แรงงานไทยกับวินาทีเสี่ยงตายในสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์

หากไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นมาเสียก่อน อีกเพียงไม่ถึงครึ่งปี วีรวัฒน์ การุณบริรักษ์ ก็น่าจะได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ตามที่ตั้งใจ หลังจากไปนานเกือบ 3 ปี

แผนของเขาคือการได้กลับไปอยู่ที่บ้านชัยชนะ ต.เข็กน้อย ในเดือน ต.ค. 2564 เอาความรู้การเกษตรสมัยใหม่ที่ได้ติดตัวมาจากการทำงานเกษตรที่อิสราเอล ไปทำกินที่บ้าน แต่เหตุการณ์โจมตีกันระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสใกล้สถานที่พักและที่ทำงาน ได้พรากชีวิตวีรวัฒน์ไปจากภรรยาและลูกสาวสองคน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2564 ยังทำให้สิขรินทร์ สงำรัมย์ ต้องจบชีวิตลงด้วยวัยอันน้อยนิดเพียง 24 ปี และยังทำให้ลูกเล็กสองคนของเขาต้องกำพร้าพ่อ

สิขรินทร์เดินทางออกจากไทยไปอิสราเอลเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 การต้องกักตัวตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 นาน 14 วัน ทำให้เขาเพิ่งเริ่มทำงานในนิคมเกษตรกรรมโอฮัดได้เพียง 3 วันเต็ม ก่อนจะกลายเป็นเหยื่อสงครามที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย

สิขรินทร์นอนหายใจรวยรินอยู่ห่างจากบังเกอร์ไปไม่กี่ก้าว ส่วนร่างที่เสียหายเพราะแรงระเบิดของวีรวัฒน์แน่นิ่งอยู่ไม่ห่างจากที่พักของเขาในนิคมเกษตรกรรมโอฮัด

นิคมเกษตรกรรมแห่งนี้อยู่ห่างจากฉนวนกาซา ไปราว 14 กม. และคนทั้งสองทำงานปลูกมะเขือเทศ และพริกแอปเปิล อยู่ที่นั่น

เวลาประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 18 พ.ค.2564 ขณะที่แรงงานไทยราว 50 คนกำลังพักกลางวันอยู่ในห้องพักและบริเวณโดยรอบจุดเกิดเหตุ ซึ่งประกอบไปด้วยที่พักของแรงงาน ห้องน้ำ ห้องครัว ได้มีเสียงระเบิดดังกึกก้องบนท้องฟ้าหนึ่งครั้ง โดยไม่มีเสียงสัญญาณเตือนภัยใด ๆ จากนั้นเสียง “ตูม” ดังสนั่น ตามมาอีกหนึ่งครั้ง

แรงงานหลายสิบคนซึ่งนั่งเล่น นอนเล่น ในจุดดังกล่าวต่างก้มหมอบ บ้างก็วิ่งเพื่อเข้าไปหลบอยู่ในสิ่งก่อสร้างคอนกรีตรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และท่อส่งน้ำคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ถูกนำมาตั้งไว้บนดินเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยหรือบังเกอร์ ขณะที่คนอื่น ๆ ซึ่งพักผ่อนอยู่ในห้องนอนต่างตื่นตกใจสุดขีด

แต่สถานที่หลบภัยของพวกเขา มีเพียงสิ่งก่อสร้างทำจากคอนกรีตรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 อัน และอุโมงค์ท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ 2 อัน

ภาพมองจากด้านหน้าท่อส่งน้ำที่ใช้หลบภัย

และนี่คือภาพด้านข้างที่แสดงให้เห็นว่ามีคนเข้าไปหลบภัยในท่อส่งน้ำได้ราว 10 คน

ภาพนี้แสดงให้เห็นด้านหน้าของบังเกอร์รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทางเข้าบังเกอร์กว้างประมาณ 1 เมตร

บังเกอร์รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้บรรจุคนให้เข้าไปเบียดกันได้ราว 9-10 คน หากพวกเขาสามารถวิ่งเข้าไปได้ทัน

ผู้เห็นเหตุการณ์และผู้รอดชีวิตหลายคนที่บีบีซีไทยคุยด้วย ยืนยันตรงกันว่าในวันที่เกิดเหตุ ไม่มีเสียงสัญญาณเตือนภัย “เซวะอะโดม” หรือ “เตือนภัยขั้นสีแดง” แต่หากจะมีเสียงเตือนภัยพวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าผู้ที่อยู่ในจุดล่อแหลมจะสามารถหลบหนีได้ทัน เพราะจะเกิดระเบิดขึ้นในเวลาเพียง 3 วินาทีหลังเสียงเตือนภัย ขณะที่การจะวิ่งไปถึงบังเกอร์แต่ละจุดต้องใช้เวลามากกว่านั้น

