หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย สนทนากับ 3 ผู้ชุมนุมหญิงที่เข้าร่วมชุมนุมบริเวณห้าแยกลาดพร้าวช่วงเย็นวันนี้ (17 ต.ค.) พบว่า “จุดร่วม” ของการชุมนุมที่ไม่มีแกนนำ เกิดจากความไม่พอใจต่อปฏิบัติการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน
เมื่อ 16 ต.ค.
แม้ผู้ชุมนุมทั้ง
3 คน รู้ตัวว่า “กำลังทำผิดกฎหมาย” พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีสิทธิถูกดำเนินคดี แต่ก็พร้อมแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง
นักศึกษาสาวจากคณะนิติศาสตร์
ม.เอกชน คือหนึ่งในบุคคลที่มีโอกาสจับโทรโข่งปราศรัยบนสะพานลอยเชื่อมระหว่างห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล
ลาดพร้าว กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสตั้งแต่เวลา
15.30 น. โดยที่บางช่วงเธอถึงกับร่ำไห้ ด้วยเพราะรู้สึกคับแค้นใจที่ตำรวจ “ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและนักศึกษา”ที่แยกปทุมวัน
“เขาไม่เห็นหัวประชาชนเลย
มองประชาชนเป็นศัตรู ไม่งั้นเขาคงไม่ทำแบบเมื่อวาน” นักศึกษาวัย 20 ปี
ผู้เดินทางมาชุมนุมเพียงลำพังบอกกับบีบีซีไทย
เธอเล่าว่า ปู่ของเธอเป็นนักศึกษายุค
14 ตุลา 2516 ส่วนพ่อและแม่เข้าร่วมการชุมนุมกับคนเสื้อแดงปี 2553 เคยผ่านประสบการณ์ถูกสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตามาก่อน
ส่วนตัวเธอเข้าร่วม “แฟลชม็อบ” แทบทุกครั้งนับจากเดือน ก.ค. เพราะต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ก่อนมาเข้าใจความหมายของ
“ความรุนแรง” เมื่อต้องวิ่งหลบน้ำแรงดันสูงและน้ำเจือปนสารสีน้ำเงินที่ทำให้แสบตา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ทำให้เธอตัดสินใจ “ขอปราศรัย” เป็นครั้งแรกในชีวิตเพื่อเรียกหาความรับผิดชอบจากรัฐ
ขณะที่หญิงวัย 33
ปี ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ร่วม “ปิดแยกลาดพร้าว” พร้อมก๊วนเพื่อนรวม 4 ชีวิต ตั้งแต่เวลาราว
16.00 น.
จุดที่เธอยืนอยู่ไม่ได้ยินเสียงปราศรัยใด
ๆ แต่ผู้ชุมนุมรายนี้ก็สามารถตะโกนวลีต่าง ๆ ร่วมกันคนแปลกหน้าที่เป็น “เพื่อนร่วมอุดมการณ์” ได้
“การออกมาชุมนุมวันนี้
ไม่ใช่ต้องการมาฟังอะไร แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าน้อง ๆ ที่ถูกสลายการชุมนุมไม่ได้อยู่เพียงลำพัง” ผู้ชุมนุมหญิงกล่าวและว่า แม้เสียงของพวกเธอจะไม่ดังมาก และการชุมนุมไม่เป็นระบบ
แต่ก็ดีกว่าไม่ออกมาทำอะไรเลย
แนวร่วมคณะราษฎรรายนี้บอกด้วยว่า
เหตุการณ์สลายการชุมนุม ทำให้รู้สึกว่า “3 ข้อเรียกร้อง พอแล้ว เอาแค่ 1 ความฝันพอ”
ห่างออกไป 100 ม.
หญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ จูงลูกชายวัย 9 ขวบ และหลานสาว เข้าร่วมการชุมนุมเป็นครั้งแรก
ครอบครัวนี้ยืนเกาะกลุ่มกันอย่างเงียบ
ๆ ไม่ได้ส่งเสียงตะโกนตามผู้ชุมนุมรายอื่น แต่ทำสัญลักษณ์ชู 3 นิ้วบ้าง โดยให้เหตุผลว่ารับไม่ได้กับความอยุติธรรมที่รัฐกระทำกับประชาชน
หัวอกของคนเป็นแม่เห็นภาพการฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมที่ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน
แล้วรู้สึก “รับไม่ได้” จึงชวนกันออกมาม็อบเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมแสดงพลังไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ
“ผมไม่ชอบความไม่ยุติธรรม” เด็กน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้วตามแม่ และยังบอกอยู่ซ้ำ ๆ ว่า “ไม่ชอบลุงตู่”