สิ่งแวดล้อม : ทำไมผมยังมีหวังในการบรรเทาปัญหาโลกร้อน

Tom Heap sat in seagrass
    • Author, ทอม ฮีป
    • Role, บีบีซี เรดิโอ 4

ปี 2021 นี้ เป็นปีที่จะเกิดเรื่องราวหลายอย่างที่ช่วยทำให้โลกอนาคตมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนลดลง ผมเป็นนักข่าวที่มีประสบการณ์รายงานข่าวด้านสิ่งแวดล้อมมานาน 25 ปี แต่ผมไม่เคยเชื่อมากขนาดนี้มาก่อนว่าโลกของเราอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้

ในด้านการเมือง มีคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากสหราชอาณาจักร, สหภาพยุโรป, นายโจ ไบเดน ผู้ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ, และแม้แต่จีน

ในด้านเศรษฐกิจ การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนจะแซงหน้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรก

ส่วนในด้านของเวลานั้น ปีแห่งการฟื้นตัวช่วงหลังเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 นี้ จะมีการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ครั้งที่ 26 ในเดือน พ.ย.

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือแนวคิดต่าง ๆ และการประยุกต์ใช้สติปัญญาของมนุษย์คือวัคซีนที่จะช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผมได้สำรวจแนวคิดที่น่าสนใจ 39 เรื่อง บางเรื่องกำลังเกิดขึ้น บางเรื่องอยู่ในระหว่างการพัฒนา ผมยังได้พบกับผู้คนที่อยู่เบื้องหลังโครงการเหล่านี้ และนี่คือ 5 เรื่องที่น่าทึ่งที่สุด :

หุ่นยนต์ช่วยลดต้นทุนพลังงานลม

BladeBUG robot on a wind turbine with a man operating the device

ที่มาของภาพ, BladeBUG Limited

เบลดบั๊ก (BladeBUG) เป็นหุ่นยนต์สี่เหลี่ยมซึ่งคลานไปบนใบพัดของกังหันลมเพื่อตรวจสอบการทำงานของกังหันลม ลองนึกภาพกระเป๋าสี่เหลี่ยมใบหนึ่งที่มีขางอกออกมา 6 ขา และมีเท้าช่วยยึดเกาะ การใช้มนุษย์ดูแลกังหันลมในทะเลเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายและต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของต้นทุนตลอดอายุการใช้งานทั้งหมด

แต่โดรนจะเป็นเครื่องมือช่วยขนส่งเบลดบั๊กไปยังฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งทะเล และให้มันคลานขึ้นไปตามเสาและใบพัด ก่อนจะใช้อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณสำรวจความเสียหายหรืออะไรก็ตามแต่ที่ลดประสิทธิภาพหรืออายุการใช้งานของกังหันลมลง มันยังอาจช่วยแก้ไขข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ด้วย

ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ระบุว่า พลังงานลมนอกชายฝั่งอาจผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 18 เท่า ของความต้องการไฟฟ้าทั่วโลก ในปัจจุบัน นวัตกรรมเช่นนี้จะทำให้มันมีราคาถูกลงและประสบความสำเร็จมากขึ้น จะมีการนำเบลดบั๊กไปทดลองใช้ในเชิงพาณิชย์ในปีนี้ ก่อนจะวางจำหน่ายในปี 2022

ข้าวช่วยบรรเทาโลกร้อน

Lady holding a pot of direct seeded rice

ที่มาของภาพ, Rothamsted Research

การปลูกข้าวส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในทำนองเดียวกับการเดินทางด้วยเครื่องบิน และมีส่วนทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนประมาณ 2-3% นาข้าวเป็นเหมือนบึงขนาดใหญ่ที่ปลดปล่อยก๊าซมีเทนปริมาณมหาศาลออกมา

โรทัมสเตด รีเสิร์ช (Rothamsted Research) ในมณฑลฮาร์ตฟอร์ดเชียร์ ได้พัฒนาการปลูกข้าวด้วยวิธีหว่านแห้ง "Direct Seeded Rice" (DSR) แทนการปลูกลงในดินที่มีน้ำขัง ดังนั้นจึงใช้น้ำน้อยลง

แต่การปลูกข้าวด้วยวิธีนี้จะประสบความสำเร็จได้ต้นกล้าจะต้องแตกหน่ออย่างรวดเร็ว นักวิจัยจึงได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวด้วยการผสมสายพันธุ์ข้าวหลายชนิดที่ให้ผลผลิตสูงในปัจจุบัน และผลที่ได้ในเบื้องต้นเป็นที่น่าพอใจ

น้ำในนาข้าวจะช่วยยับยั้งวัชพืช ดังนั้นการปลูกข้าวด้วยวิธีนี้อาจต้องใช้ยากำจัดวัชพืชร่วมด้วย นักวิจัยเชื่อว่าจะมีเมล็ดที่พร้อมใช้สำหรับปลูกในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยภายในเวลา 10 ปีข้างหน้า การปลูกข้าวทั่วโลกจะทำด้วยวิธีนี้

ไม้แปรรูปช่วยลดการปล่อยคาร์บอน

Wooden house interior with large windows

ที่มาของภาพ, Getty Images

ทุก ๆ 7 วินาที ป่าไม้ยั่งยืนของยุโรปจะผลิตไม้เพียงพอสร้างบ้านสำหรับครอบครัว 4 คน 1 หลัง คาร์บอนที่ถูกดูดซับไปเพื่อทำให้ต้นไม้เจริญเติบโต จะถูกกักเก็บไว้ในรูปของบ้าน และจากนั้นก็จะมีการปลูกต้นไม้ใหม่ขึ้นมาทดแทน

