สงครามในห้องผ่าตัด
ปฏิบัติการแยกร่าง
แฝดซาฟาและมาร์วา

โดย ราเชล บูคาแนน


แฝดสยามหรือแฝดตัวติดกันนั้นขึ้นชื่อว่าหาพบได้ยากมาก ยิ่งแฝดที่ร่างกายเชื่อมต่อกันที่ศีรษะ ยิ่งหาพบได้ยากมากที่สุดในบรรดาทารกที่เกิดมามีความผิดปกติแบบต่าง ๆ

เมื่อไม่นานมานี้ บีบีซีได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของอังกฤษ ให้เข้าไปสังเกตการณ์กระบวนการรักษาและผ่าตัดแยกร่างเด็กหญิงสองพี่น้องชาวปากีสถาน ซึ่งการผ่าตัดที่ล้ำสมัยเช่นนี้ยังไม่เคยมีขึ้นที่ไหนมาก่อน

ในห้องผ่าตัดนั้นแน่นขนัดไปด้วยทีมแพทย์พยาบาลเกือบ 20 คน ซึ่งทำงานอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่นในช่วงแรก ด้วยขั้นตอนที่วางแผนและคิดคำนวณมาแล้วเป็นอย่างดี ไม่มีร่องรอยของความเครียดเกร็งในหมู่ศัลยแพทย์ มือของพวกเขาทำงานไปตามขั้นตอนอย่างเชี่ยวชาญ

แต่นี่ไม่ใช่การผ่าตัดตามปกติธรรมดา เพราะหนูน้อยซาฟาและมาร์วามีร่างกายเชื่อมติดกันที่ส่วนศีรษะ ในระหว่างการผ่าตัดร่างของทั้งสองมีผ้าคลุมปกปิดไว้ เหลือเพียงช่องที่เผยให้เห็นกะโหลกซึ่งถูกเปิดออก แพทย์กำลังผ่าตัดแยกเส้นเลือดในสมองที่เด็กทั้งสองใช้ร่วมกัน ซึ่งพันและขดอย่างยุ่งเหยิงเหมือนเขาวงกต

News image

ทันใดนั้นเอง บรรยากาศที่สงบราบรื่นภายในห้องผ่าตัดหายไปทันที เมื่อวิสัญญีแพทย์ส่งเสียงเตือนว่าหนูน้อยมาร์วามีอาการผิดปกติ เลือดจากสมองของซาฟาไม่ไหลถ่ายเทออกไปตามช่องทางที่ถูกต้อง แต่กลับไหลเข้าไปในตัวของมาร์วา ทำให้หัวใจของเธอทำงานหนักเกินกำลัง

ทีมวิสัญญีแพทย์ส่งเสียงตะโกนสั่งงาน พร้อมทั้งขานข้อมูลสัญญาณชีพต่าง ๆ ในขณะที่วิ่งวุ่นเพื่อพยายามจะแก้ไขให้อาการของมาร์วากลับมาเป็นปกติ หนึ่งในทีมแพทย์พูดขึ้นมา “ผมว่าเราต้องกระตุ้นหัวใจ”

ทุกคนเตรียมพร้อมโดยนำแผ่นรองอุปกรณ์กระตุ้นหัวใจไปติดที่หน้าอกของหนูน้อย หัวหน้าศัลยแพทย์ยกมือทั้งสองขึ้นเพื่อให้ลูกทีมได้เห็นทั่วกันและก้าวถอยหลังออกมา ทุกคนรอดูการกู้ชีพอย่างใจจดใจจ่อ หากเสียมาร์วาไปซาฟาก็อาจไม่รอดด้วยเช่นกัน

กำเนิดฝาแฝดศีรษะติดกัน

ไซนับ บีบี มีลูกมาแล้วถึง 7 คนและเธอคลอดลูกทุกคนที่บ้าน ดังนั้นเมื่อได้รู้ว่าตั้งท้องลูกแฝด เธอจึงคิดจะทำอย่างเดิมอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามผลการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ตรวจครรภ์ชี้ว่ามีความผิดปกติ แพทย์จึงแนะนำให้เธอไปคลอดที่โรงพยาบาล

ขณะนั้นถือเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของครอบครัวอย่างยิ่ง สองเดือนก่อนถึงกำหนดคลอด สามีของไซนับก็มาด่วนเสียชีวิตไปเพราะหัวใจวายกะทันหัน ผดุงครรภ์ยังบอกข่าวร้ายกับเธอว่าลูกในท้องอาจเป็นแฝดตัวติดกัน แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าร่างของเด็กจะเชื่อมต่อกันที่ตรงไหน และจะมีความยุ่งยากในการเลี้ยงดูหรือผ่าตัดรักษามากเพียงใด

Zainab Bibi

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2017 ลูกฝาแฝดของไซนับลืมตาดูโลกด้วยวิธีผ่าตัดทำคลอดทางหน้าท้อง ที่โรงพยาบาลฮายาตาบัดในเมืองเปชาวาร์ของปากีสถาน โดยโรงพยาบาลแห่งนี้ห่างจากบ้านของเธอถึง 50 กิโลเมตร

ไซนับไม่ได้เห็นหน้าลูกแฝดในทันทีหลังคลอดเพราะต้องพักฟื้น แพทย์บอกกับครอบครัวของเธอว่าทารกทั้งสองแข็งแรงดี แต่เมื่อปู่ของเด็กคือนายโมฮัมหมัด ซาดัต ฮุสเซน มาเยี่ยม โดยนำของขวัญเป็นขนมหวานตามธรรมเนียมมามอบให้พยาบาลที่ดูแลลูกสะใภ้และหลาน เขากลับได้เป็นคนแรกที่รู้ความจริงว่า หลานแฝดมีศีรษะเชื่อมติดกันหรือที่เรียกว่า craniopagus twins ซึ่งเป็นภาวะที่หาพบได้ยากที่สุดในบรรดากลุ่มอาการหายากทั้งหลาย

ปู่ของเด็กแฝดบอกว่า การได้เห็นหน้าหลานที่มีความผิดปกติ ขณะที่ยังทุกข์ใจกับการจากไปของลูกชายอยู่ด้วยนั้น ถือเป็นความรู้สึกทั้งสุขทั้งเศร้าระคนกันอย่างบอกไม่ถูก “ผมดีใจที่ได้เห็นหน้าหลาน แต่ก็คิดกังวลด้วยว่าจะทำอย่างไรกับพวกเขาดี เกิดมามีหัวติดกันแบบนี้”

หลังคลอดได้ 5 วัน ไซนับได้เห็นหน้าลูกด้วยตาตนเองเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นมีผู้นำรูปถ่ายของทารกแฝดมาให้เธอดูเพื่อให้เตรียมทำใจไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อได้เห็นรูปของลูกแล้ว เธอก็ตกหลุมรักทันที “ลูกน่ารักมาก ผมสวยและผิวก็ขาว ฉันแทบไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ลูกมีส่วนหัวติดกันเลย เพราะพวกเขาคือสิ่งประทานจากพระเจ้า”

เด็กทั้งสองได้ชื่อว่าซาฟาและมาร์วา ตามชื่อของเนินเขาสำคัญสองแห่งในนครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการแสวงบุญและประกอบพิธีฮัจญ์ของชาวมุสลิม

Safa and Marwa

หลังจากอายุครบ 1 เดือน ซาฟาและมาร์วาก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลและกลับบ้านได้ ครอบครัวของพวกเธอเห็นพ้องกันว่า ถ้ามีโอกาสและความพร้อมก็จะหาทางให้ทั้งสองรับการผ่าตัดแยกร่างออกจากกัน มีโรงพยาบาลทหารแห่งหนึ่งเสนอจะทำการผ่าตัดแยกร่างให้ แต่ก็บอกด้วยว่ามีโอกาสสูงที่แฝดคนใดคนหนึ่งจะต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่คนเป็นแม่ไม่อยากให้ลูกต้องเผชิญ

เมื่อทารกทั้งสองมีอายุได้ 3 เดือน ทางครอบครัวได้มีโอกาสติดต่อกับนายแพทย์โอเวซ จีลานี ประสาทศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ซึ่งประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเกรตออร์มอนด์สตรีต (GOSH) โรงพยาบาลเด็กชั้นนำของโลกในกรุงลอนดอน

