“อ้วนกว่าช้าง” ไม่ใช่คำพูดเกินจริง พบคนปกติมีสัดส่วนไขมันสูงกว่าช้างเอเชีย

ที่มาของภาพ, COLUMBUS ZOO & AQUARIUM
วิธีการหนึ่งที่จะบอกได้ว่าคนหรือสัตว์ "อ้วน" แค่ไหนนั้น สามารถใช้สัดส่วนของไขมันในร่างกายเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าใครอ้วนมากน้อยกว่ากัน แต่เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์นี้แล้ว มนุษย์ปกติทั่วไปก็อาจอ้วนเสียยิ่งกว่าช้างบางสายพันธุ์ได้
ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันนำโดยดร. ดาเนียลลา ชูซิด จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา ค้นพบข้อเท็จจริงที่แสนประหลาดนี้โดยบังเอิญ ระหว่างการทดลองประเมินสุขภาพของช้างเอเชียที่ถูกนำมาเลี้ยงในสถานที่จำกัดขอบเขต เช่นสวนสัตว์หรือศูนย์ดูแลช้างต่าง ๆ
เดิมทีบรรดานักวิจัยคาดว่า ช้างซึ่งถูกเลี้ยงในที่แคบอาจมีสุขภาพไม่สู้ดีนัก เพราะมีอาหารให้กินอย่างเหลือเฟือและไม่ได้ออกกำลังกายหนักเท่าช้างป่า ซึ่งก็อาจทำให้พวกมันมีปัญหาโรคอ้วนและภาวะคล้ายเบาหวานในมนุษย์ได้
มีการทดลองให้ช้างเอเชีย 44 ตัวในสวนสัตว์หลายแห่งของภูมิภาคอเมริกาเหนือ สวมสายรัดข้อเท้าที่เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดกิจกรรมความเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของร่างกาย เหมือนกับที่ผู้คนนิยมสวมใส่ขณะวิ่งหรือออกกำลังด้วยวิธีต่าง ๆ
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจวัดปริมาณและสัดส่วนไขมันในร่างกายของช้างด้วย โดยนักวิจัยให้พวกมันกินขนมปังก้อนที่ชุบน้ำมวลหนัก (heavy water) เข้าไป ก่อนเจาะตัวอย่างเลือดมาวิเคราะห์ ซึ่งน้ำชนิดพิเศษนี้จะช่วยให้ทราบถึงปริมาณน้ำที่แท้จริงในร่างกายของช้าง และนำข้อมูลดังกล่าวมาหักลบเพื่อหาสัดส่วนของไขมันได้
ผลปรากฏว่าช้างเอเชียที่เข้าร่วมการทดลอง ต่างมีสัดส่วนของไขมันในร่างกายต่ำกว่าที่คาดเอาไว้มาก โดยช้างพลายมีไขมันโดยเฉลี่ยเพียง 8.5% ในขณะที่ช้างพังมีไขมันอยู่ราว 10%

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตัวเลขนี้จัดว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสัดส่วนไขมันของมนุษย์ปกติทั่วไป ซึ่งอยู่ระหว่าง6% ไปจนถึง 30% ทำให้อาจจะพูดได้ว่า คนเรานั้นอ้วนเสียยิ่งกว่าช้างเอเชียหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม ผลทดสอบนี้จัดว่าเป็นข่าวดีต่อความพยายามอนุรักษ์ช้าง เนื่องจากได้พิสูจน์ว่าช้างเอเชียซึ่งถูกเลี้ยงในที่จำกัด ไม่ได้มีสุขภาพย่ำแย่ตามที่คาดกันไว้ โดยนอกจากจะมีสัดส่วนไขมันในร่างกายต่ำแล้ว พวกมันยังเดินออกกำลังไปมามากกว่าที่คาด ตั้งท้องและตกลูกได้ในอัตราปกติอีกด้วย











