10 ปีผ่านไป อาหรับสปริงถือเป็นความสำเร็จหรือไม่
เมื่อ 10 ปีก่อน พ่อค้าขายผลไม้ชาวตูนิเซียจุดไฟเผาตัวเอง เหตุการณ์นี้เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง แต่เรื่องราวเหล่านี้ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือไม่
บางครั้ง เพียงหนึ่งการกระทำก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ เมื่อ 17 ธ.ค. 2010 โมฮาเหม็ด โบอาซีซี พ่อค้าริมถนนในตูนิเซียรายหนึ่ง จุดไฟเผาตัวเอง เขาได้จุดชนวนการปฏิวัติจากนั้นอาหรับสปริงก็เกิดขึ้น
ในอียิปต์ เกิดการชุมนุมใหญ่ที่จัตุรัสทาห์รีร์ ในกรุงไคโร เรียกร้องให้ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ลาออก
"ผมไม่มีความตั้งใจที่จะลงสมัครเลือกตั้งต่ออีกสมัย" ฮอสนี มูบารัค กล่าว
หลังการประท้วงนาน 18 วัน การครองอำนาจนาน 30 ปีของเขา ก็ยุติลง
ส่วนในลิเบีย มูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี "ภารดาผู้นำ" คือคนถัดมา
มูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี กล่าวว่า "พวกเขารักผม ประชาชนทุกคนอยู่ข้างผม พวกเขาทุกคนรักผม พวกเขาจะยอมตายเพื่อคุ้มครองผม ประชาชนของผม"
การประท้วงได้นำไปสู่การแทรกแซงของชาติตะวันตก ต่อมา กัดดาฟี ถูกสังหารขณะหลบซ่อนตัวอยู่ในท่อระบายน้ำ
การลุกฮือในซีเรีย มีความรุนแรงมากที่สุด ประชาชนมากกว่า 5 แสนคน เสียชีวิต ภาพที่ต้องสงสัยว่ามีการใช้อาวุธเคมีโจมตี สร้างความตกตะลึงให้กับชาวโลก

"เรื่องที่เรารับไม่ได้คือ ตอนที่เราเริ่มเห็นอาวุธเคมีจำนวนมากถูกเคลื่อนย้ายหรือถูกใช้งานอยู่สิ่งนั้นทำให้ผมเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ" ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ กล่าวในเวลานั้น
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับกลายเป็นรัสเซียที่เข้ามาแทรกแซงและสนับสนุนประธานาธิบดีอัสซาด
ประชาชนหลายล้านอพยพออกจากซีเรีย ยอมเสี่ยงอันตรายทุกอย่าง บางประเทศต้อนรับพวกเขา หลายประเทศไม่ต้อนรับ
มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างในรอบ 10 ปี
สุญญากาศทางการเมืองส่งผลให้กลุ่มติดอาวุธสุดโต่งแข็งแกร่งขึ้น และความขัดแย้งจากสงครามได้ทำลายเศรษฐกิจในภูมิภาค
อาหรับสปริง ถือเป็นความสำเร็จหรือไม่ สำหรับหลายคนแล้ว การเปลี่ยนแปลงยังไม่เกิดขึ้น


