เลือกตั้งฝรั่งเศส: นักการเมืองคนใดจะโค่นบัลลังก์ “มาครง” ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเดือน เม.ย. นี้

มาครงชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2017 ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาครงชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2017 ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย

การเมืองฝรั่งเศสมาถึงจุดที่ต้องลุ้นกันอีกครั้ง เมื่อนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนปัจจุบัน จะลงแข่งขันเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำสมัยที่สอง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังมีนักการเมืองทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าหลายคน พร้อมท้าชิงเอาเก้าอี้ประธานาธิบดีไปจากเขาด้วยเช่นกัน

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกจะมีขึ้นในวันที่ 10 เม.ย. ที่จะถึงนี้ หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด จะมีการเลือกตั้งรอบสองหรือรอบชี้ขาดภายในเวลา 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ผู้ชนะจะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเป็นเวลา 5 ปี

2px presentational grey line

เอ็มมานูเอล มาครง พรรคสาธารณรัฐเดินหน้า (La République en Marche!)

ภาพของนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนปัจจุบัน เมื่อเดือน ก.พ. 2022

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ที่ผ่านมารัฐบาลของมาครงต้องเผชิญอุปสรรคไม่น้อย แต่เขายังมีคะแนนนิยมมากพอจนอาจชนะการเลือกตั้งได้

แม้นายมาครง วัย 44 ปี จะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง แต่คาดกันว่าเขาจะยืนยันเรื่องดังกล่าวในไม่ช้านี้แน่นอน

มาครงเป็นนักการเมืองดาวรุ่งพุ่งแรงซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำฝรั่งเศสที่อายุน้อยที่สุดเมื่อปี 2017 หลังตั้งพรรคการเมืองใหม่สายกลางได้เพียงไม่ถึงปี การแจ้งเกิดของเขานั้นไม่ต่างจากการท้าทายพรรคการเมืองหลักที่อยู่ในอำนาจมานาน โดยในสายตาของผู้ออกเสียงเลือกตั้งจำนวนมาก เขาไม่ใช่พวก "ชนชั้นปกครอง" เหล่านั้น จึงทำให้คว้าคะแนนเสียงไปได้ถึง 66% เอาชนะนางมารีน เลอ เปน คู่แข่งคนสำคัญจากพรรคฝ่ายขวาสุดขั้วไปได้อย่างขาดลอย

ตลอดการดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยแรก 5 ปีที่ผ่านมา นายมาครงต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย ซึ่งทำให้รัฐนาวาของเขาแล่นไปโดยไม่ราบรื่นนัก ส่วนใหญ่แล้วเขาต้องอาศัยเสียงข้างมากในรัฐสภา ผลักดันนโยบายปฏิรูปด้านต่าง ๆ ที่พบกับการต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรง

ผลงานของนายมาครงซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ได้แก่การลดอัตราภาษีและการแก้กฎหมายให้บริษัทต่าง ๆ ปลดพนักงานออกได้ง่ายขึ้น เขายังออกกฎหมายด้านความมั่นคงที่เข้มงวดกว่าเดิมเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย แต่ในปี 2018 เขากลับต้องยอมถอยเรื่องการเก็บภาษีเชื้อเพลิง หลังเกิดการประท้วงอย่างรุนแรง

ส่วนคำมั่นสัญญาที่นายมาครงบอกว่าจะลดอัตราการว่างงานจาก 10% ให้เหลือเพียง 7% ภายในปี 2022 นั้น ก็ยังทำไม่สำเร็จ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 เสียก่อน การที่ฝรั่งเศสใช้มาตรการล็อกดาวน์และปูพรมฉีดวัคซีนอย่างเข้มงวดมากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป ทำให้นายมาครงพลั้งปากโจมตีผู้ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนอย่างหยาบคาย แต่ก็ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบกับคะแนนเสียงของเขาเท่าใดนัก