สิ่งก่อสร้างจากไม้ยังช่วยลดการใช้เหล็กและคอนกรีตซึ่งส่งผลมหาศาลในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม้แปรรูป CLT (ย่อมาจาก Cross Laminated Timber) อย่างไม้อัดที่มีความหนาเป็นพิเศษสามารถใช้งานได้ในหลายพื้นที่ทั้งการทำพื้นและผนัง

รัฐบาลฝรั่งเศสได้ออกกฎ กำหนดให้การก่อสร้างอาคารสาธารณะใหม่ทุกหลัง จะต้องใช้ไม้เป็นวัสดุอย่างน้อย 50% และการแข่งขันสร้าง "ตึกระฟ้าที่ทำจากไม้" ก็กำลังเกิดขึ้น โดยผู้ชนะในตอนนี้ก็คือตึกสูง 18 ชั้นชื่อว่า Mjosa Tower ในเมืองบรุมมุนด์ดาล (Brumunddal) ของนอร์เวย์

ตึกที่สูงกว่าในลักษณะนี้ทั่วโลกกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบ แต่ในสหราชอาณาจักร การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการก่อสร้างหลังเกิดเหตุไฟไหม้อาคารเกรนเฟลล์ ทาวเวอร์ (Grenfell Tower) อาจจะทำให้มีการจำกัดการใช้ไม้ในอาคารสูง

ปล่อยสัตว์เล็มหญ้าในอาร์กติก

Musk-ox in Siberia walking on snow covered ground

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในดินแดนไซบีเรียอันห่างไกล นิกิตา ไซมอฟ เป็นผู้ดูแลอุทยานไพลสโตซีน (Pleistocene Park) ซึ่งมีวัวมัสก์, ม้าป่า และกระทิง อาศัยอยู่ สภาพที่นี่คล้ายกับจูราสสิกพาร์ก แต่มีสัตว์ที่เป็นมิตรมากกว่า

นิกิตาต้องการปกป้องดินแดนอันเยือกแข็งนี้ไม่ให้ละลายไป และปลดปล่อยคาร์บอนออกมาจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น แต่การจะบรรลุเป้าหมายนั้น เขาได้เอ่ยถึงบางสิ่งบางอย่างที่ฟังดูแล้วทำให้ประหลาดใจ "สำหรับที่นี่ ต้นไม้ทำให้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแย่ลง"

ป่าในเขตอาร์กติกเพิ่งเกิดขึ้นมาในช่วงที่มนุษย์เข้าไปรุกรานฆ่าสัตว์ที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่รวมทั้ง แมมมอธที่สูญพันธุ์ไปด้วย เพราะผืนป่ามีสีเข้มกว่าทุ่งหญ้าที่มีหิมะปกคลุม ดังนั้นจึงทำให้พลังงานแสงอาทิตย์ถูกสะท้อนกลับน้อยลง ส่งผลให้อุณหภูมิในพื้นดินสูงขึ้น

สัตว์ที่แทะเล็มหญ้ายังเหยียบย่ำหิมะจนกลายเป็นชั้นบาง ๆ ทำให้ความเย็นอากาศแทรกซึมลงสู่พื้นดิน แทนที่จะปล่อยให้หิมะที่ทับถมกันเป็นชั้นหนาทำหน้าที่เป็นฉนวนกันไว้

นิกิตาและผู้สนับสนุนหลายคนจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในโลกตะวันตก ต้องการลดจำนวนต้นไม้ทั่วพื้นที่บริเวณกว้างในเขตทุนดรา ด้วยการตัดต้นไม้และนำเอาสัตว์แทะเล็มหญ้าจำนวนมากเข้าไปอาศัยในพื้นที่

สำหรับพวกเขา การทำเช่นนี้จะช่วยพลิกฟื้นธรรมชาติ และอาจทำให้เขตอาร์กติกเย็นลงได้ ขณะนี้มีการทดลองในพื้นที่ 129.5 ตารางกิโลเมตร แต่การจะเห็นผลได้อย่างเต็มที่ เขาต้องการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นหลายพันเท่า

เพิ่มประสิทธิภาพแผงโซลาร์

Solar panel about the size of a tablet being held in a lab

ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ ระบุว่า การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์กำลังมีราคาถูกลงกว่าการผลิตไฟฟ้ารูปแบบอื่น แต่แผงโซลาร์ที่ใช้กันในปัจจุบันแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้เพียง 1 ใน 5 เท่านั้น

แสงแดดประกอบด้วยแถบสีที่เห็นกันในสายรุ้งและซิลิกอนที่พบอยู่บนแผงโซลาร์เกือบทุกแผงนั้นช่วยแปลงส่วนสีแดงของแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ดีที่สุด

แต่อ็อกซ์ฟอร์ด พีวี บริษัทที่ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร กำลังผสานซิลิกอนเข้ากับวัสดุที่เรียกว่า เพอรอฟสไกต์ (perovskite) ซึ่งเป็นแร่กึ่งตัวนำ ที่มีโครงสร้างคริสตัลของไททาเนียมแคลเซียมออกไซด์ สามารถเปลี่ยนความยาวคลื่นสีฟ้าให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ การใช้สารเคมีทั้งสองชนิดนี้อาจทำให้แผงโซลาร์มีประสิทธิภาพสูงถึง 30-40%

จะเริ่มมีการผลิตแผงโซลาร์ชนิดนี้ในปีนี้ และคาดว่า ในช่วงแรกจะเป็นการติดตั้งบนหลังคาเพื่อเพิ่มกำลังไฟฟ้าในพื้นที่ที่จำกัด