สิ้นสุดการรายงานสด
ขอบพระคุณทุกท่าน สำหรับการติดตามการถ่ายทอดสดและรายงานสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา
บีบีซีไทย ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามมาโดยตลอด และขอสิ้นสุดการรายงานสด ณ ที่นี้
ราตรีสวัสดิ์
You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
บีบีซีไทยเกาะติดบรรยากาศพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ติดตามบรรยากาศตลอดพระราชพิธีกับบีบีซีไทยได้
ขอบพระคุณทุกท่าน สำหรับการติดตามการถ่ายทอดสดและรายงานสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา
บีบีซีไทย ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามมาโดยตลอด และขอสิ้นสุดการรายงานสด ณ ที่นี้
ราตรีสวัสดิ์
ฝูงเฮลิคอปเตอร์จากทุกเหล่าทัพบินผ่านเหนือพระราชวังบักกิงแฮม โดยต้องลดเวลาทำการบินถวายพระเกียรติเหลือ2นาทีครึ่ง จากเดิมที่คาดว่าจะทำการบิน6นาที เนื่องจากสภาพอากาศที่มีฝนตกลงมา แต่ยังคงปิดท้ายด้วยการแสดงอันเลื่องชื่อของฝูงบินผาดแผลงแห่งกองทัพอากาศ ซึ่งได้รับฉายาว่า “ลูกศรสีแดง”(The Red Arrows)
การเสด็จออกสีหบัญชร หลังเสร็จสิ้นการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ถือเป็นธรรมเนียมที่พระราชวงศ์อังกฤษทรงยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด นับตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในปี 1902 โดยเป็นโอกาสที่จะได้ทรงพบปะทักทายเหล่าพสกนิกร ซึ่งมารวมตัวกันที่ถนนเดอะมอลล์ด้านหน้าพระราชวังบักกิงแฮม
พระบรมวงศานุวงศ์ที่ร่วมในการเสด็จออกสีหบัญชรในครั้งนี้ ได้แก่เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์พร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดา พระราชวงศ์ที่ยังทรงงานอย่างเป็นทางการรวมทั้งหลาน ๆ และพระญาติฝ่ายสมเด็จพระราชินีคามิลลา
ส่วนเจ้าชายแฮร์รี ดยุคแห่งซัสเซกซ์ ซึ่งเสด็จร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพียงลำพังโดยไม่มีพระชายาเคียงข้างนั้น ไม่ได้ร่วมในการเสด็จออกสีหบัญชรครั้งนี้ด้วย โดยมีรายงานว่าอาจเสด็จกลับสหรัฐอเมริกาแล้ว หลังพระราชพิธี ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์สิ้นสุดลง
ประชาชนที่เฝ้าชมขบวนเสด็จอยู่ที่สองข้างทางของถนนเดอะมอลล์ พากันเคลื่อนย้ายข้าวของลงไปเดินบนถนน และรีบมุ่งไปยังลานหน้าพระราชวังบักกิงแฮม เพื่อจับจองที่ชมการเสด็จออกสีหบัญชร และการบินถวายพระเกียรติจากทุกเหล่าทัพ ซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่กี่สิบนาทีข้างหน้านี้
สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่สามเสด็จออกทางประตูตะวันตกของพระราชวังบักกิงแฮม เพื่อทรงรับการวันทยาหัตถ์ถวายความเคารพ และการเปล่งเสียงถวายความจงรักภักดีจากกองทหารรักษาพระองค์ โดยทรงฉลองพระองค์คลุมและฉลองพระองค์ของบุรุษแบบโบราณ ที่เคยเป็นของพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระอัยกา มาก่อน
ย้อนชมวินาทีการสวมพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดบนพระเศียรสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ ซึ่งถือเป็นพิธีการสถาปนาความเป็นพระเจ้าแผ่นดินอย่างเต็มตัว
กษัตริย์และราชินีพระองค์ใหม่ที่เพิ่งผ่านการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จกลับพระราชวังบักกิงแฮม เพื่อเสด็จออกสีหบัญชรทักทายพสกนิกรที่มารอเฝ้าต่อไป
ราชรถทองคำซึ่งมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ใช้ม้าเทียมราชรถ 8 ตัว โดยมีผู้บังคับม้า 4 คน มหาดเล็กและข้าหลวงที่เดินตามราชรถ 15 คน รวมทั้งราชองครักษ์เยียวเม็น (Yeomen of the Guard) ซึ่งเป็นอาสาสมัครรักษาพระองค์ตามธรรมเนียมโบราณอีก4คน
