LGBT : ชีวิตที่ไม่แน่นอนของชายข้ามเพศญี่ปุ่นผู้ไม่สามารถเปลี่ยนเพศสถานะได้เพราะยังไม่ได้ทำหมัน

คำบรรยายวิดีโอ, “ผมยังไม่ได้ผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออกไป...จึงไม่สามารถเปลี่ยนเพศสถานะในทะเบียนบ้านได้”

ฟูมิโนะ สุกิยามะ วัย 39 ปี เป็นชายข้ามเพศชาวญี่ปุ่น แต่เขาไม่สามารถเปลี่ยนเพศสถานะทางกฎหมายให้เป็นผู้ชายได้ เพราะยังไม่ได้รับการผ่าตัดทำหมันตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหานี้ทำให้ฟูมิโนะต้องใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน

ในญี่ปุ่น บุคคลข้ามเพศที่ต้องการเปลี่ยนเพศสถานะจากชายเป็นหญิง หรือจากหญิงเป็นชายนั้นจะต้องมีเกณฑ์ตรงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ นั่นคือ ต้องผ่านการทำหมันและเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ รวมทั้งต้องยอมรับการวินิจฉัยทางจิตเวชว่าเป็นผู้มี "ความผิดปกติของอัตลักษณ์ทางเพศ"

นอกจากนี้ จะต้องเป็นบุคคลที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป และต้องเป็นโสด ดังนั้นผู้ที่ยังสมรสอยู่จะต้องหย่าเสียก่อนจึงจะเปลี่ยนเพศสถานะได้

แต่บุคคลจะไม่สามารถเปลี่ยนเพศสถานะได้หาก มีบุตรที่อายุต่ำกว่า 20 ปี

สำหรับในกรณีของฟูมิโนะนั้นยังไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เพราะยังไม่ผ่านการทำหมัน

"ผมได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมออกไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออกไป ผมจึงยังไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด นี่จึงหมายความว่าผมยังไม่สามารถเปลี่ยนเพศสถานะในทะเบียนบ้านได้"

ปัญหาดังกล่าวทำให้ฟูมิโนะไม่สามารถแต่งงานกับคู่ชีวิตของเขาได้ และแม้ทั้งคู่จะมีลูกด้วยกัน 2 คน แต่เขาก็ไม่สามารถเป็นพ่อ หรือมีสิทธิ์เป็นผู้ปกครองของลูกที่เขากำลังเลี้ยงดูอยู่ได้

"มันโอเคถ้าทุกอย่างยังเป็นไปด้วยดี แต่ถ้าเธอล้มป่วย หรือเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเรา ผมจะไม่สามารถไปเยี่ยมพวกเขาที่โรงพยาบาลหรือเซ็นเอกสารให้ความยินยอมได้"

"ผมใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน" ฟูมิโนะ กล่าว

ชายข้ามเพศผู้นี้มองว่ากฎหมายของญี่ปุ่นในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงของผู้คน

"มันควรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคคลว่าพวกเขาต้องการผ่าตัดหรือไม่ หากรู้สึกไม่พอใจกับร่างกายของพวกเขา การบังคับให้คนผ่าตัดโดยที่พวกเขาไม่ต้องการ คือปัญหาใหญ่มาก"

ทางการญี่ปุ่นดูเหมือนจะตระหนักถึงปัญหานี้ดี โดยกระทรวงยุติธรรมของญี่ปุ่น ระบุว่า "กระทรวงยุติธรรมได้ประสานงานกับสภานิติบัญญัติของญี่ปุ่นเพื่อหารือถึงเรื่องนี้ และจะรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อหารือเพิ่มเติมว่าจะมีการทบทวนข้อกำหนดเรื่องการเปลี่ยนเพศสถานะหรือไม่ โดยยึดตามการหารือในสภานิติบัญญัติ"

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีรายงานเรื่องการบังคับขู่เข็ญให้ทำหมัน หรือการทำหมันโดยไม่สมัครใจในอย่างน้อย 38 ประเทศทั่วโลก โดยผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยในสังคม เช่นบุคคลข้ามเพศเป็นกลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อของ "การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง" ในลักษณะนี้มากที่สุด

โดยในหลายประเทศมีกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ต้องการเปลี่ยนเพศสถานะต้องผ่านการทำหมันเสียก่อน ในขณะที่ผู้หญิงบางคนอ้างว่า พวกเธอถูกจับทำหมันโดยไม่สมัครใจขณะคลอดลูก องค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้ยุติการบังคับทำหมันและขอให้รัฐบาลต่าง ๆ ดำเนินคดีผู้ที่กระทำการเหล่านี้