ช่างภาพหญิงเสี่ยงตาย บอกเล่าเรื่องราวเหยื่อโบโกฮารามในไนจีเรียผ่านภาพถ่าย
เนลลี อาทิง ช่างภาพข่าวชาวไนจีเรีย ถ่ายทำสารคดีของเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโบโกฮารามในไนจีเรียนับตั้งแต่ปี 2014 และต้องอพยพไปตั้งถิ่นฐานในเมืองโยลา เมืองหลวงของรัฐอาดามาวา เธอเล่าเรื่องราวอันน่าเศร้าเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนผ่านภาพถ่ายของเธอ
"ในปี 2018 ฉันถ่ายทำเรื่องราวของแม่คนหนึ่งที่ยอมทิ้งลูกสาวของตัวเองไปแต่งงานกับนักรบของโบโกฮาราม เพื่อปกป้องครอบครัวของเธอ และเธอยังคงรู้สึกเสียใจมาจนถึงตอนนี้ที่ทำเช่นนั้น" เนลลีเล่า
เธอบอกว่า "ฉันคิดถึงผู้หญิงคนนี้แทบจะวันเว้นวัน ฉันนึกถึงเธอว่า 'อะไรกันนะที่ทำให้แม่คนหนึ่งยอมสูญสิ้นอิสรภาพและต้องพลัดพรากจากลูกของตัวเอง' คุณไม่อาจกังขาต่อการตัดสินใจของเธอ เพราะคุณไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเธอ"
เนลลีเป็นช่างภาพข่าวที่ถ่ายทำสารคดีความขัดแย้งและเรื่องราวที่ไม่ถูกรายงานในไนจีเรีย
"ฉันมาเยือนค่ายไอดีพี (ผู้พลัดถิ่นฐานในประเทศ) ครั้งแรกในปี 2014 ประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้ฉันได้สัมผัสถึงจิตใจอันดีงามของคนที่นี่ซึ่งให้การต้อนรับเราอย่างดีทั้งที่ไม่รู้จักเราเลย สิ่งนี้ทำให้ฉันอยากรู้จักเรื่องราวของพวกเขาให้ลึกซึ้งขึ้น" เธอเล่าถึงที่มาของการเข้ามาทำงานนี้
"ฉันเห็นบรรดาแม่ ๆ กับทารกน้อยดิ้นรนที่จะมีชีวิตรอดด้วยการอพยพหรือหนีออกมาจากบ้านของตัวเอง พวกเขามีเรื่องราวมากมาย พวกเขามีเรื่องราวที่น่าเศร้ามาบอกเล่าให้ฟัง" เนลลีกล่าว

บางคนเล่าว่า "ฉันมาจากโกวซาจนถึงอาดามาวา ฉันเดินเท้ามาตลอดทาง" บางคนเล่าว่า "ฉันนอนบนภูเขา" บางคนเล่าว่า "ไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากน้ำ" บางคนเล่าว่า "ฉันกินแต่ข้าวโพดประทังชีวิตจนมาถึงโยลาเพื่อความปลอดภัย"
เธอเริ่มระดมทุนทางออนไลน์ เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับเด็ก ๆ เหล่านี้ ซึ่งไม่มีพ่อแม่ หรือเป็นเด็กที่สูญเสียพ่อแม่
"สำหรับฉัน นี่เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ฉันจะทำได้เพื่อไม่ให้เด็ก ๆ ต้องออกจากโรงเรียน เพราะขณะนี้มีเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนแล้วกว่า 13 ล้าน"
เนลลีบอกว่าเธอส่งเสียเด็กให้ได้เรียนหนังสือแล้ว 11 คน พร้อมกับยอมรับว่านี่เป็นการเยียวยาความรู้สึกส่วนตัวของเธอ
"ตอนเป็นเด็ก ฉันเกือบจะไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะถูกครูรังแก ฉันก็เลยเข้าใจดีว่า ทุกเรื่องทำให้เด็กเลิกไปโรงเรียนได้หมด ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องความไม่สงบเพียงอย่างเดียว" เนลลีเล่าประสบการณ์วัยเด็กที่ทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกของการที่ชีวิตวัยเด็กถูกขโมยไป

ที่มาของภาพ, Nelly Ating
"สิ่งที่ยากที่สุดคือการได้ซึมซับรับรู้เรื่องราวเหล่านี้แล้วกลับบ้านมานอน โดยที่ไม่รู้ว่าช่วยพวกเขาได้อย่างไร" เธอกล่าว
เนลลีสะท้อนความรู้สึกของเธอให้ฟังว่า "ผู้คนเห็นความสำเร็จ ผู้คนรู้จักว่าฉันคือช่างภาพที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้ง แต่ฉันไม่คิดว่าคนส่วนใหญ่มองเห็นเบื้องหลังเรื่องราวนั้นหรือมองเห็นฉันในฐานะคนคนหนึ่ง ซึ่งฉันเองก็ซ่อนมันไว้ได้มาเป็นเวลานาน ฉันไม่ได้รู้สึกภูมิใจเลย แต่นั่นคือวิธีที่ฉันสามารถปกป้องครอบครัวของฉันได้ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งฉันรู้สึกว่าฉันกำลังถูกล้ำเส้น"
ความหวาดกลัวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของบาดแผลในจิตใจที่เธอต้องรับมือ มันเป็นบาดแผลในจิตใจที่เกาะกุมเธอไว้ เธอไม่รู้ว่ากำลังเป็นโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง จนกระทั่งย้ายมาอยู่ลากอส และเริ่มนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น

ที่มาของภาพ, Nelly Ating
"ฉันเริ่มไม่ติดต่อกับผู้คน เพราะคิดว่าวันหนึ่งฉันอาจจะไปทำงานในที่ห่างไกลแล้วอาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลยก็ได้ ดังนั้น ฉันไม่จำเป็นต้องสร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้คน"
เธอกล่าวต่อว่า "สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่างานของฉันมีความหมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ เด็ก ๆ ในโรงเรียนและองค์กรต่าง ๆ ที่รับอุปการะเด็กเหล่านี้เริ่มติดต่อกับชาวไนจีเรียที่พลัดถิ่น พวกเขาติดต่อฉันและถามคำถามมากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสนใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของตัวเอง"
สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ฉันตื่นมาในแต่ละวันแล้วรู้ว่า เรื่องราวของฉันกำลังสร้างผลกระทบขึ้น" เนลลีกล่าว