ระหว่างที่เคลื่อนขบวนผ่านซุ้มประตูแอดไมรัลที ประชาชนที่มารอเฝ้าอยู่ทั้งสองข้างทาง ต่างส่งเสียงร่วมกันโดยร้องเพลงชาติ God Save the King ตามที่วงดุริยางค์บรรเลงด้วย
กษัตริย์และราชินีพระองค์ใหม่ทรงเปลี่ยนเครื่องทรง ภายในโบสถ์น้อยเซนต์เอ็ดเวิร์ดของมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ โดยเปลี่ยนมาทรงพระมหามงกุฎอิมพีเรียล จากนั้นประทับในราชรถทองคำ เพื่อเสด็จกลับไปยังพระราชวังบักกิงแฮม โดยมีการบรรเลงเพลงชาติของสหราชอาณาจักร God Save the King ส่งท้าย
เจ้าชายแห่งเวลส์และพระชายา รวมทั้งพระโอรสและพระธิดาคือเจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ล็อตต์ และเจ้าชายลูอีส์ ทรงร่วมในขบวนเสด็จขากลับนี้ด้วย โดยประทับในราชรถที่แล่นตามหลังราชรถทองคำ
กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรระบุว่า ได้ใช้กำลังทหารเกือบ 4,000 นายจากทุกเหล่าทัพ เพื่อเข้าร่วมใน“ปฏิบัติการเชิงพิธีการ”ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในชั่วอายุคนรุ่นหนึ่ง
ย้อนชมช่วงเวลาแห่งความประทับใจ เมื่อเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงจุมพิตพระราชบิดาระหว่างพิธีถวายความจงรักภักดีบนพระราชบัลลังก์
คลิปวิดีโอจากผู้สื่อข่าวบีบีซี บริเวณหน้าพระราชวังบักกิงแฮม ที่ยังมีการจับกุมผู้ประท้วงต่อต้านสถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง
สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่สาม ทรงถวายสักการะเป็นไวน์และขนมปังที่แท่นบูชาสูงก่อนประกอบพิธีศีลมหาสนิท (Holy Communion)จากนั้นผู้เข้าร่วมพระราชพิธีสวดภาวนา โดยอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรีกล่าวเทศนาสรรเสริญพระเจ้า รวมทั้งถวายพระพรแด่กษัตริย์และราชินีพระองค์ใหม่
ขั้นตอนดำเนินมาถึงพระราชพิธีอภิเษกหรือการสถาปนาแต่งตั้งสมเด็จพระราชินี โดยนักบวชจะเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำหรับพระอัครมเหสี และถวายการสวมพระมหามงกุฎควีนแมรี
พิธีการขั้นตอนต่าง ๆ จะเรียบง่ายกว่าพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ ทั้งไม่ทรงต้องกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตามแบบของกษัตริย์ด้วย
กษัตริย์พระองค์ใหม่เสด็จจากพระราชอาสน์เซนต์เอ็ดเวิร์ด ไปประทับบนพระราชบัลลังก์กลางมหาวิหาร โดยอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรีกล่าวเตือนให้ทรงยืนหยัดหนักแน่นในพระราชบัลลังก์อันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของพระองค์ ก่อนกล่าวถวายความจงรักภักดีต่อกษัตริย์และพระรัชทายาท
เจ้าชายแห่งเวลส์ องค์มกุฎราชกุมาร ทรงเข้าเฝ้าถวายความจงรักภักดีในลำดับถัดมา โดยทรงปฏิญาณว่าจะรับใช้และสละพระชนมชีพเพื่อพระราชบิดา
ในการนี้ประชาชนที่รับชมพระราชพิธีทางโทรทัศน์ทั่วราชอาณาจักร สามารถร่วมกล่าวถวายความจงรักภักดีไปพร้อมกันได้ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติใหม่ที่เดิมจะมีเพียงชนชั้นปกครองเท่านั้นที่กล่าวถวายความจงรักภักดีนี้
นักบวชจะถวายการสวมหรือวางพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดลงบนพระเศียรของกษัตริย์ ซึ่งตลอดพระชนมชีพพระองค์จะได้ทรงพระมหามงกุฎนี้เพียงครั้งเดียว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น
เหล่าพระราชวงศ์และขุนนางจะสวมจุลมงกุฎของตนเอง จากนั้นเปล่งเสียงถวายพระพร “พระเจ้าทรงคุ้มครองพระราชา” โดยพร้อมเพรียงกัน
หลังทรงฉลองพระองค์ในชุดที่เป็นสัญลักษณ์ของนักบวชแล้ว อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรีถวายเดือยรองเท้าขี่ม้าและพระแสงดาบเป็นอันดับแรก อันเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจและความเป็นอัศวิน
