You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ภาพไทม์แลปส์ 10 ปีของดวงอาทิตย์กับ 10 การค้นพบที่น่าสนใจ
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เผยแพร่ภาพดวงอาทิตย์ที่ใช้เทคนิคเร่งเวลา หรือ ไทม์แลปส์ ซึ่งบันทึกได้จากยานสังเกตการณ์สุริยพลวัต (Solar Dynamics Observatory - SDO) ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
ช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ยาน SDO บันทึกภาพของดวงอาทิตย์ไว้ได้ถึง 425 ล้านภาพ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้นำข้อมูลที่ได้มาใช้ศึกษาว่าดวงอาทิตย์ส่งผลต่อระบบสุริยะอย่างไร
ข้อมูลจากเว็บไซต์สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ระบุว่า องค์การนาซาส่งยาน SDO ขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2010 เพื่อบันทึกภาพและสังเกตการณ์ชั้นบรรยากาศ สนามแม่เหล็ก รวมทั้งพลังงานที่ปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์ และค้นพบเรื่องราวที่น่าสนใจ 10 เรื่องดังนี้
1. การลุกจ้าอันแสนประหลาด (Fantastic Flares)
ในปีแรกของการปฏิบัติภารกิจ ยาน SDO พบการลุกจ้าที่น่าประหลาดบนดวงอาทิตย์เกือบ 200 ครั้ง และ 15% ของจำนวนการลุกจ้าที่พบทั้งหมด มีการลุกจ้าชุดที่สองอยู่ในเปลวไฟเดิมตามมาหลังจากเริ่มเกิดการลุกจ้าตั้งแต่ไม่กี่นาทีจนถึงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจเกี่ยวกับปริมาณของพลังงานที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยออกมาจากการปะทุแต่ละครั้ง
2. พายุทอร์นาโดบนดวงอาทิตย์ (Solar Tornadoes)
เมื่อเดือน ก.พ. ปี 2012 ยาน SDO บันทึกภาพเปลวพลาสมาที่มีลักษณะคล้ายกับพายุทอร์นาโดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ เกิดจากสนามแม่เหล็กที่ส่งผลให้พลาสมาหมุนวนเหนือพื้นผิวดวงอาทิตย์ด้วยอัตราเร็วสูงถึง 300,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นทอร์นาโดที่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับพายุทอร์นาโดบนโลกที่หมุนด้วยอัตราเร็วเพียง 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
3. คลื่นยักษ์ (Giant Waves)
ในปี 2010 ยาน SDO เป็นยานลำแรกที่ค้นพบคลื่นยักษ์ที่เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 480,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คลื่นนี้ถูกตั้งชื่อว่า EIT ตามชื่อของอุปกรณ์ที่ตรวจวัดบนยาน ชื่อว่า Extreme ultraviolet Imaging Telescope (EIT) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าคลื่นยักษ์นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์
4. ดาวหางที่ลุกไหม้ (Combustible Comets)
หลายปีที่ผ่านมา ยาน SDO เฝ้าสังเกตดาวหาง 2 ดวงที่ชื่อว่า Lovejoy และ ISON ในเดือน ธ.ค. 2011 ดาวหาง Lovejoy โคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และสามารถทนต่อความร้อนแรงได้ ต่อมาในปี 2013 ดาวหาง ISON โคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ แต่ไม่สามารถทนความร้อนได้ จากการสำรวจนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจปฏิกิริยาที่ดวงอาทิตย์กระทำกับดาวหางมากยิ่งขึ้น
5. การไหลเวียนบนดวงอาทิตย์ (Global Circulation)
ดวงอาทิตย์ไม่ได้มีพื้นผิวที่แข็ง แต่เป็นพลาสมาความร้อนสูงที่ไหลเวียนตามการหมุนรอบตัวเอง บริเวณศูนย์สูตรมีลักษณะการไหลเวียนขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Meridional circulation การสังเกตการณ์ของ SDO เผยให้เห็นว่า การไหลเวียนนี้มีความซับซ้อนมาก และยังเชื่อมโยงกับจุดมืดบนดวงอาทิตย์ (sunspot) ด้วย ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์อธิบายได้ว่า เหตุใดบางช่วงเวลาจุดบนดวงอาทิตย์ซีกหนึ่งจึงมีจำนวนมากกว่าอีกซีกหนึ่ง
6. ทำนายอนาคต (Predicting the Future)
การปลดปล่อยมวลจากบรรยากาศชั้นโคโรนา (Coronal Mass Ejection - CME) ของดวงอาทิตย์ เป็นอันตรายต่อยานอวกาศและนักบินอวกาศ ด้วยข้อมูลที่ได้จากยาน SDO นักวิทยาศาสตร์ของนาซาจึงสามารถสร้างแบบจำลองเส้นทางของ CME เพื่อทำนายผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโลก และทำนายว่าดวงอาทิตย์จะปล่อยมวลออกมาอีกเมื่อใดได้
7. โคโรนาที่หรี่ลง (Coronal Dimmings)
นักวิทยาศาสตร์ศึกษาชั้นบรรยากาศที่ร้อนที่สุดของดวงอาทิตย์ หรือ "โคโรนา" พบว่าบางช่วงเวลา ชั้นดังกล่าวมีความสว่างน้อยลง และมีความเชื่อมโยงกับ CME นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลที่ได้จากยาน SDO มาวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อคำนวณหามวลและความเร็วของ CME ที่พุ่งมาสู่โลก และหวังว่าจะสามารถใช้ในการอธิบายสภาพอวกาศในของระบบดาวฤกษ์ดวงอื่นได้
8. การเกิดและจบลงของวัฏจักรสุริยะ (Death and Birth of a Solar Cycle)
จากการสังเกตการณ์มาหนึ่งทศวรรษ ทำให้ SDO เห็นวัฏจักร 11 ปีของดวงอาทิตย์เกือบสมบูรณ์ การสังเกตการณ์นี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการจบลงของวัฏจักรสุริยะ และการเริ่มวัฏจักรใหม่ในครั้งถัดไป
9. หลุมโคโรนา (Polar Coronal Holes)
บางช่วงเวลาพื้นผิวของดวงอาทิตย์จะดูเหมือนถูกแปะด้วยแผ่นสีดำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "หลุมโคโรนา" หลุมเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับวัฏจักร 11 ปีของดวงอาทิตย์ ในช่วง solar maximum หลุมโคโรนาจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย สำหรับหลุมที่ก่อตัวขึ้นบริเวณขั้วของดวงอาทิตย์จะเรียกว่า polar coronal hole นักวิทยาศาสตร์ใช้หลุมเหล่านี้ในการตรวจสอบว่าสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะกลับด้านเมื่อใด ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้สำคัญในการระบุจุดที่เป็น solar maximum
10. การปะทุแบบใหม่จากสนามแม่เหล็ก (New Magnetic Explosions)
การสังเกตการณ์ของยาน SDO ในช่วงท้ายของทศวรรษ คือ เดือน ธ.ค. 2019 ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์พบการปะทุของสนามแม่เหล็ก ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อน การค้นพบครั้งนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีเก่าเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงกลไกที่ทำให้ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์มีความร้อนสูง และทำนายสภาพอวกาศได้ดีขึ้น นำไปสู่ความก้าวหน้าในการทดลองเรื่องปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันและพลาสมาในห้องปฏิบัติการ