ขณะเกิดเหตุ สิขรินทร์ เด็กหนุ่มจากบุรีรัมย์ กำลังคุยโทรศัพท์กับ น.ส.อรทัย กองมะเริง ภรรยา ที่เมืองไทย จุดที่เขาอยู่ตอนนั้นไม่ไกลจากหน้าห้องนอนซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบังเกอร์รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า

“ได้ยินเสียงดังเหมือนระเบิด แล้วเขาก็วิ่งและหกล้ม เขาร้องให้คนช่วย แต่ก็เหมือนเขาพูดไม่ออก”   อรทัยเล่า เธอบอกว่าสิขรินทร์ พยายามวิ่งจากหน้าห้องพักเพื่อเข้าไปในบังเกอร์ ในมือยังถือโทรศัพท์และเธอก็ยังอยู่อีกปลายสายหนึ่ง ได้ยินเสียงเหตุการณ์ทุกอย่าง จากนั้นเขาก็เงียบไป

“ถ้ารถพยาบาลมาเร็วกว่านี้เขาอาจจะรอดก็ได้”
อรทัย เชื่อเช่นนั้น

จังหวะและเวลาเดียวกัน วีรวัฒน์ กำลังพักผ่อนอยู่ด้านหลังห้องครัว เสียง “ตูม” ที่ดังขึ้นครั้งแรก ทำให้เขาวิ่งจากด้านหลังห้องครัว ผ่านช่องเล็ก ๆ กว้างราว 1 เมตร ที่กั้นระหว่างห้องครัวกับห้องน้ำ เพื่อจะไปให้ถึงบังเกอร์ที่อยู่ถัดไปอีกด้าน แต่ระเบิด “ตูม” ที่สองที่ตกลงมาด้านหน้าห้องครัว ทิ้งร่องรอยเป็นหลุมขนาดใหญ่ ทำให้วีรวัฒน์นอนสิ้นใจในทันที คำบอกเล่าของสมบูรณ์ กัญญาสาย แรงงานไทยอีกคนหนึ่ง ร่างของวีรวัฒน์อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์

“ที่รู้คือมีการไลฟ์สด เห็นภาพพ่อชิ้นส่วนไม่ดีเลย”
วรารัตน์ ลูกสาวคนโตวัย 20 ปี ของวีรวัฒน์ กล่าว

สภาพที่ยับเยินของห้องน้ำและห้องครัวจากแรงระเบิด

เหตุการณ์นี้ยังทำให้แรงงานไทยคนอื่น ๆ อีก 8 คน ได้รับบาดเจ็บ ในจำนวนนี้ 2 คนมีอาการสาหัส 

กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่าการเสียชีวิตและบาดเจ็บของแรงงานไทยจากการโจมตีด้วยจรวดของกลุ่มฮามาส ถือเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

ปัจจุบันยังคงมีแรงงานไทยทำงานในอิสราเอลราว 25,000 คน โดย 4,000 คน ในจำนวนนี้ทำงานอยู่ใกล้ฉนวนกาซา จุดที่มีการสู้รบ

รายงานข่าวสืบสวนสอบสวนของบีบีซีไทยเมื่อปี 2561 พบเรื่องราวการถูกเอารัดเอาเปรียบและละเมิดสิทธิ์ของแรงงานไทยจำนวนหนึ่งในอิสราเอล ทั้งในเรื่องค่าแรงที่ต่ำกว่ากฎหมายกำหนด สภาพการทำงานไม่ตรงตามสัญญา และมีสภาพที่อยู่อาศัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

บีบีซีไทยพบในครั้งนั้นว่าในรอบ 6 ปี มีแรงงานไทยเสียชีวิตในอิสราเอลกว่า 170 คน

แรงงานไทยหลายคนบอกบีบีซีไทยว่าสภาพที่อยู่อาศัยได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้างจากเดิม บางคนต้องเคยอยู่ในสภาพซอมซ่ออย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในเวลาเดียวกันปัญหาเรื่องนายจ้างหลายคนจ่ายค่าแรงไม่ตรงตามที่กฎหมายกำหนด และคนไทยต้องต่อสู้เรียกร้องให้ได้รับเงินชดเชยเมื่อทำงานครบตามสัญญา 5 ปี ยังคงมีอยู่


ข้อมูลและเรื่อง : อิสสริยา พรายทองแย้ม

กราฟิก : อักเนีย อัซเกีย และอาร์วิน สุปรียาดี

ภาพ : บีบีซีไทย , ภาณุวัฒน์ จุกจันทร์ , ภูมิรินทร์ เจริญยิ่ง , สมบูรณ์ กัญญาสาย, เด่นศักดิ์ ปลั่นสูงเนิน และแรงงานไทยที่ทำงานในนิคมเกษตรกรรมโอฮัด ประเทศอิสราเอล

ที่มาของข้อมูล : สถานทูตไทยในอิสราเอล และแรงงานไทยที่ทำงานในนิคมเกษตรกรรมโอฮัด ประเทศอิสราเอล

เผยแพร่เมื่อ : 8 มิ.ย. 2564