ในการนี้บุคคลสำคัญซึ่งเป็นผู้แทนจากองค์กรศาสนาต่าง ๆ และผู้แทนสตรีได้ร่วมถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ เช่นกำไลและฉลองพระองค์คลุม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการปฏิบัติเช่นนี้ในประวัติศาสตร์อังกฤษ
พระราชพิธีได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนที่เรียกว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด นั่นก็คือการเจิมน้ำมันที่ผ่านการปลุกเสกจากโบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ในนครเยรูซาเลม โดยเจิมเป็นเครื่องหมายกางเขนบนพระนลาฏ (หน้าผาก) พระอุระ (หน้าอก) และที่พระหัตถ์ทั้งสองข้างขณะทรงประทับบนพระราชอาสน์เซนต์เอ็ดเวิร์ด เพื่อแสดงถึงสถานะผู้นำทางจิตวิญญาณ และความเป็นองค์ประมุขสูงสุดของศาสนาจักรอังกฤษ
พระราชพิธีในขั้นตอนนี้จะไม่มีการถ่ายทอดสดให้ชม โดยจะใช้ผ้าคลุมเป็นเพดานและม่านกั้นปิดบังสายตาเอาไว้ เนื่องจากถือเป็นพิธีกรรมส่วนพระองค์ระหว่างกษัตริย์กับพระเจ้า
ในระหว่างการเจิม คณะนักร้องประสานเสียงจะขับขานเพลง Zadok the Priestตามธรรมเนียมดั้งเดิม ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า “นักบวชเซด็อก และศาสดาพยากรณ์เนธาน ถวายการเจิมแด่กษัตริย์โซโลมอน สร้างความชื่นชมยินดีแก่เหล่าพสกนิกรโดยทั่วกัน”
มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 11 เพื่อเป็นวิหารหลวงข้างพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดธรรมสักขี หรือนักบุญเอ็ดเวิร์ดผู้สารภาพบาป (Edward the confessor) ผู้ทรงศรัทธาและอุทิศพระองค์เพื่อคริสต์ศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
ต่อมาพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิต ดยุคแห่งนอร์มังดี ซึ่งเคลื่อนพลจากฝรั่งเศสเข้ายึดครองดินแดนอังกฤษและถือเป็นต้นตระกูลของกษัตริย์อังกฤษในยุคหลังจากนั้น ได้ทรงริเริ่มใช้มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองบัลลังก์กษัตริย์อังกฤษ ทำให้สถานที่แห่งนี้ถูกใช้ประกอบพิธีเมื่อมีกษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์เรื่อยมา
สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่สาม ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษลำดับที่ 40 ซึ่งประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกณ มหาวิหารเก่าแก่แห่งนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3
ในหลวง รัชกาลที่ 10 ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารอากาศ ขณะที่ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงชุดไทยบรมพิมาน
นอกเหนือจากพระมหากษัตริย์ไทยแล้ว ยังมี สมาชิกราชวงศ์สำคัญที่จะเข้าร่วมพระราชพิธีนี้ ประกอบด้วย
อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรี นักบวชผู้มีสมณศักดิ์สูงสุดของศาสนจักรอังกฤษถวายคัมภีร์ไบเบิล และกราบบังคมทูลเชิญให้ทรงกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณว่า จะทรงพิทักษ์รักษากฎหมายของแผ่นดินและศาสนจักรอังกฤษด้วยความยุติธรรมและพระเมตตาโดยทรงลงพระปรมาภิไธยเป็นลายลักษณ์อักษรตามกฎหมายด้วย
ในการนี้สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่3ทรงสวดภาวนาขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า ให้ประทานความสุขสงบและความเจริญรุ่งเรืองแก่พสกนิกรผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ นอกจากศาสนาคริสต์ด้วย ซึ่งเป็นการแสดงออกเพื่อยกย่องความหลากหลายทางศาสนาในยุคสมัยใหม่