เป็นเรื่องบังเอิญที่นายแพทย์จีลานีมีพื้นเพมาจากแคว้นแคชเมียร์ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านเกิดของฝาแฝดทั้งสอง จึงทำให้สานสัมพันธ์กับทางครอบครัวของเด็กได้ในทันที หลังจากทำการสแกนตรวจดูสมองของทารกแฝดเป็นครั้งแรกแล้ว นพ.จีลานีมั่นใจว่าจะสามารถผ่าตัดแยกส่วนศีรษะออกจากกันได้อย่างปลอดภัยแน่นอน แต่เขาอยากจะลงมือผ่าตัดก่อนที่หนูน้อยจะมีอายุครบ 12 เดือน เพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนถึงเดือนสิงหาคม ปี 2018 วีซ่าสำหรับเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรของคู่แฝดและครอบครัวได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว แต่พวกเขายังไม่มีเงินพอเป็นค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดครั้งนี้ สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ของอังกฤษไม่สามารถจะช่วยออกเงินค่ารักษาให้ได้ ส่วนนพ.จีลานีซึ่งพยายามระดมเงินบริจาคอยู่ก็ยังรวบรวมได้เพียงเล็กน้อย

ขณะนั้นเด็กหญิงทั้งสองมีอายุได้ขวบครึ่งแล้ว ซึ่งเกินกำหนดที่ทีมแพทย์คาดว่าจะผ่าตัดได้ผลดีที่สุดไปหลายเดือน และยิ่งรอจนเนิ่นช้ามากขึ้นเท่าไหร่ การผ่าตัดก็ยิ่งเสี่ยงอันตรายและเด็กมีโอกาสฟื้นตัวได้น้อยลงเท่านั้น

นพ. จีลานีรบเร้าให้ครอบครัวของซาฟาและมาร์วาเดินทางมาอังกฤษโดยเร็วที่สุด เขายังจดจำช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี “พวกเขามาถึงตอนต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งขณะนั้นเรายังมีเงินที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาแค่นิดเดียว ผมเครียดมากเพราะเด็กมาถึงที่นี่แล้ว ตอนนั้นรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของผมเอง”

ทางโรงพยาบาลจัดให้ปู่และลุงของเด็กแฝดคือนายโมฮัมหมัด อีดรีส์ เข้าพักที่อาคารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน แต่ไซนับปฏิเสธที่จะแยกจากลูก ๆ และขอนอนในห้องพักคนไข้ของหนูน้อยทั้งสองแทน

แม่ของเด็กแฝดบอกว่า แม้ลูกจะมีศีรษะเชื่อมติดกันแต่ทั้งคู่มีบุคลิกและนิสัยใจคอแตกต่างกันไปคนละทาง ซาฟานั้น “ฉลาด ร่าเริง และช่างเจรจา” ส่วนมาร์วานั้นตรงกันข้ามเพราะออกจะขี้อาย “บางทีลูกก็พูดกับตัวเอง แต่เวลาที่พวกเราพูดด้วย เธอไม่ได้ตอบกลับทุกครั้ง”

หลังจากมาถึงอังกฤษได้ไม่นาน ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นเมื่อนพ. จีลานีได้เล่าเรื่องที่ครอบครัวของเด็กแฝดขัดสนเงินทองสำหรับการผ่าตัดให้เพื่อนที่เป็นทนายความฟัง ในระหว่างที่ทั้งสองรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน เพื่อนของนพ.จีลานีได้ต่อสายโทรศัพท์ให้เขาได้คุยกับนายมูร์ตาซา ลาคานี นักธุรกิจเชื้อสายปากีสถานผู้มั่งคั่ง ซึ่งภายในไม่กี่นาทีต่อมานายลาคานีได้เสนอจ่ายค่ารักษาทั้งหมดให้กับซาฟาและมาร์วา

“เด็กแฝดมาจากปากีสถานซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ผมช่วยพวกเขา เป็นเพราะการผ่าตัดนี้จะรักษาชีวิตเด็กสองคนเอาไว้ สำหรับผมแล้วมันเป็นการตัดสินใจที่ง่ายมาก เพราะมันคือการสร้างอนาคต” นายลาคานีกล่าว

News image

หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

แฝดตัวติดกันเกิดจากไข่ที่ได้รับการผสมเพียงใบเดียว ดังนั้นฝาแฝดประเภทนี้จึงเป็นแฝดแท้ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันเสมอ ในทางการแพทย์มีคำอธิบาย 2 ทฤษฎีที่ชี้ว่าเหตุใดแฝดบางคู่จึงมีร่างกายเชื่อมติดกันได้ ซึ่งอาจเกิดจากการแบ่งเซลล์แยกเป็นตัวอ่อน 2 ตัวที่ล่าช้าเกินไป ทำให้มีอวัยวะบางส่วนแยกกันไม่ขาด หรือไม่ก็เกิดการแยกตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่บางส่วนของตัวอ่อนยังคงสัมผัสกันอยู่ ทำให้เซลล์เกิดเชื่อมประสานกันเมื่อตัวอ่อนเติบโตขึ้น

ส่วนใหญ่แฝดตัวติดกันมักจะมีอวัยวะที่เชื่อมต่อเป็นส่วนหน้าอก ท้อง หรือเชิงกราน แต่กรณีของซาฟาและมาร์วานั้นถือเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงสำหรับทีมแพทย์ เพราะพวกเธอมีศีรษะส่วนบนสุดเชื่อมต่อกัน ทำให้หันหน้ากันไปคนละทางโดยแต่ละคนไม่เคยได้เห็นหน้าแฝดของตนมาก่อน

ซาฟา และ มาร์วา

กะโหลกศีรษะของพวกเธอเหมือนกับปล่องไฟหรือท่อระบายควันที่ยืดยาวและเหยียดตรง ผลการตรวจด้วยเครื่องสแกนพบว่า ทั้งสองมีสมองแยกกันเป็นของตนเองแต่เนื้อสมองนั้นบิดเบี้ยวผิดรูป โดยสมองส่วนขวาของแต่ละคนบิดตัวตั้งสูงขึ้น 90 องศา และยื่นเข้าไปในโพรงสมองของอีกฝ่าย

รูปทรงของกะโหลกศีรษะและสมองที่ผิดปกตินี้จะต้องได้รับการแก้ไข หากเด็กแฝดต้องการจะมีรูปศีรษะที่ใกล้เคียงกับคนทั่วไป แต่สิ่งที่ทีมแพทย์เป็นกังวลมากที่สุดก็คือ การแยกเครือข่ายเส้นเลือดใหญ่น้อยในสมองที่เด็กทั้งสองใช้ร่วมกัน หากผ่าตัดแยกเส้นเลือดเหล่านี้ผิดพลาด อาจทำให้คนใดคนหนึ่งมีภาวะสมองขาดเลือดได้

ไม่มีสถิติเป็นทางการที่ชี้ว่าสามารถพบแฝดศีรษะติดกันได้บ่อยครั้งแค่ไหน แต่มีตัวเลขประมาณการหนึ่งที่ระบุว่า โอกาสพบแฝดประเภทนี้ในหมู่ทารกแรกคลอดมีอยู่ราว 1 ใน 2.5 ล้านคน และส่วนใหญ่มักมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง

ลักษณะการเชื่อมต่อที่ศีรษะของแฝดแต่ละคู่ล้วนต่างกันออกไป ทั้งมีรายงานการผ่าตัดแยกแฝดเหล่านี้มาแล้วเพียง 60 ครั้ง นับตั้งแต่มีผู้พยายามผ่าตัดแยกศีรษะที่ติดกันเป็นครั้งแรกในปี 1952 นพ. จีลานีเชื่อว่าทั่วโลกอาจมีฝาแฝดศีรษะติดกันเกิดมาถึง 6 คู่ในแต่ละปี ซึ่งเด็กพวกนี้สามารถจะเข้ารับการผ่าตัดแยกร่างจนสำเร็จได้

โรงพยาบาลเกรตออร์มอนด์สตรีตจัดเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นแนวหน้าของโลกในการผ่าตัดประเภทนี้ หนูน้อยซาฟาและมาร์วาจะเป็นแฝดศีรษะติดกันคู่ที่สามที่โรงพยาบาลแห่งนี้ผ่าตัดรักษาให้ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนกรณีที่มากที่สุดยิ่งกว่าที่ศูนย์การแพทย์อื่น ๆ ได้พบเจอมา ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลเกรตออร์มอนด์สตรีตเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า การผ่าตัดจะได้ผลดีที่สุดด้วยกระบวนการแยกผ่าตัดหลายครั้ง เพื่อปล่อยให้มีการพักฟื้นในระหว่างนั้น

