ศาลเวียดนามตัดสินประหารชีวิตเศรษฐินีชื่อดัง ฐานยักยอกเงินธนาคารมูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านบาท

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตลอดวันนี้ชาวเวียดนามและสื่อมวลชนทั่วโลกต่างจับตาการพิจารณาคดีประวัติศาสตร์ที่นักธุรกิจหญิงชื่อดังอย่าง "เจือง มี ลาน" ถูกกล่าวหาว่า กระทำการฉ้อโกงหนึ่งในธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศตลอด 11 ปีที่ผ่านมา
ล่าสุดในช่วงบ่ายของวันนี้ (11 เม.ย.) ศาลประชาชนในนครโฮจิมินห์ของเวียดนามได้มีคำพิพากษาตัดสินโทษประหารชีวิตนางเจือง มี ลานแล้ว
ทั้งนี้ นางเจือง มี ลาน ถูกตั้งข้อหาจากการที่เธอยักยอกเงินกู้เป็นมูลค่ากว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 ล้านล้านบาทจากธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล
ทั้งนี้ คำตัดสินของศาลสั่งให้เธอคืนเงินที่ยักยอกไปกว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.88 แสนล้านบาทกลับคืนมา ซึ่งอัยการระบุว่า เธอคงไม่สามารถคืนเงินจำนวนดังกล่าวกลับมาได้ โดยหลายฝ่ายเชื่อว่าคำตัดสินประหารชีวิตเป็นวิธีการของศาลในการพยายามจะให้นางเจืองคืนเงินบางส่วนกลับมา
ที่มาของคดีนี้เป็นอย่างไร
นางเจือง มี ลาน มีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวเวียดนามเชื้อสายจีนและอาศัยอยู่ในนครโฮจิมินห์ หรือที่รู้จักในอดีตว่าเมืองไซ่ง่อน เธอเริ่มธุรกิจด้วยการเป็นแม่ค้าแผงลอยในตลาดแห่งหนึ่ง โดยขายเครื่องสำอางกับแม่ ต่อมาเริ่มเข้าสู่ธุรกิจซื้อขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์เรืองอำนาจและต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งรู้จักกันดีในนโยบายปฏิรูป "ดอยมอย" เมื่อปี 1986 ต่อมา เธอก็ร่ำรวยขึ้นมาและเป็นเจ้าของโรงแรมและภัตตาคารจำนวนมากได้ภายในทศวรรษที่ 1990

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้เวียดนามจะมีชื่อเสียงจากภาคการผลิตที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ชาวเวียดนามที่มั่งคั่งส่วนใหญ่หาเงินได้จากการเก็งกำไรและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ที่ดินทั้งหมดในในเวียดนามล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ การเข้าถึงกรรมสิทธิ์ดังกล่าวจึงจำเป็นต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล นั่นจึงทำให้เกิดการคอร์รัปชันอย่างแพร่หลายเมื่อเศรษฐกิจเติบโต
ต่อมาในปี 2011 นางเจือง มี ลาน กลายเป็นที่รู้จักในฐานะนักธุรกิจชื่อดังในนครโฮจิมินห์ และเธอยังได้รับอนุญาตให้ควบรวมกิจการธนาคารขนาดเล็กสามรายที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน และรวมกันกลายเป็นธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล (Saigon Commercial Bank)
ตามกฎหมายของเวียดนาม มีข้อห้ามไม่ให้บุคคลใดก็ตามถือหุ้นในธนาคารแห่งใดแห่งหนึ่งเกิน 5% แต่อัยการในคดีนี้ระบุว่า เธอมีตัวแทนถือหุ้นให้เธอในรูปแบบบริษัทเปล่า (shell companies) หลายพันราย รวมถึงบุคคลธรรมดาอื่น ๆ ที่่ถือหุ้นแทนเธอ ทำให้โดยรวมแล้ว เธอเป็นผู้ถือหุ้นในธนาคาร ไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียลมากกว่า 90%
อัยการยังกล่าวหาว่า เธอยังใช้อำนาจในการแต่งตั้งคนของตัวเองขึ้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการหลายแผนก และสั่งให้พวกเขาอนุมัติเงินกู้หลายร้อยครั้งให้กับเครือข่ายบริษัทเปล่าซึ่งเธอควบคุมอยู่ ทั้งนี้ เมื่อนับรวมยอดเงินกู้ที่เธอได้ไปจากธนาคารดังกล่าว พบว่าสูงถึง 93% ของยอดการปล่อยกู้ทั้งหมดของธนาคารแห่งนี้

