ผู้อพยพ : ชะตากรรมเศร้าของเด็กชายวัย 2 ขวบที่แสวงหาชีวิตใหม่ในอเมริกา

Wilder Ladino García on the side of the road

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ด.ช.วิลเดอร์ วัย 2 ขวบ ยืนอยู่อย่างเดียวดายข้างร่างอันไร้วิญญาณของชายคนหนึ่ง ที่ริมทางหลวงในเม็กซิโก หลังพลัดหลงกับพ่อ
    • Author, ดาริโอ บรูกส์
    • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด

ด.ช.วิลเดอร์ ลาดิโน การ์เซีย วัย 2 ขวบ ในสภาพไม่สวมเสื้อ ยืนอยู่อย่างเดียวดายข้างร่างอันไร้วิญญาณของชายคนหนึ่ง บริเวณริมทางหลวงสายหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโก

หนูน้อยผู้นี้ออกเดินทางจากบ้านเกิดที่เมืองซานตา ริตา ในประเทศฮอนดูรัส เพื่อมุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับพ่อ

แต่ระหว่างทาง ทั้งสองพ่อลูกได้พลัดหลงจากกัน

เจ้าหน้าที่เม็กซิโกจากกองกำลังพิทักษ์ชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติ (INM) พบ ด.ช.วิลเดอร์ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. บริเวณริมถนนใกล้กับเมืองลาส โกอาปาส ในรัฐเบรากรุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผู้อพยพนิยมใช้ในการเดินทางสู่สหรัฐฯ

ข้อมูลคนเข้าเมืองระบุว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้อพยพที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายผ่านทางพรมแดนสหรัฐฯ - เม็กซิโก พุ่งแตะระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

Wilder Ladino receiving medical care in an ambulance

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, หนูน้อยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเม็กซิโก

สำนักงานศุลกากรและป้องกันพรหมแดนสหรัฐฯ (CBP) ระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย 180,034 คน ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่เดินทางมาตามลำพัง โดยถือเป็นจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวรายเดือนสูงที่สุดนับแต่ เม.ย. 2000 เนื่องจากมีคลื่นผู้อพยพหลั่งไหลมาจากนอกทวีปอเมริกากลางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้อพยพเหล่านี้มาจากหลายประเทศ อาทิ เอกวาดอร์ เวเนซุเอลา คิวบา เฮติ และบางประเทศในแอฟริกา

อีกตัวเลขที่น่าตกใจในเดือน เม.ย. คือมีผู้เยาว์เดินทางข้ามพรมแดนเข้าไปในสหรัฐฯ โดยไม่มีผู้ปกครองติดตามมากถึง 19,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขรายเดือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของสหรัฐฯ

แออัดในท้ายรถห้องเย็นที่ไร้อากาศหายใจ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หนูน้อยวิลเดอร์เดินทางมาในห้องเย็นของรถบรรทุกที่ไม่มีช่องระบายอากาศพร้อมกับผู้อพยพอื่นประมาณ 100 คน

ในแถลงการณ์ของ INM ระบุว่า ผู้อพยพเหล่านี้ "แสดงอาการขาดน้ำและขาดอากาศหายใจ" เนื่องจากความร้อนสูง และไม่มีอากาศถ่ายเทเข้าไปข้างในรถ

"โชคร้ายที่พบร่างไร้วิญญาณของชายหนุ่มวัย 25 ปี อยู่ข้างในนั้น" แถลงการณ์ระบุ

ด้านนางลอเรนา การ์เซีย แม่ของเด็กชายวิลเดอร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เธอบอกว่ารู้สึกกังวลอย่างมากเมื่อได้ทราบข่าวนี้ แต่เธอยังดีใจที่ได้ทราบว่าพบตัวสามีของเธอแล้ว และเขาปลอดภัยดี อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่า พ่อลูกทั้งสองพลัดหลงจากกันได้อย่างไร

Police and immigration officers inspecting the scene where Wilder was found

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, หนูน้อยโดยสารมาในห้องเย็นของรถบรรทุกที่ไม่มีช่องระบายอากาศเพื่อมุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ

นางการ์เซีย วัย 23 ปี กล่าวอ้อนวอนให้ลูกและสามีของเธอได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้

"ได้โปรดช่วยให้ลูกและสามีของฉันได้ไปที่นั่นด้วยกัน ไม่ใช่แค่ลูกชายคนเดียว แต่หากไม่สามารถทำได้ ก็ช่วยส่งลูกคืนให้ฉัน" นางการ์เซียกล่าววิงวอนทั้งน้ำตา

หนีความยากจน

นายอิสซิโดร ลาดิโน ตัดสินใจพาหนูน้อยวิลเดอร์ออกเดินทางไปกับเขาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. เพราะเขากับภรรยาได้ยินข่าวลือว่าการเดินทางพร้อมกับเด็กจะช่วยให้ผู้อพยพมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ

"เราได้เห็นหลายคนเข้าประเทศสำเร็จพร้อมกับเด็ก" นางการ์เซียบอก

สองพ่อลูกเดินทางออกจากเมืองซานตา ริตา เมืองเล็ก ๆ ที่ยากจนทางภาคเหนือของฮอนดูรัส ซึ่งสถานการณ์เลวร้ายลงอย่างหนักหลังจากถูกพายุเฮอริเคนอีตา และเฮอริเคนไอโอตา พัดถล่มในปี 2020

นางการ์เซีย เล่าว่า "เรามีรายได้ไม่พอจะประทังชีวิตที่นี่ อิสซิโดรมีรายได้วันละประมาณ 100 เปโซ (ราว 128 บาท) แต่เขาไม่ได้มีงานทำทุกวัน..."