นอกจากศัลยแพทย์และพยาบาลแล้ว ทีมงาน 100 คนที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดครั้งนี้ยังประกอบไปด้วยทีมวิศวกรรมชีวภาพ ผู้สร้างแบบจำลองสามมิติ และนักออกแบบโปรแกรมเสมือนจริง

นพ. โอเวซ จีลานี (ซ้าย) และศ. เดวิด ดันอะเวย์ (ขวา)

นพ. โอเวซ จีลานี (ซ้าย) และศ. เดวิด ดันอะเวย์ (ขวา)

นพ. จีลานีจะเป็นผู้นำการผ่าตัดแยกสมองและเส้นเลือด ในขณะที่ศาสตราจารย์เดวิด ดันอะเวย์ ศัลยแพทย์ตกแต่งจะเป็นผู้รับผิดชอบการสร้างกะโหลกศีรษะของเด็กทั้งสองขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดส่วนบนของกะโหลกที่เคยเป็นส่วนเชื่อมต่อกันมาก่อน


ผ่าตัดครั้งแรก

เวลา 8.00 น. ของวันที่ 15 ตุลาคม 2018 ทีมแพทย์พยาบาลเกือบ 20 คนมารวมตัวกันที่ห้องผ่าตัดหมายเลข 10 สมาชิกในทีมแต่ละคนแนะนำตัวเองพร้อมทั้งหน้าที่รับผิดชอบในครั้งนี้

“เรามีการผ่าตัดเคสเดียวในวันนี้...ซาฟากับมาร์วา เด็กสองคนแต่นับเป็นกรณีเดียว” นพ.จีลานีกล่าวกับทีมงาน

การเดินทางอันเชื่องช้ายาวนานไปสู่อิสรภาพของหนูน้อยกำลังจะเริ่มขึ้น จุดประสงค์ของการผ่าตัดครั้งแรกซึ่งเป็นหนึ่งในการผ่าตัดใหญ่สามครั้งที่ซาฟาและมาร์วาต้องเผชิญ คือการแยกเส้นเลือดในสมองที่ทั้งสองใช้ร่วมกันอยู่

Owase Jeelani addresses the team

นพ.จีลานีสรุปแผนการผ่าตัดให้ทีมงานฟังเป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนรู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะต่างก็เตรียมการสำหรับวันนี้โดยเฉพาะมาเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว ศ.ดันอะเวย์บอกว่า “เราเตรียมทุกสิ่งมาอย่างละเอียดลออ ซ้อมฝึกฝีมือซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะนี่คือช่วงเวลาของความเป็นจริงและทุกสิ่งจะต้องสมบูรณ์แบบ”

ขณะเดียวกันที่แผนกคนไข้เด็ก “ผึ้งบัมเบิลบี” หนูน้อยซาฟาและมาร์วากำลังได้รับการเตรียมพร้อมให้เข้าสู่ห้องผ่าตัด โดยมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดผ่าตัดที่เหมือนกัน แต่เด็กแฝดร้องโยเยและบิดตัวอย่างกระสับกระส่ายไปมา

Zainab comforts the twins

การผ่าตัดแยกแฝดตัวติดกันนั้นเสี่ยงอันตรายอย่างใหญ่หลวง คนใดคนหนึ่งอาจเสียชีวิตได้ระหว่างการผ่าตัด หรือรอดมาโดยสมองได้รับความเสียหาย ครอบครัวของซาฟาและมาร์วาเข้าใจดีถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ แต่ก็มีความศรัทธาเชื่อมั่นในทีมแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดเป็นอย่างดี

นพ. จีลานีบอกว่า “การใช้ชีวิตโดยมีร่างกายติดกับคู่แฝดอยู่นั้นเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเห็นได้ชัด จึงถือเป็นเหตุอันสมควรที่จะพยายามผ่าตัดแยกพวกเขาออกจากกัน ซึ่งทางครอบครัวของเด็กก็เห็นชอบด้วย”

ด้าน ศ.ดันอะเวย์ชี้แจงว่า ทีมแพทย์ได้ใคร่ครวญถึงประเด็นทางจริยธรรมของการผ่าตัดครั้งนี้มาโดยถี่ถ้วนและรอบคอบดีแล้ว “แน่นอนว่าชีวิตหลังการผ่าตัดของเด็กจะต้องดีกว่าตอนที่มีตัวติดกัน หากเราไม่มั่นใจว่ามีโอกาสสูงที่จะผ่าตัดแยกร่างได้อย่างปลอดภัย เราคงจะต้องคิดหนักว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำหรือไม่ แต่นี่ทุกคนในทีมต่างรู้สึกได้ว่า แนวโน้มที่จะผ่าตัดสำเร็จมีอยู่สูงมาก”

Zainab Bibi

เมื่อรถเข็นของเด็กแฝดมาถึงประตูห้องผ่าตัด ไซนับก้มลงจูบลูกทั้งน้ำตา เธอรู้ดีว่าช่วงเวลาหลังจากนี้จะยากลำบากสำหรับพวกเขาเพียงไร ทำให้ความรู้สึกห่วงหาอาลัยลูกเอ่อท่วมท้น พยาบาลคนหนึ่งที่ตอนนี้ไซนับรู้สึกสนิทสนมเหมือนเครือญาติเข้ามาช่วยปลอบโยน

“ฉันหวังอย่างยิ่งว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ฉันเชื่อมั่นในทีมแพทย์อย่างเต็มที่และเฝ้าภาวนาต่อพระเจ้า พระองค์จะทำให้ทุกสิ่งยิ่งใหญ่เสมอ” ไซนับกล่าว

Surgery

ภายในห้องผ่าตัด งานขั้นตอนแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยจะต้องนำกะโหลกศีรษะชิ้นใหญ่ออกถึงสามส่วน

นพ.จีลานีสวมแว่นขยายสำหรับศัลยแพทย์ ลงมือตัดผิวหนังและกระดูกของเด็กแฝดให้ขาดจากกัน โดยไล่ไปตามรอยที่ทำเครื่องหมายไว้บนกะโหลกศีรษะของซาฟาและมาร์วา ซึ่งตอนนี้ถูกโกนผมออกจนเกลี้ยง

เมื่อกะโหลกศีรษะถูกเปิดออกจนมองเห็นสมอง นพ.จีลานีถอดแว่นขยายที่สวมอยู่ออก แล้วเปลี่ยนมาใช้งานอุปกรณ์ที่ช่วยให้มองเห็นรายละเอียดได้มากขึ้นหลายเท่า ซึ่งก็คือกล้องจุลทรรศน์แบบยืนใช้งานขนาดสูง 7 ฟุต อุปกรณ์ชนิดนี้ช่วยให้ประสาทศัลยแพทย์ตรวจดูโครงสร้างขนาดเล็กของหลอดเลือดได้

Owase Jeelani looks through the microscope

หลังการผ่าตัดผ่านไปหลายชั่วโมง ในเวลา 14.30 น. นพ.จีลานีบอกกับทีมงานว่า “หลอดเลือดแดงใหญ่ที่นำเลือดจากซาฟาไปเลี้ยงสมองของมาร์วาถูกบีบกั้นไว้แล้ว ตอนนี้เรามาคอยดูกัน”

ช่วงเวลาอันตรายมาถึงในที่สุด ทุกครั้งที่เส้นเลือดถูกตัดการลำเลียง เด็กแฝดจะต้องเผชิญความเสี่ยงที่สมองจะได้รับความเสียหายหนัก แต่หลังจากผ่านไปราว 5 นาทีศัลยแพทย์ก็ประกาศว่า สมองของคู่แฝดดูเหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาน่ากลัวอะไรเกิดขึ้น และทำการผ่าตัดต่อ

กระบวนการอันยากลำบากนี้ดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วโมง โดยเส้นเลือดที่ซาฟาและมาร์วาใช้ร่วมกันค่อย ๆ ถูกบีบให้ตีบแคบ เพื่อหยุดกระแสเลือดอิ่มออกซิเจนที่ส่งจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ก่อนที่แพทย์จะเชื่อมปิดปลายหลอดเลือดนั้นลงอย่างถาวร

ในขณะเดียวกัน ทีมของศ. ดันอะเวย์ได้จัดตั้งพื้นที่ทำงานห่างออกไปจากเตียงผ่าตัดเพียงไม่กี่ฟุต โดยพวกเขาเร่งติดโครงร่างแข็งเชื่อมชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะรูปโค้งที่ตัดออกมาสามชิ้น เพื่อใช้ปรับแก้ไขรูปทรงศีรษะของคู่แฝดต่อไป โครงตาข่ายโลหะและสกรูเหล่านี้จะถอดออกได้ในการผ่าตัดครั้งหลัง ๆ