ที่มาของภาพ, EPA-EFE
คดีนี้เป็นที่จับตาของสังคมเวียดนามและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นอย่างมาก จากผู้คนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก บุคคลแรกคือ นางเจือง มี ลาน ที่ถูกตั้งข้อหายักยอกเงินกู้เป็นมูลค่ากว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 ล้านล้านบาทจากธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล
ในคดีนี้ มีการเรียกตัวผู้คนที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับคดีมาให้การกว่า 2,700 คน นอกจากนี้ ยังต้องใช้อัยการระดับรัฐอีก 10 คน และนักกฎหมายอีกราว 200 คนในการไต่สวนคดี
คดีดังกล่าวยังมีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก รวมแล้วเป็นกองกล่องเอกสารทั้งหมด 104 กล่อง ซึ่งมีน้ำหนักรวมกันกว่า 6 ตัน ด้านฝ่ายจำเลยในคดีนี้ร่วมกับนางเจือง มี ลาน มีอีกทั้งสิ้น 85 คน
ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเวียดนามระบุว่า คดีนี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
"ผมคิดว่า ไม่เคยมีการพิจารณาคดีเช่นนี้ในยุค (ที่เวียดนาม) ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์และไม่เคยมีคดีใดสามารถเปรียบเทียบได้" นายเดวิด บราวน์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาผู้มีประสบการณ์อันยาวนานในเวียดนามบอกบีบีซี
คดีฉ้อโกงดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งในการกวาดล้างทุจริตครั้งสำคัญตามนโยบาย "การล้างผลาญคอร์รัปชัน" ที่นำโดยนายเหวียน ฝู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นแนวความคิดเชิงอนุรักษนิยมตามทฤษฎีการเมืองแบบมาร์กซิสต์ ที่นายเหวียน ฝู จ่อง เชื่อว่า ความไม่พึงพอใจต่อการทุจริตคอร์รัปชัน คือภัยคุกคามต่อการคงอยู่ในอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
นับตั้งแต่แคมเปญปราบปรามการทุจริตในเวียดนามเริ่มต้นขึ้นอย่างหนักเมื่อปี 2016 ก็ส่งผลให้ประธานาธิบดีสองคนและรองนายกรัฐมนตรีอีกสองคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายร้อยคนถูกตัดสินจำคุกไปแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากข้อมูลของฝ่ายอัยการระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่าสามปีนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2019 นางเจือง มี ลาน ได้สั่งให้คนขับรถของเธอไปถอนเงินสดออกมาจากธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล เป็นจำนวนกว่า 108 ล้านล้านดอง หรือราว 1.46 แสนล้านบาท เพื่อนำมาเก็บไว้ที่บริเวณชั้นล่างของบ้านพักของเธอ ทั้งนี้ เงินสดทั้งหมดที่ถูกถอนออกมา หากเป็นธนบัตรที่มีมูลค่าสูงที่สุดของเวียดนามทั้งหมด ก็ยังอาจมีน้ำหนักมากถึงสองตัน
เธอยังถูกกล่าวหาว่า กระทำการติดสินบนเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบเงินกู้ของเธออีกด้วย โดยหนึ่งในคนที่ถูกดำเนินคดีไปแล้วเป็นอดีตหัวหน้าผู้ตรวจการจากธนาคารกลางของเวียดนาม บุคคลดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ารับสินบนมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 183 ล้านบาท จากนางเจือง
คำถามที่ตามมาคือ เพราะเหตุใดนักธุรกิจหญิงรายนี้จึงสามารถเก็บงำพฤติกรรมการทุจริตดังกล่าวมาได้อย่างยาวนาน
"ผมรู้สึกงุนงงสงสัย" นายเลอ ฮง เฮียบ อาจารย์จากโครงการเวียดนามศึกษา จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof Ishak Institute) ในสิงคโปร์ กล่าวและระบุว่า "เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วในแวดวงธุรกิจว่า นางเจือง มี ลาน และกลุ่มวัน ถิงห์ ฟัต (Van Thinh Phat) ของเธอใช้ธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล เป็นกระเป๋าเงินในการกว้านซื้อพื้นที่สำหรับพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ทำเลทอง"
นักวิชาการรายนี้ยังวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า นางเจืองต้องหาเงินมาจากที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ดังนั้นการได้เงินมาจากธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และเนื่องจากมีการทำเช่นนี้มากมายในเวียดนาม จึงเป็นไปได้ที่รัฐบาล[เวียดนาม]จะมองข้ามกรณีนี้ไป เพราะมีกรณีลักษณะคล้าย ๆ กันอีกจำนวนมาก
ด้าน เดวิด บราวน์ เชื่อว่านางเจืองได้รับการปกป้องจากบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในวงการเมืองและธุรกิจในนครโฮจิมินห์ แต่เขาสังเกตเห็นว่ามีประเด็นที่สำคัญกว่าที่มีบทบาทในการพิจารณาคดีอยู่ในขณะนี้ นั่นคือความพยายามจากผู้มีอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ในการเข้ามาแทรกแซงวัฒนธรรมการทำธุรกิจอย่างเสรีในเมืองทางใต้นี้
"สิ่งที่นายเหวียน ฝู จ่อง และพันธมิตรของเขาในพรรคพยายามทำอยู่ ก็คือการกลับเข้ามาควบคุมเมืองไซ่ง่อน หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้มันหลุดพื้นจากมือของพรรคคอมมิวนิสต์ไป" นายบราวน์ ระบุ











