ตำรวจใช้ถุงดำครอบหัว “ลุงเปี๊ยก” ระหว่างสอบคดี เข้าข่ายผิดกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมาน หรือไม่

ที่มาของภาพ, HAND OUT
เป็นเวลา 1 สัปดาห์ที่ความสนใจของสังคมพุ่งเป้าไปที่การทำงานของเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ จ.สระแก้ว จากกรณีคดีฆาตกรรมนางบัวผัน ตันสุ หญิงสติไม่ดี วัย 47 ปี หรือที่ถูกกล่าวถึงในชื่อว่า “ป้าบัวผัน” หรือ “ป้ากบ” เมื่อกล้องวงจรปิดที่สื่อมวลชนหามาได้จากจุดเกิดเหตุได้เปิดเผยความจริงว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนางบัวผันเป็นกลุ่มเยาวชน 5 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 คนที่เป็นลูกตำรวจใน จ.สระแก้ว
การเปิดเผยหลักฐานดังกล่าวส่งผลให้คดีพลิกจากเดิม เพราะก่อนหน้านี้ตำรวจตั้งข้อหาและฝากขังสามีนางบัวผัน นายปัญญา คงแสนคำ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “ลุงเปี๊ยก” หลังจากเขายอมรับสารภาพว่าลงมือสังหารภรรยาด้วยความมึนเมา แต่ต่อมานายปัญญาออกมาเปิดเผยว่าแต่งเรื่องขึ้นมาเอง เนื่องจากถูกชาวบ้านมองว่าเป็นฆาตกร เขาจึงต้องการสารภาพให้เรื่องยุติลง โดยยืนยันว่าไม่ได้ถูกบังคับให้สารภาพหรือมีตำรวจคนใดแต่งเรื่องให้ตนเองพูด
เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพงานสอบสวนของตำรวจและมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามจับแพะเพื่อช่วยเหลือลูกตำรวจที่อยู่ในกลุ่มผู้ลงมือทำร้ายนางบัวผัน แต่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมายืนยันว่าไม่พบประเด็นการช่วยเหลือกันของตำรวจและขั้นตอนการสอบสวนไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
แต่ความชุลมุนของคดีนี้ยังไม่จบลงถึงแม้แน่ชัดแล้วว่าผู้ลงมือก่อเหตุเป็นใคร
ปรากฏคลิปเสียงสนทนา ใช้ถุงดำครอบหัวระหว่างสอบปากคำสามีนางบัวผัน
หลังมีการทราบข้อเท็จจริงว่าสามีของนางบัวผันไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ ปรากฏคลิปเสียงสนทนาที่อ้างว่าเป็นการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่มูลนิธิวินวินและตำรวจนายหนึ่งของ สภ.อรัญประเทศ
วันที่ 17 ม.ค. สำนักข่าวหลายแห่งรายงานข่าวเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนาดังกล่าว โดยหนึ่งในนั้นคือสำนักข่าวคมชัดลึกออนไลน์ที่ออกมาเปิดเผยคลิปเสียงความยาวประมาณ 4 นาที รายละเอียดการสนทนาบางส่วน เป็นดังนี้
นาย ก. (นามสมมติ): ไปทำอย่างนั้นทำไม อะไรอย่างนี้ บอกมันหยอกเล่น มันไม่มีอะไร แค่จับถุงดำมา หยอกคลุม ๆ เล่น อะไรอย่างนี้
นาย ข. (นามสมมติ): ไม่ ๆ แล้วไอ้ที่ล่ามโซ่ อะไรต่ออะไรอย่างนี้ มันหลายอย่างไง เขาก็เล่าให้ฟังหมด แต่เราก็รู้กันเอง แต่เราก็ไม่เอาไปพูดในที่ประชุมอะไรต่ออะไรหรอก นึกออกไหม
นาย ก.: ครับ
นาย ข.: แต่ทีนี้ก็อยาก [ให้] มันไม่ควรจะมีเรื่องนี้ไง เพราะว่าเดี๋ยวมันจะเป็นประเด็น
นาย ก.: เข้าใจพี่ เข้าใจ เพราะผมกำชับอยู่แล้ว ลูกน้องมันก็รับกับผมตรง ๆ ว่ามันทำเล่น มันไม่ได้อะไร
นาย ข.: ผมถามหน่อยว่าทางโรงพักจะมีอะไรเยียวยาแกไหม อันนี้ถามเล่น ๆ นะ ไม่ได้จำเป็นต้องทำนะ
นาย ก.: เยียวยาก็คงจะเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวก เรื่องการเดินทาง เรื่องอะไรพวกนี้แหละพี่ ดูแล้วอ่ะนะ ที่เบื้องต้นอะครับ
นาย ข.: เพราะอย่างที่บอกไงว่าเรื่องมันพลิกไปคนละเรื่องเลยไง นึกออกไหม แล้วเหมือนไอ้การชี้จุดด้วย แก (หมายถึงนายปัญญา) ก็งงว่าพาแกไปชี้อะไรวะ ไอ้พาไปชี้ตรงนั้นตรงนี้ตรงนู้น ซึ่งเราก็รู้ความจริงว่าแกไม่ได้ไปตรงนั้น หรือทำอะไรตรงนั้นไง มันก็งงไง แกก็งงว่าพาแกไปชี้ตรงนู้นตรงนี้ เป็นตุเป็นตะ ก็เลยถึงบอกว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่มีจริงเกี่ยวกับการตายของป้ากบไง
นาย ก.: อ๋อ เมื่อคืนแกพูดกับพี่อย่างนี้ใช่ไหม
นาย ข.: ใช่ ก็คุยกับแก ก็เลยถามแกตรง ๆ ว่ามันมีอะไรไหม ว่าคนอะไรมันจะไปยอมรับว่าฆ่าคนอื่นโดยไม่ได้ทำอ่ะ แล้วพูดเป็นฉาก ๆ แกก็เล่านะ ไม่ใช่แกเมาหรอก แกจำได้หมดแหละ
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบีบีซีไทยยังไม่สามารถตรวจสอบยืนยันได้อย่างชัดเจน ว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นเสียงการพูดคุยกันระหว่างเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และตำรวจจาก สภ.อรัญประเทศ ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่

