เปิดประสบการณ์คนผิวดำในไทย ที่มักโดนเหยียดสีผิวเพราะ "ความไม่รู้"

ที่มาของภาพ, Getty Images
การเหยียดเชื้อชาติและสีผิวกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทย รวมถึงถูกรายงานโดยสื่อต่างชาติหลายเจ้า หลังอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พูดกลางเวทีปราศัยหาเสียง อบจ. เชียงราย เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 68 กล่าวถึงรูปลักษณ์ภายนอกและสีผิวของนางแบบเชื้อสายแอฟริกา ในลักษณะที่อาจสรุปได้ว่าคือการเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว (racist)
แม้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและบุตรสาวของนายทักษิณ ได้ออกมาย้ำว่าบิดาของตนไม่ได้มีเจตนาจะพูดจาเหยียดสีผิว แต่ รศ.ดร.จักกริช สังขมณี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยไว้ว่า คำพูดที่เป็นการเหยียดสีผิวนั้น แม้ไม่มีเจตนาหรือพูดออกมาด้วยความไม่รู้ (ignorance) ก็ยังถือว่าเข้าข่ายการเหยียดสีผิวอยู่ดี
บีบีซีไทย พูดคุยกับคนผิวดำสามคนที่มาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ถึงประสบการณ์การถูกเหยียดสีผิว ทั้งที่โดยตั้งใจและด้วยความไม่รู้ รวมถึงความคิดเห็นของพวกเขาต่อคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23
"ทำไมผิวสวยจัง ไม่เห็นดำเหมือนคนนั้นคนนี้": คำชมที่แฝงคำเหยียด
ซาร่าเจน อะเดมิดี้ อาโวเปโจ นางแบบชาวไนจีเรียวัย 25 ปี ซึ่งย้ายมาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่วัย 5 ขวบ เล่าว่าตลอดระยะเวลา 20 ปีที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย เธอได้พบกับคำพูดเหยียดในหลายลักษณะและแม้บางครั้งคำพูดเหล่านั้นจะมาในรูปแบบของคำชม แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีนัก
"ทำไมผิวสวยจัง ไม่เห็นดำเหมือนคนนั้นคนนี้ เขาจะคิดว่ามันเป็นคำชม แต่ซาร่ารู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ เพราะเหมือนเขาด่าพ่อแม่โคตรเหง้าเรา ว่าเราไม่ค่อยเหมือนเขา[พ่อแม่] เราเลยดูดี" เธอระบุ

ที่มาของภาพ, ซาร่าเจน อะเดมิดี้ อาโวเปโจ
ซาร่าบอกด้วยว่า เธอคิดว่าค่านิยมของคนไทยคือชอบสีผิวขาวมากกว่า ซึ่งอาจเห็นได้ตามโฆษณาหรือการโปรโมทต่าง ๆ ที่จะเน้นไปที่การชื่นชมคนผิวขาว ดังนั้นสำหรับเธอ การมีสีผิวที่ขาวจึงมักถูกเชื่อมโยงกับความสวย ส่วนผิวดำก็จะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม
เธอบอกด้วยว่า การที่เธอเป็นนางแบบผิวดำทำให้การทำงานในวงการบันเทิงไทยเป็นไปอย่างยากลำบาก และโอกาสสำหรับบางบทบาทมีน้อยกว่านางแบบผิวขาว
"เวลาที่เขาต้องการคาแรคเตอร์คนผิวดำ เราจะไม่ได้มีโอกาสไปเป็นนางเอก หรือว่าได้บทดี ๆ จะได้เป็นบทตลก อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับตัวตลก เหมือนว่าเราไม่ถูกให้ความสำคัญ" นางแบบชาวไนจีเรียวัย 25 ปีกล่าว
คนไทย "เหยียด" เพราะความไม่รู้