David Dunaway screws together pieces of skull

“เมื่อเด็กโตขึ้นก็จะซนและเคลื่อนไหวมากขึ้น สิ่งที่เราทำในตอนนี้ต้องแข็งแรงพอจะต้านทานแรงกดและบิดที่ศีรษะ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะการเล่นของเด็กได้” ศ. ดันอะเวย์กล่าว

หลังจากทีมแพทย์ใช้ความอดทนจัดรูปเนื้อสมองของทั้งสองให้แยกออกจากกันสำเร็จ ขั้นต่อไปคือการนำแผ่นพลาสติกอ่อนที่ใช้ทางการแพทย์มาคั่นแยกสมองของคู่แฝดไว้ เพื่อไม่ให้เคลื่อนกลับไปรวมกันอีก มีการนำระบบรอกมาช่วยเสริมแรงเพื่อป้องกันไม่ให้สมองบางส่วนขยับกลับเข้าไปในโพรงสมองของอีกคนด้วย

หลังการผ่าตัดแยกหลอดเลือดแดงใหญ่เสร็จสิ้นลงแล้ว ชิ้นส่วนกะโหลกพร้อมโครงร่างแข็งถูกติดกลับเข้าไปที่เดิม กระบวนการทั้งสิ้นใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมง ก่อนที่ซาฟาและมาร์วาจะถูกนำตัวเข้ารับการดูแลในห้องไอซียูต่อไป หลังจากนั้นเพียงสองวัน พวกเธอได้รับอนุญาตให้กลับไปยังแผนกคนไข้เด็ก “ผึ้งบัมเบิลบี” ได้ โดยทุกสิ่งดูเรียบร้อยดี

ศีรษะคู่แฝดเชื่อมต่อกัน
กะโหลกรวมตัวเป็นทรงท่อ
ตัดแบ่งกะโหลกออกสามชิ้น
สมองที่พันประสานกัน
สมองที่พันประสานกัน
News image
News image
News image
News image
News image


เทคโนโลยีระดับแนวหน้า

นพ. จีลานี และศ.ดันอะเวย์ ต่างก็มีส่วนร่วมในการผ่าตัดแยกทารกแฝดศีรษะติดกันที่โรงพยาบาลแห่งนี้เมื่อปี 2006 และปี 2011 มาแล้ว คนไข้คู่หลังสุดได้แก่เด็กหญิงริทัลและริทาจ กาบูรา ทารกวัย 11 เดือนจากประเทศซูดาน

ริทัล-ริทาจ กาบูรา

ริทัล-ริทาจ กาบูรา

ริทัล-ริทาจ กาบูรา

ศ. ดันอะเวย์บอกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาการผ่าตัดแยกฝาแฝดซาฟาและมาร์วาถือว่าเป็นกรณีที่ยากที่สุด เนื่องจากสมองมีรูปทรงบิดเบี้ยว “สองกรณีแรกที่เราเคยผ่าตัดให้นั้นไม่ยุ่งยากนักและมีโชคช่วยด้วย แต่กับแฝดคู่นี้เราประมาทไปหน่อยในเรื่องความซับซ้อนของสมองที่บิดเอียง นอกจากนี้ เด็กยังมีอายุมากกว่ากรณีที่เราเคยพบมาในอดีต ซึ่งผมถือว่านี่เป็นข่าวร้าย”

ศัลยแพทย์ทั้งสองเชื่อว่า อายุที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดแยกคู่แฝดซึ่งศีรษะเชื่อมติดกันคือช่วง 6-12 เดือน นพ.จีลานียังบอกว่า “เราสร้างความกระทบกระเทือนต่อสมองของเด็กทั้งคู่อย่างมาก ดังนั้นสมองและระบบหมุนเวียนโลหิตที่ยังมีอายุน้อยจะมีศักยภาพในการฟื้นฟูตัวเองได้ดีกว่า” ด้าน ศ. ดันอะเวย์ก็แสดงความเห็นที่ตรงกันว่า “ทุกอย่างจะง่ายขึ้นถ้าเด็กอายุยังน้อย ผิวหนังยืดขยายตัวและแผลหายได้เร็วกว่า กระดูกก็เติบโตเข้าที่ได้ดีกว่าด้วย”

ซาฟาและมาร์วามีอายุเกือบสองขวบแล้วซึ่งถือเป็นข้อเสียในการผ่าตัดครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ทีมงานของโรงพยาบาลได้เตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือพวกเธอเอาไว้แล้ว เทคโนโลยีการสร้างภาพและแบบจำลองได้ก้าวไกลไปมากในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ทีมศัลยแพทย์สามารถวางแผนการผ่าตัดในรายละเอียดได้ดีกว่าในอดีตหลายเท่า

ในห้องทำงานแคบ ๆ ที่มีจอคอมพิวเตอร์รูปโค้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าและกะโหลกศีรษะจูหลิง อ่อง ผู้นำทีมสร้างแบบจำลองสำหรับการผ่าตัดแยกร่างซาฟาและมาร์วา ได้สาธิตการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่พวกเขามีอยู่ให้ทีมงานบีบีซีได้ชม

“นี่เป็นกรณีที่พิเศษมาก ไม่เคยมีสอนกันในโรงเรียนแพทย์มาก่อน แต่ด้วยซอฟต์แวร์นี้ เราสามารถสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่เหมือนจริงขึ้นมา เพื่อศึกษากายวิภาคที่ไม่ธรรมดาของเด็กเหล่านี้และวางแผนการผ่าตัดล่วงหน้าได้” นพ. อ่องกล่าว

จอภาพฉายให้เห็นแบบจำลองสามมิติของผิวหนัง กะโหลกศีรษะ รวมทั้งสมองที่พันประสานกันของเด็กแฝดทั้งสอง โดยภาพเหล่านี้สร้างมาจากข้อมูลที่ได้จากเครื่องสแกนธรรมดา นพ.อ่องอธิบายว่า “แบบจำลองทำให้เราได้มีโอกาสทดสอบเทคนิคแบบต่าง ๆ ที่จะใช้ในการผ่าตัด และรู้ถึงส่วนที่น่าจะเป็นพื้นที่อันตรายในโครงสร้างกายวิภาคที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคู่แฝดนี้”

แบบจำลองดังกล่าวไม่ได้อยู่แต่บนจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่สามารถพิมพ์ออกมาให้จับต้องได้ผ่านเครื่องพิมพ์สามมิติอีกด้วย โดยในอีก 48 ชั่วโมงหลังการพิมพ์ นายก๊ก เหยียน ชุย เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคสามมิติของโรงพยาบาล ได้นำเอาก้อนพลาสติกอ่อนนุ่มที่ดูเหมือนไร้รูปทรงออกมา

หลังจากปาดพลาสติกส่วนเกินทิ้งและล้างทำความสะอาดแล้ว ก้อนพลาสติกนั้นก็ปรากฏเป็นรูปทรงโพรงกะโหลกและหนังหุ้มศีรษะของเด็กแฝดคนหนึ่ง แบบจำลองนี้จะช่วยให้แพทย์พิจารณาได้ว่า จะตัดแบ่งชั้นผิวหนังที่หุ้มกะโหลกศีรษะของเด็กทั้งสองอยู่อย่างไร

David Dunaway hold models of the twin's skulls

“การได้มองเห็นและเล่นกับแบบจำลองเหล่านี้ก่อนการผ่าตัด สร้างความแตกต่างอย่างมากให้กับการวางแผนงานขั้นตอนต่าง ๆ” นพ.จีลานีกล่าว “สิ่งที่เราต้องการจะทำให้สำเร็จคือทำให้สมองของเด็กไม่บิดงอ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากหากแพทย์จะนึกวาดภาพวิธีทำเอาเองในหัวเพียงอย่างเดียว”

ศ. ดันอะเวย์เสริมว่า “เราใช้เวลานั่งมองแบบจำลองพวกนี้อยู่นานมาก ทั้งยังตั้งคำถามประเภท...สมมติว่าอย่างนั้น สมมติว่าอย่างนี้...นับครั้งไม่ถ้วน”