นักวิเคราะห์ประเมินว่านายมาครงมีโอกาสชนะการเลือกตั้งสูง โดยขณะนี้เขามีคะแนนนิยมนำหน้าคู่แข่งจากพรรคฝ่ายขวาอยู่ถึง 25% แต่หากผลการลงคะแนนเสียงเบื้องต้นเกิดสูสีกัน จนต้องมีการเลือกตั้งชี้ขาดในรอบที่สอง มาครงอาจเอาชนะนางวาเลอรี เปเครสส์ จากพรรค Les Républicains ได้ยากสักหน่อย

2px presentational grey line

มารีน เลอ เปน พรรครณรงค์แห่งชาติ (Rassemblement National)

ภาพของ มารีน เลอ เปน พรรครณรงค์แห่งชาติ (Rassemblement National) เมื่อเดือน ก.พ. 2022

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, มารีน เลอ เปน ปรับรูปโฉมพรรคขวาตกขอบของเธอเสียใหม่ โดยพยายามนำพรรคเข้าสู่การเมืองกระแสหลักให้ได้

ชื่อเสียงของตระกูล "เลอ เปน" นั้น ผูกติดอยู่กับพรรคการเมืองและอุดมการณ์ฝ่ายขวาตกขอบมาหลายทศวรรษ แม้แต่ตัวของมารีน เลอ เปน ก็สืบทอดตำแหน่งผู้นำพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (National Front) ต่อจากบิดา และสามารถเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนได้เพิ่มขึ้น จนมีสถานะเข้าใกล้การเป็นพรรคการเมืองกระแสหลักในปี 2015

สำหรับในปีนี้ มารีน เลอ เปน ซึ่งอยู่ในวัย 53 ปี ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ก่อนหน้านี้เธอยังลงเล่นการเมืองในเวทีระหว่างประเทศ โดยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภายุโรปอีกด้วย

หลังพ่ายให้กับมาครงในปี 2017 เลอ เปน ได้ปรับรูปโฉมพรรคขวาตกขอบของเธอเสียใหม่ เพื่อให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น ซึ่งก็รวมถึงการเปลี่ยนชื่อพรรคแนวร่วมแห่งชาติ มาเป็นพรรครณรงค์แห่งชาติ (Rassemblement National)

อย่างไรก็ตาม เธอและพรรคยังคงยืนกรานจะใช้นโยบายต่อต้านผู้อพยพและ "การใช้สิทธิขอลี้ภัยอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม" นอกจากนี้ เลอ เปน ยังบอกว่า จะเปลี่ยนสหภาพยุโรป (อียู) ให้กลายเป็น "พันธมิตรที่แต่ละประเทศจะไม่พบอุปสรรคจากกฎหมายของอียู" โดยเลอ เปน เชื่อว่านโยบายเหล่านี้ จะสามารถจูงใจผู้ลงคะแนนเสียงชาวฝรั่งเศสที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกผู้สมัครคนใด ให้หันมาเลือกเธอได้

ผลการหยั่งเสียงล่าสุดชี้ว่า เลอ เปน มีคะแนนนิยมในระดับที่ค่อนข้างดี แต่อาจไม่พอจะพาเธอไปถึงการเลือกตั้งรอบชี้ขาดได้ นอกจากนี้ คะแนนเสียงในหมู่ผู้นิยมอุดมการณ์ขวาสุดขั้วที่เคยเป็นของเธอทั้งหมด ยังถูกแบ่งไปให้กับนายอีริก เซมมูร์ คู่แข่งจากต่างพรรคที่มีแนวคิดแบบเดียวกันด้วย

2px presentational grey line

วาเลอรี เปเครสส์ พรรครีพับลิกัน (Les Républicains)

ภาพของ วาเลอรี เปเครสส์ พรรครีพับลิกัน (Les Républicains) เมื่อเดือน ก.พ. 2022

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, หลังพบกับความสำเร็จในช่วงแรก วาเลอรี เปเครสส์ ก็เริ่มขัดแย้งกับบุคคลสำคัญในพรรคของเธอเอง