ไอคอน ทูลานี นายแบบจากซิมบับเวที่อยู่อาศัยในไทยมา 4 ปี เป็นอีกคนที่บอกว่าประสบการเหยียดสีผิวในชีวิตประจำวัน แม้การเหยียดดังกล่าวจะไม่ได้เกิดจากเจตนา
"เพราะการเสพสื่อหรือฟังเพลงที่อาจทำให้พวกเขา[คนไทย]ไม่รู้สึกอึดอัดที่จะพูดคำที่เป็นการเหยียดเชื้อชาติออกมา บางคนก็เดินเข้ามาแล้วจับเส้นผมและตัวของผมโดยที่ไม่ถามก่อน" เขาระบุ
ในโลกการทำงาน ไอคอนระบุด้วยว่าบริษัทในไทยมักขาดความเข้าใจเรื่องความแตกต่างทางด้านสีผิว โดยบริษัทหลายแห่งที่จ้างเขาไปถ่ายแบบมักจะไม่ได้แจ้งเรื่องสีผิวที่แตกต่างของเขากับช่างแต่งหน้าและช่างทำผม ทำให้เมื่อไปถึงสถานที่ถ่ายทำ เขามักไม่ได้รับการแต่งหน้าหรือทำผมก่อนถ่ายแบบ เนื่องจากทีมงานขาดอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้สำหรับคนผิวสี
นายแบบจากซัมบับเวผู้นี้ยังระบุด้วยว่า แม้คนไทยโดยทั่วไปไม่ได้มีเจตนาที่จะเหยียดคนผิวดำโดยตรง แต่พฤติกรรมหลายอย่างก็เป็นการแสดงออกถึงการเหยียดสีผิวอยู่ลึก ๆ โดยไม่รู้ตัว
"คนไทยมักวางตัวห่างเหินกับคนผิวสี หรือคนต่างชาติ เช่น บนรถไฟฟ้าพวกเขามักจะนั่งห่างจากคุณออกไป อาจจะเพราะความอายหรือความประหม่าต่อสิ่งที่แตกต่าง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
รวิตา ระย้านิล นักจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทยในประเด็นนี้ว่า "เราจะพบว่าคนเรามีการเหยียดอย่างไม่รู้ตัว เช่น อาจจะเดินเข้าไปในห้องแล้วเลือกนั่งเก้าอี้ แล้วมีความรู้สึกว่ากับคนกลุ่มหนึ่งเราสามารถนั่งใกล้ได้ แต่ไม่สามารถนั่งกับคนอีกกลุ่มได้ เกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ ซึ่งบางที่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การรู้ตัวของมนุษย์ และคนเรามักจะมีความรู้เกี่ยวกับคนต่างกลุ่มน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้การเหยียดโดยไม่รู้ตัวสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในสังคม"
รอน วีเวอร์ ชาวผิวสีสัญชาติอเมริกัน ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ทั้งในสหรัฐอเมริกาและในไทย บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาคิดว่าการเหยียดสีผิวในประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความเกลียดชังเชื้อชาติ แต่เป็นปัญหาของการขาดความรู้และความเข้าใจเสียมากกว่า แตกต่างจากในสหรัฐฯ ที่ "ผมสามารถคาดหวังได้เลยว่าจะมีคนผิวขาวที่เกลียดผมหรืออยากให้ผมเสียชีวิตเพียงเพราะว่าผมเป็นคนผิวสี"
คนไทยไม่รู้ คำว่า "นิโกร" (Nigro) มีความหมายในเชิงลบ
"แน่นอนเพราะว่าผมมีสีผิวดำ และในบางครั้งเขาก็อาจจะเรียกว่า 'นิโกร' (Nigro) ซึ่งมันคือคำเรียกทั่วไปของคนเชื้อสายแอฟริกา ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าคำ ๆ นี้ในช่วงหลังมานั้นมีความหมายแฝงในเชิงลบ" รอนเล่าประสบการณ์ที่ถูกคนไทยเรียกด้วยคำ ๆ นี้ให้ฟัง
ไอคอน ก็เล่าเช่นกันว่า เขามักถูกเรียกด้วยคำ ๆ นี้เช่นกัน โดยนี่เกิดทั้งกับคนที่รู้จักและไม่รู้จักเขา