ทีมผ่าตัดยังไปไกลกว่าการใช้แบบจำลองสามมิติอีกด้วย คราวนี้นพ.จีลานีหันมาสวมแผ่นครอบดวงตาที่ใช้ในการดำดิ่งสู่โลกเสมือนจริงหรือวีอาร์ สองมือจับแท่นบังคับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้โยกเอียงไปมาทั้งทางซ้ายและขวา ส่งเสียงพึมพำว่า “เหลือเชื่อ” อยู่ไม่ขาดปาก

นพ.จีลานีได้ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง เข้าสำรวจระบบไหลเวียนโลหิตภายในสมองของเด็กแฝดที่ประสานกันอย่างซับซ้อน “นี่คือวิถีแห่งอนาคต เราโชคดีที่มีทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญทางซอฟต์แวร์คอยช่วยเหลือ ทักษะที่พวกเขานำติดตัวมาถือเป็นความสามารถที่แพทย์ซึ่งได้รับการฝึกฝนมาอย่างเราไม่มี”

News image


การตัดสินใจอันยากยิ่ง

การผ่าตัดครั้งที่สองของซาฟาและมาร์วาเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งเดือนต่อมา ในขณะที่การผ่าตัดครั้งแรกปิดปลายหลอดเลือดแดงใหญ่ที่เชื่อมระหว่างศีรษะของทั้งสองไปแล้ว การผ่าตัดครั้งนี้จะแยกหลอดเลือดดำที่ทั้งคู่ใช้ร่วมกันในการถ่ายเทโลหิตออกจากสมอง

ในแต่ละครั้งที่เส้นเลือดนี้ถูกตัดการเชื่อมต่อ คู่แฝดมีความเสี่ยงที่คนใดคนหนึ่งจะเกิดภาวะสมองขาดเลือดได้ ยิ่งไปกว่านั้น การผ่าตัดคราวนี้ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเหมือนครั้งก่อน

Jeelani and Dunaway carry out surgery

ในขณะที่ศัลยแพทย์ถอดโครงร่างแข็งยึดกะโหลกศีรษะออก บริเวณดังกล่าวเริ่มมีเลือดไหลออกมาทันที และเนื่องจากการผ่าตัดครั้งที่แล้วทำให้ซาฟามีลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดบริเวณลำคอ เป็นเหตุให้เลือดที่ไหลจากสมองถ่ายเทไม่สะดวกและถูกส่งย้อนกลับไปที่มาร์วาอย่างต่อเนื่อง ความดันโลหิตของคู่แฝดเสียสมดุลทันที โดยคนหนึ่งมีความดันพุ่งสูงผิดปกติ ในขณะที่อีกคนหนึ่งความดันลดฮวบจนต่ำถึงขีดอันตราย

วิสัญญีแพทย์พยายามทำให้อาการของเด็กทั้งสองทรงตัว แต่อัตราการเต้นของหัวใจมาร์วากลับลดฮวบ จนทีมงานเกรงกันว่าเธอจะเสียชีวิตบนเตียงผ่าตัด

ชั่วขณะนั้นทุกคนต่างเงียบงัน แพทย์พยาบาลในห้องผ่าตัดพากันยืนนิ่ง ทุกสายตาจ้องมองไปที่จอแสดงผลบนเครื่องมือแพทย์ มีเพียงเสียงสัญญาณจากอุปกรณ์วัดการเต้นของหัวใจที่เริ่มดังถี่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดช่วงเวลาวิกฤตก็ผ่านพ้นไปโดยไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น

ทีมผ่าตัดเห็นพ้องตรงกันว่า มาร์วาเป็นฝ่ายที่มีร่างกายอ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกับแฝดอีกคนหนึ่ง จึงตัดสินใจย้ายหลอดเลือดดำเส้นสำคัญที่เคยใช้ร่วมกันไปไว้ในร่างกายของมาร์วา เพื่อที่เธอจะได้มีโอกาสรอดมากขึ้น

เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากยิ่ง เพราะนพ.จีลานีรู้ว่ามันอาจทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงกับซาฟา แม้ว่าเธอจะแข็งแรงกว่ามาร์วาก็ตาม อย่างไรก็ดี สมาชิกทีมผ่าตัดทุกคนเห็นด้วยกับเขาว่านี่เป็นวิจารณญาณที่ถูกต้องเหมาะควรแล้ว

การผ่าตัดใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 20 ชั่วโมง นพ.จีลานีรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทีและมอบหน้าที่ผลัดต่อไปให้กับ นพ. อ่อง ซึ่งทำหน้าที่ศัลยแพทย์ตกแต่งเป็นการปิดท้าย “โล่งอกไปที ช่วงหนึ่งเรานึกว่าจะต้องเสียมาร์วาไปแล้ว แต่ถ้าเด็กทั้งสองฟื้นขึ้นมาโดยมีสภาพอย่างที่เราคาดหวัง ก็จะนับว่าการผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี” นพ. จีลานีกล่าว

การผ่าตัดครั้งที่สองของซาฟาและมาร์วาเสร็จสิ้นลงในเวลา 6.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเช้าตรู่ของวันถัดมา

Safa and Marwa

ในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันเดียวกัน นพ.จีลานีโทรศัพท์จากที่บ้านไปสอบถามอาการล่าสุดของคู่แฝดที่โรงพยาบาล เขาได้รับข่าวร้ายว่าซาฟาไม่สามารถหายใจเองได้ ตามผิวหนังมีจุดช้ำด้วยจ้ำเลือดไปทั่วร่างกาย

นพ.จีลานีเล่าว่า “ผมคิดว่าซาฟาคงจะตายแล้ว ด้วยความที่อดนอนและรู้สึกเสียใจมาก ผมทรุดลงกับพื้นครัวแล้วร้องไห้ ภรรยาที่น่าสงสารของผมไม่เคยเห็นผมเป็นแบบนี้มาก่อน เธอยื่นโทรศัพท์ให้แล้วบอกให้ผมโทรหาศ. ดันอะเวย์”

“ผมทุ่มเทให้กับแฝดคู่นี้ไปมาก ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจนเหมือนแทบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว มันจึงยากกว่าที่จะจัดการกับอารมณ์ผันผวนขึ้นลงและอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ”

ศัลยแพทย์ทั้งสองกลับไปยังห้องไอซียู และตรวจดูสภาพสมองของซาฟาจากเครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกนอีกครั้ง ผลเป็นไปตามที่ทีมแพทย์เคยหวั่นเกรงกันมาก่อน โดยพบว่าซาฟามีภาวะสมองขาดเลือดในบริเวณที่ได้ย้ายหลอดเลือดดำสำคัญไปให้มาร์วา

สองวันหลังจากนั้นซาฟามีอาการอยู่ในขั้นวิกฤตโดยตลอด แม่ ลุง และปู่ของเธอเฝ้าภาวนาอยู่ข้างเตียงขอให้เธอรอดชีวิต ซึ่งในที่สุดซาฟาก็เริ่มแสดงสัญญาณของการฟื้นตัวออกมา ฝาแฝดทั้งสองเลิกใช้เครื่องช่วยหายใจและกลับมาหายใจเองได้ในที่สุด ทำให้บรรดาแพทย์พยาบาลโล่งใจไปตามกัน


อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการที่สมองขาดเลือดทำให้แขนและขาข้างซ้ายของซาฟาอ่อนแรงอยู่บ้าง เรื่องนี้ทำให้นพ.จีลานีรู้สึกผิดอย่างมาก “ช่วงเวลาสำคัญสำหรับผมจะมาถึงก็ต่อเมื่อซาฟาสามารถก้าวเดินและใช้แขนข้างซ้ายได้ตามปกติ นั่นเป็นเพราะผมรู้ดีว่า ตัวเองเป็นคนมอบความอ่อนแอนี้ให้กับเธอ มันเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก”

The twins sleep
News image
News image
News image
News image
News image

สร้างหนังศีรษะใหม่

การขึ้นรูปศีรษะทรงกลมมนให้กับแฝดทั้งสองคน โดยมีพื้นฐานจากกะโหลกทรงปล่องท่อที่เชื่อมต่อกันอยู่แต่เดิมนั้น นับว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เนื่องจากผิวหนังที่มีอยู่ไม่ใหญ่พอจะคลุมปิดส่วนบนของกะโหลกศีรษะได้ หากผ่าตัดแยกร่างทั้งสองออกจากกันไปแล้ว

