาค
แฮชแท็ก #ชานมข้นกว่าเลือด นำไปสู่การรับรู้ข้อมูลเรื่องเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศ 11 แห่งในจีน ทำให้เรื่องของเขื่อนแม่น้ำโขงขึ้นสู่ความนิยมในโลกทวิตเตอร์อย่างรวดเร็ว
เมื่อกลางเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา อายส์ ออน เอิร์ธ อิงค์ (Eyes on Earth) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านน้ำซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยผลการศึกษาที่ชี้ว่าเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีนกักน้ำไว้ปริมาณมหาศาลในช่วงที่ประเทศลุ่มน้ำโขงประสบปัญหาภาวะภัยแล้งอย่างรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่ระดับปริมาณน้ำเฉลี่ยในจีนสูงกว่าประเทศที่อยู่ตอนล่าง และอาจยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับปัญหาการจัดการน้ำระหว่างจีน และประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ "7 คำถาม 7คำตอบ สำหรับการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขง" ใจความว่า ฝ่ายจีนยินดีที่เห็นการหารือในเชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันก็มีความกังวลต่อความคิดและการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสร้างความขัดแย้งขึ้นมา
"คณะกรรมการแม่น้ำโขงได้เขียนตอบบทความวิจัยดังกล่าวในแง่มุมมืออาชีพเมื่อวันที่ 21 เดือนเมษายน โดยมีความคิดเห็นว่า บทความดังกล่าวจงใจมองข้ามข้อเท็จจริง อ้างสถิติบางส่วนเกินความเป็นจริง และไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์เพียงพอ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บทความดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง พุ่งเป้าที่จีนโดยประสงค์ร้าย"
ทางสถานทูตจึง "รวบรวมความเห็นบางส่วนจากผู้เชี่ยวชาญ" มานำเสนอ
สี่วันต่อมา นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเทศไทย ได้เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับแม่น้ำโขงเมื่อ 26 เม.ย. ที่ชื่อว่า "รักษ์แม่โขง: สายโลหิตทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงทั้งภูมิภาค"
ไม่มีเนื้อหานี้
ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.สิ้นสุด Facebook โพสต์, 2
ทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย กล่าวว่าแม่น้ำโขงไม่ใช่สมบัติของประเทศใดประเทศหนึ่ง จากปัญหาประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่างประสบภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ ซึ่งมี ข้อมูลจากดาวเทียมบ่งชี้ว่าปริมาณน้ำบริเวณต้นน้ำในจีนมีอยู่เหลือเฟือนั้น ขอสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมและรัฐบาลไทยในการแจ้งข้อกังวลดังกล่าวต่อจีนโดยตรง และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการบริหารจัดการเขื่อนตามแนวแม่น้ำโขงอย่างละเอียดยิ่งขึ้น
ในบทความแสดงความคิดเห็นยังกล่าวถึง มิตรภาพระหว่างไทยและสหรัฐฯ 200 ปี และความร่วมมือกับรัฐบาลไทยและประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ในด้านความมั่นคง การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และปกป้องทรัพยากรน้ำในภูมิภาค
"เราหวังว่ามารดาแห่งสายน้ำของไทยจะได้กลับคืนสู่ท้องทะเลโดยสงบอีกครั้งหนึ่งเช่นเดียวกัน โดยไม่ถูกกีดขวางด้วยสถานการณ์ปัญหาที่ต้นน้ำโขง"