"ไม่ใช่แค่คำว่านิโกร แต่ในหลายครั้งพวกเขามักจะพูดถึงสีผิวของผม เช่น คุณผิวสีดำเกินไป หรืออะไรในแนวนั้น"
ด้านซาร่าที่เป็นนางแบบหญิงก็เล่าว่า เธอมักจะโดนเรียกด้วยคำดังกล่าว โดยเฉพาะเวลาที่เดินทางไปต่างจังหวัด หรือเวลาพบกับคนสูงอายุที่อาจจะไม่ได้รู้ความหมายในเชิงลบของคำ ๆ นี้ ซึ่งสำหรับตัวเธอนั้น คำนี้ถือว่าเป็นคำที่รุนแรง แต่เธอก็เข้าใจว่าคนที่พูดมักจะพูดด้วยความไม่รู้เสียมากกว่า
มุมมองต่อคำพูดของอดีตนายกฯ ทักษิณ
เมื่อบีบีซีไทยถามถึงความรู้สึกต่อคำกล่าวของอดีตนายกทักษิณที่อธิบายรูปลักษณ์ของนางแบบผิวดำว่า "หมู่คนแอฟริกาดำก็ดำ แล้วก็จมูกก็แหมบ" ซาร่าบอกว่า เธอเห็นด้วยกับสิ่งที่นายทักษิณพูด เพราะเธอภูมิใจในลักษณะสีผิวและหน้าตาของคนเชื้อชาติเดียวกับเธอ

ที่มาของภาพ, พรรคเพื่อไทย
"ส่วนตัวซาร่าคิดว่ามันไม่ได้เป็นการเหยียด หมู่คนแอฟริกาคือเราผิวดำ และจมูกแหมบนั่นคือความงามของเรา เราไม่ได้มองว่านั่นคือความไม่สวย" เธอบอกด้วยว่าสังคมควรเปลี่ยนความคิดและมายาคติที่ว่าการมีผิวสีเข้มนั้นเป็นเรื่องลบ
แต่เมื่อถามคำถามเดียวกันกับไอคอน นายแบบชาวซิมบับเวเงียบไปสักพักก่อนจะตอบว่า"มันอาจจะมีความรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องได้ยินคำพูดเหล่านี้จาก(อดีต)ผู้นำของประเทศที่ผมอาศัยอยู่ แต่ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้เป็นการพูดแทนที่ถูกต้องครบถ้วนของสิ่งที่คนไทยนั้นเชื่อหรือคิด"
เขายังมองด้วยว่าคำพูดเหล่านี้เป็นแนวคิดของคนรุ่นเก่าที่อาจจะมีแนวคิดยกย่องเชิดชูคนผิวขาวเป็นใหญ่ (white supremacy) ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอของสื่อในยุคก่อน ๆ ดังนั้นความเชื่อเหล่านี้จึงถูกสืบทอดต่อมา และทำให้สังคมบางส่วนยังมีความเชื่อเหล่านี้อยู่
รศ.ดร.จักรกริช สังขมณี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อคำกล่าวของนายทักษิณกับบีบีซีไทยว่า "การมองว่าลักษณะความเป็นไทย ดีกว่า สวยกว่า งามกว่า สิ่งนี้ไม่เป็นความจริงในทางมานุษยวิทยา แต่เป็นการรังสรรค์หรือเป็นมายาคติที่เกิดขึ้นมาเองในสังคม ซึ่งแนวคิดเช่นนี้อาจสะท้อนลักษณะของการเหยียดเชื้อชาติ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
"มันอันตรายทั้งสองทาง ไม่ว่าจะโดยที่เราตั้งใจที่จะแสดงออกถึงการเหยียด หรือว่าการที่เราเหยียดโดยที่ไม่รู้ เพราะว่าทั้ง 2 แบบล้วนแล้วแต่จะนำไปสู่ความรุนแรง" อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุ
"หากคิดว่า ถ้าไม่รู้ก็ถือว่าไม่เหยียด ก็ไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ สำหรับฉันคิดว่าก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยน ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะรู้ได้ว่าฉันนี่แหละที่เป็นคนเมินเฉย (Ignorance)" ซาร่า ให้ความคิดเห็นปิดท้ายในเรื่องดังกล่าว