เมื่อกลางปีที่แล้ว สตรีแนวหน้าของพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมผู้นี้ประกาศว่าพร้อมที่จะเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของฝรั่งเศส โดยก่อนหน้านี้เธอเป็นผู้นำหญิงคนหนึ่งในสภาท้องถิ่นของภูมิภาค Île-de-France ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมถึงกรุงปารีส และต่อมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอุดมศึกษาในรัฐบาลของนายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ระหว่างปี 2007-2011

หลังจากที่พรรครีพับลิกันของฝรั่งเศสเลือกเธอเป็นผู้แทนหญิงคนแรกสำหรับลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ช่วงนั้นคะแนนนิยมของเปเครสส์ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างมาก แต่ไม่นานก็กลับตกต่ำลง เนื่องจากนโยบายขาดความน่าสนใจ แถมยังมีการหักหลังแปรพักตร์กันภายในพรรคด้วย

แม้ว่าเธอจะมีนโยบายสนับสนุนสหภาพยุโรป และค่อนข้างจะเดินสายกลางคล้ายนายมาครงในบางเรื่อง แต่ยังคงมีจุดยืนแข็งกร้าวในสิ่งที่เป็นประเด็นของฝ่ายขวา เช่นการปฏิเสธรับผู้อพยพและต่อต้านอิสลาม สมาชิกพรรคเดียวกันบางคนกล่าวหาว่าเธอกลายเป็นพวกขวาตกขอบไปแล้ว เนื่องจากเน้นเรื่องชาตินิยมมากเกินไป และเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดที่ต่อต้านอิสลาม

แต่ในสายตาของเธอเองแล้ว เปเครสส์กลับมองว่า "ฉันมีความเป็นมาร์กาเรต แธตเชอร์ 1 ใน 3 ส่วน และเป็นอังเกลา แมร์เคิล 2 ใน 3 ส่วน"

ในตอนแรกนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า เปเครสส์คืออุปสรรคและคู่แข่งคนสำคัญของนายมาครง แต่ในภายหลังเธอทำพลาดบ่อยครั้ง โดยการกล่าวปราศรัยหาเสียงต่อหน้าผู้สนับสนุน 7,500 คนในเดือนนี้ ทำให้ถูกโจมตีว่าเธอพูดจาแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้และดูประดักประเดิดพิกล

2px presentational grey line

อีริก เซมมูร์ พรรคพิชิตชัยอีกครั้ง (Reconquête)

ภาพของ อีริก เซมมูร์ พรรคพิชิตชัยอีกครั้ง (Reconquête) เมื่อเดือน ก.พ. 2022

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, อีริก เซมมูร์ พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองเป็น "โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งฝรั่งเศส"

นายเซมมูร์วัย 63 ปี เคยเป็นผู้สื่อข่าว นักเขียน และนักวิจารณ์การเมืองทางโทรทัศน์ เขาไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในเวทีใด ๆ มาก่อน และยังเคยต้องโทษในคดีปลุกปั่นยุยงให้เกิดความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติอีกด้วย

เมื่อปีที่แล้วเขาก่อตั้งพรรคการเมืองฝ่ายขวาตกขอบ Reconquête ที่จะมากอบกู้ฝรั่งเศสจากความตกต่ำเสื่อมถอย ซึ่งมีการเปิดรับผู้อพยพและศาสนาอิสลามเป็นต้นเหตุ โดยเซมมูร์บอกว่าเขาจะมุ่งนำชาวฝรั่งเศสกลับคืนสู่ความเป็นเจ้าของประเทศอีกครั้ง ซึ่งท่าทีแบบชาตินิยมของเขานั้นรุนแรงและแข็งกร้าวยิ่งกว่า มารีน เลอ เปน เสียอีก