ในเดือนมกราคมปี 2019 หลังการผ่าตัดครั้งล่าสุดได้ไม่กี่สัปดาห์ ทีมศัลยแพทย์ตกแต่งซึ่งประกอบด้วยศ.ดันอะเวย์และนพ.อ่อง มาตรวจดูซาฟาและมาร์วาถึงข้างเตียง พวกเขากำลังพยายามแก้ไขปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับหนังศีรษะที่มีอยู่ไม่มากพอ

สองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ทีมแพทย์ได้สอดถุงพลาสติกขนาดเล็ก 4 ชิ้นเข้าไปใต้ผิวหนังส่วนหน้าผากและด้านหลังของกะโหลกที่เชื่อมติดกัน จนมองเห็นเป็นรอยนูนขึ้นมา ถุงเหล่านี้คืออุปกรณ์ขยายเนื้อเยื่อ ซึ่งจะช่วยให้หนังศีรษะเติบโตเพิ่มพื้นที่ปกคลุมได้กว้างมากขึ้น

Safa and Marwa lie on a hospital bed

“เราจะค่อย ๆ ฉีดน้ำเกลือใส่ถุงใต้ผิวหนังนี้ เพื่อให้หนังศีรษะส่วนบนยืดขยายขึ้นทีละน้อยคล้ายกับลูกโป่งพองลม” ศ. ดันอะเวย์อธิบาย “ภายในเวลา 6 สัปดาห์ กระบวนการยืดขยายพื้นผิวน่าจะทำให้ได้พื้นที่หนังศีรษะเพิ่ม จนเพียงพอจะใช้ปกปิดกะโหลกศีรษะของเด็กทั้งสองได้”

Twins' connected heads
Empty sacks inserted
Sacks filled with saline
Extra skin growth
News image
News image
News image
News image

ศ. ดันอะเวย์ยอมรับว่า ช่วงเวลา 2-3 เดือนสุดท้ายก่อนการผ่าตัดทั้งหมดจะเสร็จสิ้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากไม่น้อย “เป็นช่วงเวลาที่ซาฟาและมาร์วาต้องสู้ศึกหนัก มีทั้งช่วงที่อาการขึ้น ๆลง ๆ มีทั้งที่เป็นไข้และติดเชื้อ หัวใจของมาร์วาต้องทำงานหนักเพื่อตัวเองและซาฟา ทำให้เธอมีปัญหาสุขภาพที่ท้าทายอยู่บ้าง แต่เด็กทั้งสองก็ยังคงไม่จากเราไปไหนและมีอาการค่อนข้างดีใช้ได้ทีเดียว”


News image

ศ.เดวิด ดันอะเวย์ ฉีดเติมน้ำเกลือเข้าไปในถุงช่วยขยายผิวหนัง

ศ.เดวิด ดันอะเวย์ ฉีดเติมน้ำเกลือเข้าไปในถุงช่วยขยายผิวหนัง

ขั้นตอนต่อไปที่รออยู่ก็คือการผ่าตัดแยกศีรษะที่ติดกัน ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่คู่แฝดทั้งสองจะได้มีโอกาสเห็นหน้าค่าตากันเสียที


ผ่าตัดแยกร่าง

วันผ่าตัดใหญ่เพื่อแยกร่างสองพี่น้องฝาแฝดมาถึงเร็วกว่ากำหนดเดิม 4 สัปดาห์ เนื่องจากหัวใจของมาร์วายังคงทำงานได้ไม่ดีนัก ทำให้ทีมแพทย์ตัดสินใจทำการผ่าตัดครั้งที่ 3 ในเดือนกุมภาพันธ์ของปี 2019 ซึ่งนับเป็นเวลา 4 เดือนหลังจากการผ่าตัดครั้งแรก

การวางแผนและตระเตรียมการอย่างมโหฬารที่มีขึ้นในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ ล้วนแต่ทำมาเพื่อการผ่าตัดครั้งที่ 3 โดยเฉพาะ

ซาฟาและมาร์วาได้ผ่านการผ่าตัดใหญ่มาแล้วสองครั้ง คิดเป็นเวลารวมแล้วถึง 35 ชั่วโมง แต่ในครั้งนี้ทีมศัลยแพทย์จะใช้เวลาทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง เพื่อแยกอวัยวะส่วนเชื่อมต่อที่ยังหลงเหลืออยู่ของคู่แฝดให้ขาดจากกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระดูก สมอง และเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมไปถึงเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (Dura) ซึ่งจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวร่างกายของทั้งสองเอาไว้ด้วยกัน

Surgery team operating to separate the twins

วินาทีที่เนื้อเยื่อเชื่อมต่อส่วนศีรษะแถบสุดท้ายถูกตัดขาด สมาชิกทีมผ่าตัดหลายคนตรงเข้ามาอุ้มเด็กทั้งสองอย่างทะนุถนอม ใช้พลาสติกพันกะโหลกศีรษะส่วนบนที่ยังเปิดอยู่เพื่อความปลอดภัย แล้วจึงแยกแต่ละคนไปยังเตียงผ่าตัดใหม่ของตนเองเพื่อขึ้นรูปกะโหลกศีรษะต่อไป

ขณะนั้นทั้งคู่ยังคงเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน แต่ร่างกายไม่ได้เชื่อมติดกันอีกต่อไปแล้ว นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของเด็กสองขวบที่ความอยู่รอดของพวกเธอไม่ต้องขึ้นอยู่กับแฝดอีกคนหนึ่ง ความสำเร็จในการผ่าตัดแยกร่างนี้ทำให้วิสัญญีแพทย์ 2 ทีมทำงานง่ายขึ้นหลายเท่า โดยสามารถแยกกันดูแลอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และสัญญาณชีพอื่น ๆ ของเด็กทั้งสองเป็นรายบุคคลได้

การผ่าตัดแยกร่างเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการในวันนี้ ขั้นตอนต่อไปคือการขึ้นรูปศีรษะทรงกลมมนแบบคนปกติให้กับทั้งคู่ โดยใช้ชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะที่มีอยู่เดิมและหนังศีรษะที่ผ่านการกระตุ้นให้ขยายตัวกว้างขึ้นมาก่อนแล้ว

ตอนนี้ทีมผ่าตัดแยกออกเป็นสองชุด โดยนพ.จีลานีและนพ.อ่องเป็นผู้นำทีมที่ดูแลมาร์วา ส่วนทีมที่นำโดยศ. ดันอะเวย์ รับผิดชอบการตกแต่งสร้างกะโหลกศีรษะให้กับซาฟาในห้องผ่าตัดที่อยู่ติดกัน

ขณะที่รอทีมงานเตรียมการผ่าตัดขั้นต่อไปอยู่นั้น นพ.จีลานี และศ. ดันอะเวย์ ออกมาจับมือแสดงความยินดีซึ่งกันและกันที่ทางเดินด้านนอก ใบหน้าของทั้งสองมีรอยยิ้มกว้างดูสดใส

ศ. ดันอะเวย์กล่าวว่า “ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความตื้นตันอย่างแท้จริง เราทำงานหนักกันมานานเพื่อให้พวกเขามีวันนี้ เราผ่านการผ่าตัดที่ยากลำบากมาหลายหน แต่ในที่สุดมันก็ได้ผล”

ด้านนพ.จีลานีกล่าวเสริมว่า “เราแยกเด็กทั้งสองออกจากกันสำเร็จแล้ว แต่ตอนนี้เราต้องสร้างกะโหลกศีรษะของพวกเธอขึ้นมาใหม่ โดยนำชิ้นส่วนกระดูกที่ถูกตัดออกประกอบกันเข้าไปอีกครั้ง”

News image

แต่การผ่าตัดจะดำเนินต่อไปไม่ได้ หากรูปทรงของสมองที่บิดเบี้ยวไม่ได้รับการแก้ไขเสียก่อน ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมาทีมแพทย์ได้ใช้วิธีเพิ่มแรงดันเบา ๆ กับเนื้อสมอง ทำให้รูปทรงของมันกลับเข้าที่แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่ในการผ่าตัดครั้งนี้สมองของเด็กแฝดจะถูกจัดรูปด้วยการดันอีกเล็กน้อย เพื่อให้ถอยเข้าไปอยู่ในโพรงกะโหลกอีกราว 2-3 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้คู่แฝดมีกระหม่อมหลังยกสูงกว่าด้านหน้านิดหน่อยหลังผ่าตัด

“ทีมซาฟา” และ “ทีมมาร์วา” ต่างเริ่มการประกอบสร้างศีรษะใหม่ โดยแบ่งชิ้นส่วนจากกะโหลกศีรษะเดิมของเด็กแฝดออกเป็นสองชุด เพื่อให้แต่ละคนมีชิ้นกระดูกปกคลุมศีรษะอย่างเพียงพอ