ในวันที่ 27 มิ.ย. สองพ่อลูกเดินทางข้ามพรมแดนกัวเตมาลา-เม็กซิโก ซึ่งนางการ์เซียบอกว่าตอนนั้นเองที่เธอขาดการติดต่อกับสามี จนกระทั่งเธอได้รับการติดต่อจากสถานกงสุลฮอนดูรัสในประเทศเม็กซิโกที่แจ้งว่าพบลูกชายของเธออยู่ตามลำพังที่ริมถนนในเม็กซิโก

แม้ว่าเธอจะได้คุยโทรศัพท์กับสามีหลังจากนั้น แต่นางการ์เซียก็บอกว่าเธอยังคงไม่ทราบว่าลูกชายพลัดหลงกับสามีของเธอในเม็กซิโกได้อย่างไร

ทางการเม็กซิโกสืบทราบเหตุการณ์ในการเดินทางมรณะบนรถบรรทุกห้องเย็นของผู้อพยพกลุ่มนี้ว่า

"ผู้อพยพ ระบุว่าเพื่อนร่วมเดินทางหลายคนเริ่มจะเป็นลมหมดสติจากความร้อนและการขาดอากาศหายใจ" INM ระบุ

"คนอื่น ๆ พยายามร้องตะโกและทุบผนังห้องเย็น เพื่อขอให้คนขับจอดรถ"

"เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง รถบรรทุกก็จอด และหนึ่งในชายที่ทำหน้าที่ 'ไกด์' ก็เปิดประตูรถ จากนั้นผู้อพยพชายหญิงต่างก็กระโดดลงจากรถ แล้ววิ่งข้ามถนนหายเข้าไปพงหญ้ารกชัฏบริเวณไหล่ทาง"

Wilder with a social worker in Mexico

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นางการ์เซียบอกว่าทราบข่าวเกี่ยวกับลูกไม่มากมัก โดยหลังเกิดเหตุหนูน้อยวิลเดอร์ได้ถูกส่งไปอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ของเม็กซิโก

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง ก็พบว่ายังมีผู้อพยพเหลืออยู่ 8 คน บางคนนอนอยู่ในรถ ส่วนคนอื่น ๆ อย่างหนูน้อยวิลเดอร์ก็ลงมาอยู่ที่ริมถนน

INM ระบุว่าเด็กชายวัย 2 ขวบ "ยืนอยู่ท่ามกลางเสื้อผ้า กระเป๋าสะพายหลัง และเศษอาหารที่ถูกทิ้งอย่างกระจัดกระจาย โดยไม่มีผู้ใหญ่คนใดอ้างตัวเป็นญาติของผู้เยาว์"

หลังจากนั้น นางการ์เซียก็ได้รับแจ้งเรื่องการพบตัวลูกชายของเธอ แต่ตอนนั้นเธอยังไม่ทราบข้อมูลมากนัก จนกระทั่งได้เห็นสภาพอันน่าเวทนาของหนูน้อยในข่าว

"ฉันเสียใจมาก ๆ" เธอบอก

ปลอดภัย...แต่พลัดพราก

นางการ์เซีย ได้ข่าวว่าสามีและลูกชายปลอดภัยเมื่อ 29 มิ.ย.

เจ้าหน้าที่เล่าว่า "วิลเดอร์ปลอดภัยดี แต่พวกเขาได้พาลูกไปหานักบำบัด" เธอเล่า

ส่วนพ่อเด็กได้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์คนเข้าเมืองผิดกฎหมายในเมืองตุซตลากูเตียร์เรนซ รัฐเชียปัส

"เราไม่ค่อยได้คุยกัน เพราะพวกนั้นไม่อนุญาตให้เขา (สามี) ใช้โทรศัพท์ แต่เขาสบายดี" นางการ์เซียบอก

เธอเล่าว่าผู้หญิงที่ดูแลหนูน้อยวิลเดอร์ได้ส่งข้อความถึงเธอเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. "ฉันตอบกลับไป แต่เธอแทบไม่เคยตอบกลับเลย"

INM มีหน้าที่ส่งคนลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศบ้านเกิด โดยได้รับความช่วยเหลือจากทางการประเทศต้นทางนั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม นางการ์เซียยังอยากที่จะให้ทางการเม็กซิโกปล่อยให้ลูกและสามีของเธอเดินทางข้ามพรมแดนไปยังสหรัฐฯ เพื่อให้สามีได้หางานทำ

"หวังว่าผู้คนจะช่วยให้พวกเขาได้เดินทางเข้าไป (ในอเมริกา)"