ก่อนหน้านี้นายเซมมูร์เคยออกมาเรียกร้อง ให้ห้ามการตั้งชื่อพลเมืองเป็นภาษาอื่นนอกจากภาษาฝรั่งเศส ให้เพิกถอนสัญชาติฝรั่งเศสกับคนที่ลอบถือสองสัญชาติมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง และห้ามสตรีมุสลิมใช้ผ้าคลุมศีรษะหรือฮิญาบในที่สาธารณะ

แนวทางการรณรงค์หาเสียงของเขานั้น เลียนแบบนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตผู้นำสหรัฐฯ โดยเขาเน้นย้ำว่ากำลังเดินหน้าต่อสู้กับ "ชนชั้นนำทางการเมือง" หรือ "กลุ่มฉันทามติแห่งความถูกต้องทางการเมือง" ซึ่งยึดถืออุดมการณ์เสรีนิยมสวยหรูที่ทำให้ประเทศตกต่ำ แต่หากพรรคของเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง นั่นเท่ากับว่าชาวฝรั่งเศสได้ยึดเอาประเทศของตนเองกลับคืนมาอีกครั้ง

โพลสำรวจความคิดเห็นล่าสุด ชี้ว่านายเซมมูร์มีคะแนนนิยมค่อนข้างสูง แต่ดูเหมือนว่าอาจยังไม่สูงพอที่จะทำให้เขาคว้าชัยชนะไปได้ ในทางตรงข้าม คะแนนนิยมในตัวเขากลับจะไปแย่งและตัดโอกาสของมารีน เลอ เปน พันธมิตรฝ่ายขวาตกขอบด้วยกัน ไม่ให้เข้าชิงชัยถึงรอบชี้ขาดได้

2px presentational grey line

ฌอง-ลุก เมลองชง พรรคฝรั่งเศสไม่ยอมก้มหัว (La France Insoumise)

ภาพของ ฌอง-ลุก เมลองชง พรรคฝรั่งเศสไม่ยอมก้มหัว (La France Insoumise) เมื่อเดือน ม.ค. 2022

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ฌอง-ลุก เมลองชง ได้รับคะแนนนิยมมากที่สุดในบรรดาผู้สมัครจากพรรคฝ่ายซ้าย

เขาคือตัวแทนพรรคฝ่ายซ้ายที่แข็งแกร่งและได้รับคะแนนนิยมมากที่สุดจากบรรดาผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายซ้ายในขณะนี้ นายเมลองชงวัย 70 ปี เป็นผู้วิจารณ์คัดค้านนโยบายทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดีมาครงมาโดยตลอด ทั้งยังสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วง "เสื้อกั๊กเหลือง" ที่คัดค้านการขึ้นราคาน้ำมันเมื่อปี 2018 อีกด้วย

ในอดีตนายเมลองชงเคยเป็นครูและผู้สื่อข่าวก่อนจะหันมาลงเล่นการเมืองกับพรรคสังคมนิยม จนได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการด้านการศึกษา แต่ต่อมาเขาไม่พอใจที่พรรคเริ่มมีอุดมการณ์โน้มเอียงไปทางฝ่ายขวามากขึ้น จึงลาออกมาตั้งพรรคใหม่ของตนเองในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และได้เป็นสมาชิกรัฐสภายุโรปด้วย

มีนักวิเคราะห์น้อยคนที่เห็นว่าเขามีโอกาสจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะได้เคยลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาถึงสองครั้งแล้วในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2017 เขาหาเสียงโดยประกาศนโยบายส่งเสริมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ เก็บภาษีกิจการต่าง ๆ ในอัตราสูงสุด 90% และจะปฏิรูปรัฐธรรมนูญเพื่อก่อตั้ง "สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 6"

มาในครั้งนี้เขาชูนโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งใหญ่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยเรียกคะแนนนิยมได้มากนัก ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าเขายังมีคะแนนนิยมไม่ถึง 19.6% ซึ่งเป็นระดับที่เคยทำได้ในการเลือกตั้งปี 2017