ศ. ดันอะเวย์ซึ่งมีประสบการณ์ด้านศัลยกรรมตกแต่งศีรษะและใบหน้ามายาวนานถึง 23 ปี เป็นผู้จัดแบ่งชิ้นส่วนกะโหลกออกเป็นสองกอง กระดูกแต่ละชิ้นต้องถูกแบ่งเป็นสองส่วนให้กับเด็กทั้งคู่เสมอ

“เราออกแบบให้กะโหลกศีรษะของซาฟาและมาร์วามีกระดูกเรียงซ้อนเหลื่อมกันเป็นสามชั้น ชั้นนอกสุดและในสุดเป็นกระดูกแข็ง แต่ตรงกลางจะเป็นกระดูกที่คล้ายกับรังผึ้งซึ่งสามารถหักแบ่งได้ กระดูกที่ว่านี้มีความหนาเพียงครึ่งหนึ่งของกระดูกธรรมดา แต่ก็ช่วยให้เราปิดคลุมศีรษะของเด็กแฝดได้เกือบทั่วทั้งหมด” ศ. ดันอะเวย์อธิบาย

หลังจากใช้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (ดูรา) ปิดคลุมเนื้อสมองให้สนิทจนของเหลวเข้าไปไม่ได้แล้ว ทีมแพทย์จึงเริ่มวางชิ้นส่วนกระดูกลงบนศีรษะแล้วเย็บด้วยไหมละลายให้ประสานเชื่อมต่อกันทีละชิ้น จนดูคล้ายกับกำลังเล่นเกมต่อจิ๊กซอว์เป็นรูปหมู่เกาะต่าง ๆ

ส่วนที่ยังเหลือเป็นช่องว่างอยู่จะถูกเติมเต็มในอีกหลายเดือนข้างหน้า เนื่องจากทีมแพทย์ได้เพาะเซลล์กระดูกเอาไว้เพื่อให้มันเจริญเติบโตขึ้นเป็นเนื้อกะโหลกศีรษะอย่างช้า ๆ ซึ่งจะทำให้ช่องว่างถูกปิดลงและเกิดเป็นกะโหลกศีรษะทรงกลมมนที่สมบูรณ์ในที่สุด

งานขั้นสุดท้ายคือการดึงและจัดหนังศีรษะให้คลุมปิดกะโหลกอย่างทั่วถึง ผิวหนังของเด็กแฝดที่ได้รับการขยายเตรียมไว้แล้วสามารถปกคลุมทั่วพื้นที่ศีรษะได้พอดิบพอดี ทำให้ศ. ดันอะเวย์ถึงกับส่ายหน้าไปมาอย่างเหลือเชื่อ พร้อมกับบอกว่า “ช่างเป็นวันที่น่าอัศจรรย์เสียจริง ๆ คุณว่าไหม ?”

กระบวนการผ่าตัดทั้งหมดซึ่งใช้เวลา 17 ชั่วโมง เสร็จสิ้นลงในเวลา 1.30 น.ของวันใหม่ ครอบครัวของซาฟาและมาร์วาซึ่งมารอฟังข่าวการผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาลทั้งวัน ต่างตรงเข้ามาหาศัลยแพทย์ผู้นำทีมผ่าตัดทั้งสองคน

นพ.จีลานีบอกกับแม่ของเด็กแฝดเป็นภาษาอูรดูว่า ลูกสาวของเธอได้รับการผ่าตัดแยกร่างสำเร็จแล้วโดยปลอดภัย ทำให้ไซนับรู้สึกยินดีและตื้นตันใจอย่างยิ่ง เธอก้มลงจูบมือของเขาและมือของศ.ดันอะเวย์เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

Zainab kisses Owase Jeelani's hand

ริทัลกับริทาจ

ระหว่างที่ซาฟาและมาร์วากำลังพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงลอนดอน นพ.จีลานีและศ.ดันอะเวย์ได้เดินทางไปยังประเทศไอร์แลนด์ เพื่อเยี่ยมเยียนเด็กหญิงริทัลและริทาจ กาบูรา สองพี่น้องฝาแฝดศีรษะติดกันที่พวกเขาได้ผ่าตัดแยกร่างให้เมื่อปี 2011 ขณะที่ทั้งสองยังมีอายุได้เพียง 11 เดือน

นายแพทย์ทั้งสองต่างตื่นเต้นที่จะได้พบหน้าหนูน้อยฝาแฝดเชื้อสายซูดาน ซึ่งปัจจุบันกำลังจะมีอายุครบ 9 ขวบในเดือนกันยายนปีนี้ โดยจะเป็นการพบกันครั้งแรกที่บ้านพักของครอบครัวกาบูราในเมืองคาวันของไอร์แลนด์

Abdel-Majeed and Enas Gaboura with their daughters Rital and Ritaj

พ่อของเด็กแฝดคือนพ.อับเดล มาจีด กาบูรา เป็นหมอประจำโรงพยาบาลท้องถิ่น ในขณะที่แม่ของพวกเธอคือนางเอนาสเคยผ่านการฝึกอบรมเป็นนักจิตวิทยาเมื่อตอนที่อยู่ในซูดาน

รูปทรงศีรษะที่ไม่สู้จะสมมาตรนักของริทัลและริทาจ เป็นหลักฐานเดียวที่ชี้ว่าทั้งสองเคยเป็นฝาแฝดศีรษะติดกันมาก่อน ในบรรดาคู่แฝดประเภทนี้ กรณีของพวกเธอถือว่าเป็นการผ่าตัดแยกร่างที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา

ริทัลและริทาจเกิดเมื่อปี 2010 ที่ประเทศซูดาน ทั้งสองมีกะโหลกศีรษะรูปท่อยาวที่ใช้ร่วมกัน แต่ต่างจากซาฟาและมาร์วาตรงที่สมองของพวกเธอนั้นไม่ได้บิดเบี้ยวผิดรูป

พ่อแม่พาริทัลและริทาจมารักษาที่โรงพยาบาลเด็กเกรตออร์มอนด์สตรีต โดยคู่แฝดมาถึงในสภาพย่ำแย่อย่างมาก หัวใจของริทัลต้องทำงานหนักจนใกล้จะล้มเหลว เพราะต้องสูบฉีดเลือดให้กับทั้งสมองของตนเองและสมองของริทาจไปพร้อมกัน หากไม่ได้รับการผ่าตัดโดยด่วน ทั้งคู่จะต้องเสียชีวิตลงอย่างแน่นอน

Rital and Ritaj

การผ่าตัดแยกร่าง 4 ขั้นตอนใช้เวลาทั้งสิ้น 3 เดือน และภายในไม่กี่สัปดาห์ร่างกายของทั้งสองก็เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นฟูตัวเองที่ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ริทัลมีภาวะความผิดปกติด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอาการออทิสติก สเปกตรัม (Autistic spectrum) และต้องไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ แต่ริทาจมีพัฒนาการปกติตามวัยและเข้าเรียนในโรงเรียนของระบบการศึกษากระแสหลัก

สองพี่น้องผูกพันกันอย่างใกล้ชิดเหนียวแน่น พ่อแม่ของพวกเธอบอกว่าริทาจนั้นเป็น “นายใหญ่” ที่พวกเขาต้องคอยขอความช่วยเหลือในเวลาที่ริทัลดื้อรั้นเอาแต่ใจ

Rital and Ritaj

พ่อของเด็กแฝดกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “ผมไม่อาจจะแสดงความรู้สึกที่มีอยู่ในใจทั้งหมดออกมาได้ ทุกวันนี้เราได้มานั่งอยู่เคียงข้างคู่แฝดที่สุขภาพแข็งแรง เหมือนกับที่ผมหวังเอาไว้ในตอนนั้น”

แม่ของเด็กทั้งสองกำลังตั้งครรภ์อีกครั้ง “ท้องนี้เป็นลูกคนเดียวนะคะ ไม่ใช่ฝาแฝด” เธอยิ้มขณะพูดติดตลก ก่อนที่จะบอกว่า “มันต่างจากตอนที่ตั้งท้องลูกแฝดมาก ๆ ครั้งก่อนฉันไม่รู้เลยว่าลูกจะคลอดออกมามีชีวิตรอดไหม”

