ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา มีบุคคลหลายกลุ่มเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ
และแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำจัดการชุมนุม 19 กันยา
หนึ่ง นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย
ยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมศิลปากร ที่กรมศิลปากร วังหน้าพระลาน เพื่อขอให้เอาผิด 18 แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 83 กรณีบุกรุกเข้าใช้พื้นที่สนามหลวงโดยไม่ได้ขออนุญาต โดยมีการตัดทำลายรั้วและเจาะพื้นเพื่อปักหมุด
“คณะราษฎร หมุดที่ 2” ซึ่งทำให้ทรัพย์สินของทางราชการได้รับความเสียหาย
“ถือเป็นกรรมหนัก ที่จะปล่อยให้ลอยนวลต่อไปมิได้”
นายศรีสุวรรณกล่าว
สอง นายสถาพร เที่ยงธรรม ผอ.กองโบราณคดี กรมศิลปากร เข้าแจ้งความที่
สน.ชนะสงคราม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สืบสวนหาผู้กระทำผิด ตามมาตรา 10 พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พ.ศ. 2504 ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่เข้าไปยังพื้นที่ แล้วได้ทำการปรับปรุง
เปลี่ยนแปลง ขุดค้น ในพื้นที่โบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต มีบทโทษสูงสุดตามมาตรา 35 คือ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เขาปฏิเสธไม่รู้รายละเอียดว่าการขุดหมุดเป็นการกระทำของหน่วยงานใด
แต่ขั้นตอนการซ่อมแซมพื้นที่ จะอยู่ในความรับผิดชอบของกทม.
สาม ตัวแทนกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสำนักงานเขตพระนคร เข้าแจ้งความที่
สน.ชนะสงคราม ตามการรายงานข่าวของเว็ปไซต์โพสต์ทูเดย์
ทว่าก่อนหน้านี้ นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม
กทม. ปฏิเสธกับบีบีซีไทยว่าการหายไปของหมุด "ไม่เกี่ยวกับ กทม."
แต่ยอมรับว่าสนามหลวงแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วนคือ ครึ่งที่เป็นพื้นปูนหรือส่วน
"พื้นที่แข็ง" อยู่ในความดูแลของ กทม. ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่อยู่ทางด้านวัดพระแก้ว
เรียกว่าส่วน "พื้นที่สีเขียว" เป็นสนามหญ้า
สำหรับสนามหลวงมีเนื้อที่ 74 ไร่ 63 ตารางวา ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2520 ทั้งนี้นอกจากมาตรา 10 ที่กรมศิลปากรแจ้งความไว้แล้ว ยังมีบทบัญญัติในมาตรา 32 เอาผิดกับผู้บุกรุก ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ต่อมาในปี 2555 กทม. ได้ออกระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการใช้ บำรุงและการดูแลพื้นที่ท้องสนามหลวง กำหนดการใช้สอยพื้นที่จัดงานได้เพียง 4 ประเภทได้แก่ งานพระราชพิธี, งานรัฐพิธี, งานประเพณีสำคัญของชาติโดยหน่วยงานของรัฐ และการจัดการแข่งขันกีฬาไทยประจำปี โดยห้ามจัดกิจกรรม “ที่ไม่เหมาะสม ขัดกฎหมาย หรือในลักษณะเป็นการดูหมิ่นชาติ ศาสนาหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยหรือของประเทศอื่น” และต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีและประเพณีไทย และ “ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองไม่ว่าด้วยประการใด และไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”