ด้านนพ.จีลานีและศ.ดันอะเวย์ต่างก็รู้สึกยินดีและตื้นตันใจไม่แพ้กัน “การที่เราได้มาเยี่ยมเด็ก ๆ ในบ้านของพวกเธอ ได้เห็นครอบครัวลงหลักปักฐานที่นี่ ได้เห็นพวกเธอไปโรงเรียน มีความสุขกับชีวิตและพ่อแม่พี่น้อง ช่างเป็นรางวัลที่พิเศษสุดจริง ๆ เพราะมันแสดงถึงคุณค่าของการผ่าตัดที่ทำได้ยากครั้งนี้นั่นเอง” ศ. ดันอะเวย์กล่าว

ริทัลกับริทาจเป็นประจักษ์พยานชั้นดีที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การผ่าตัดแยกแฝดศีรษะติดกันในขณะที่เด็กยังอายุน้อยและมีพลังฟื้นฟูตัวเองในระดับแข็งแกร่งที่สุด จะสามารถประสบผลสำเร็จได้ดีเพียงใด แต่อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเช่นนี้มีค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่ว ซึ่งหมายความว่าแฝดศีรษะติดกันมักจะเข้ารับการรักษาได้ล่าช้า เนื่องจากติดขัดเรื่องการหาเงินค่าผ่าตัด เช่นเดียวกับกรณีของซาฟาและมาร์วา

นพ.จีลานีเอ่ยปากถึงเรื่องการผ่าตัดกับครอบครัวของพวกเธอ เมื่อทั้งสองยังมีอายุได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกนานถึง 16 เดือนกว่าจะหาผู้บริจาคที่ช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ได้ นพ.จีลานีเชื่อว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อผลการผ่าตัดไม่มากก็น้อย

“ถ้าเราได้ลงมือผ่าตัดเสียก่อนหน้านี้ ผลที่ออกมาน่าจะดีกว่ามาก ผมคาดว่าการผ่าตัดแยกร่างซาฟาและมาร์วาจะส่งผลเสียบางประการในระยะยาว เช่นอาจจะมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวและการใช้สติปัญญาก็เป็นได้” นพ.จีลานีกล่าว “แต่เรายึดถือความรู้สึกของแม่เด็กเป็นสำคัญ เธอดีใจที่เรามาได้ถึงขนาดนี้ และมองว่าลูก ๆ จะไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขได้ หากเราไม่ให้โอกาสกับพวกเขา”


เมื่อได้ทำการผ่าตัดที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ บรรดาศัลยแพทย์อย่างนพ.จีลานี มักจะมาคิดทบทวนในภายหลังว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นถูกต้องเหมาะควรแล้วหรือไม่ แต่ศ. ดันอะเวย์มองเรื่องนี้ว่า ถ้าไม่ผ่าตัดแยกร่าง เด็กทั้งสองก็จะไม่มีทางใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้เลย

“การเฝ้าดูแลให้เด็กแข็งแรงมีสุขภาพดีในสภาพที่ศีรษะเชื่อมต่อกันนั้นทำได้ยากมาก เห็นได้ชัดว่าคู่แฝดจะต้องพบอุปสรรคในการดำเนินชีวิตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ถือได้ว่าการผ่าตัดส่งผลในทางบวกสำหรับพวกเธอมากกว่า ซาฟาและมาร์วาสามารถจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้แล้วนับจากนี้”

นพ.จีลานีและศ.ดันอะเวย์ได้ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิที่มีชื่อว่า Gemini Untwined เพื่อรวบรวมข้อมูลและผลงานวิจัยเกี่ยวกับแฝดตัวติดกัน ทั้งยังเป็นช่องทางระดมเงินบริจาคสำหรับการผ่าตัดแยกร่างคู่แฝดครั้งต่อไป

ศ. ดันอะเวย์กล่าวว่า “สิ่งที่เราอยากเห็นในอนาคตก็คือ ไม่มีคู่แฝดใดต้องรอการผ่าตัดรักษาเป็นเวลานานจนเกินการณ์ ซึ่งก็จะทำให้เกิดอันตรายขึ้นอีก ส่วนหน่วยวิจัยของมูลนิธิก็จะช่วยให้เรามีข้อมูลความรู้ในเรื่องแฝดตัวติดกันมากขึ้น เพราะมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่ทราบ แม้ที่ผ่านมาเรามั่นใจว่าได้ทำการรักษามาอย่างถูกต้องแล้ว แต่เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจในเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย”


เริ่มฟื้นตัว

ในที่สุดวันที่ซาฟาและมาร์วาจะได้ออกจากโรงพยาบาลก็มาถึง นับเป็นเวลาเกือบ 5 เดือนแล้วหลังจากการผ่าตัดแยกร่างสิ้นสุดลง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาพักฟื้นที่ยาวนานและผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับเด็กหญิงทั้งสอง โดยระหว่างนั้นทั้งคู่ได้รับการปลูกถ่ายผิวหนังที่บริเวณด้านหลังของศีรษะ รวมทั้งต้องทำกายภาพบำบัดทุกวันเพื่อให้มีพัฒนาการขั้นตอนสำคัญเช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป เช่นสามารถกลิ้งตัว ลุกนั่ง และยกศีรษะตั้งขึ้นได้

แม่ของซาฟาและมาร์วาฉลองโอกาสอันพิเศษนี้ โดยสวมชุดสีแดงและสีทองสะดุดตาแบบปากีสถานให้กับลูกสาว ในขณะที่เธอกำลังสาละวนเก็บข้าวของจนเกือบจะหมดแล้วนั้น มาร์วาส่งเสียงหัวเราะคิกคักและบิดตัวไปมาบนเตียงเพราะปู่กำลังเล่นจั๊กจี้กับเธอ ส่วนซาฟาก็กำลังเล่นทำท่าเลียนแบบกับลุงอยู่ โดยทั้งคู่ผลัดกันตีกลองใบเล็กสลับกันไปมา แม้เส้นทางสู่การฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ของสองพี่น้องจะยังอีกยาวไกล แต่พวกเธอก็ก้าวหน้าไปมากและเริ่มมีความขี้เล่นซุกซนแบบเด็ก ๆ กลับคืนมาแล้ว

Safa and Marwa

เมื่อเวลาแห่งการลาจากมาถึง ไซนับและเหล่าแพทย์พยาบาลที่ได้ดูแลลูกแฝดของเธอมาเป็นเวลาถึง 11 เดือนต่างสวมกอดกันทั้งน้ำตา ศ.ดันอะเวย์และนพ.จีลานีปลีกตัวจากห้องตรวจคนไข้และห้องผ่าตัดออกมากล่าวอำลาต่อครอบครัวของเด็กแฝดได้ทันพอดิบพอดี โดยนพ.จีลานีเดินไปส่งพวกเขาที่ประตู เห็นได้ชัดว่าเขามีความผูกพันกับครอบครัวนี้มากเพียงใด ความภาคภูมิใจที่ได้เห็นเด็กทั้งสองสามารถฟื้นตัวจนออกจากโรงพยาบาลได้ ปรากฏชัดอยู่บนใบหน้าของเขา

ซาฟาและมาร์วารวมทั้งครอบครัวจะยังคงอยู่ในกรุงลอนดอนต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเข้ารับการทำกายภาพบำบัดและตรวจเช็กร่างกายเป็นระยะ ทั้งหมดมีแผนจะเดินทางกลับปากีสถานในช่วงต้นปี 2020

ขณะที่กำลังก้าวพ้นประตูโรงพยาบาลอันเป็นบ้านหลังที่สองของเธอมานานเกือบปีนั้น ไซนับกล่าวย้ำอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจผ่าตัดแยกร่างลูกแฝดของเธอเป็นเรื่องที่สมควรทำที่สุดแล้ว

“ฉันมีความสุขมาก ด้วยสิริของพระผู้เป็นเจ้า ฉันสามารถจะอุ้มลูกคนหนึ่งไว้ได้นานหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะเปลี่ยนไปอุ้มอีกคน พระเจ้าทรงตอบรับการขอพรจากพวกเรา”

เครดิต

ผู้เขียน – ราเชล บูคาแนน, เฟอร์กัส วอลช์

กราฟิก – โจแอนน์ แม็กโดนัลด์, เจอร์รี เฟลตเชอร์

วิดีโอและภาพนิ่ง – โทนี่ ฟอลล์ชอว์, จูเลียส พีค็อก, ร็อบ แมกี

ภาพประกอบเพิ่มเติม – ครอบครัวบีบี, ครอบครัวกาบูรา

ควบคุมการผลิต – เจมส์ เพอร์ซี

บรรณาธิการ – แคทริน เวสต์คอตต์