ที่มาของภาพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
หลังคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาเป็นวงกว้าง เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ทางด้าน พล.ต.ต.ออมสิณ บุญญานุสนธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว ได้มีคำสั่งย้าย พ.ต.ท.พิชิต วัฒโน ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว มีผลตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค. เป็นต้นไป เนื่องจากถูกระบุว่าเป็นเจ้าของเสียงตำรวจในคลิป
พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้รายงานผลภายใน 7 วัน เพื่อตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.อรัญประเทศได้ทำหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายหรือบกพร่องต่อหน้าที่หรือไม่ โดยคณะกรรมการชุดนี้เป็นตำรวจ จ.สระแก้ว จำนวน 5 คน นำโดย พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว
ความเคลื่อนไหวล่าสุด วานนี้ (18 ม.ค.) ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว ได้ออกคำสั่งย้าย พ.ต.อ. พิสิทธิ์ ผู้กำกับ สภ.อรัญประเทศ ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว พร้อมกับแต่งตั้งให้ พ.ต.อ.เอกอนันต์ หูแก้ว รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว รักษาการแทนตำแหน่งผู้กำกับ สภ.อรัญประเทศ โดยคำสั่งมีผลทันที

ที่มาของภาพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ชี้ การกระทำตำรวจอาจละเมิดกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมาน
นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) บอกกับบีบีซีไทยว่า จากคลิปเสียงดังกล่าว อาจถือได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ละเมิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 แล้ว เพราะเป็นการทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ
“การทำให้บุคคลอยู่ในสภาพไร้อำนาจ ไม่มีสิทธิที่จะต่อรอง ไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธว่าไม่ให้นำถุงมาครอบหัว คือคนที่เขาอยู่ในสภาวะแบบนั้น เขาไม่รู้เลยว่าจะถูกกระทำอะไรต่อไป เพราะคนเราพอถูกคลุมหัวมันก็หายใจไม่ออก เพราะฉะนั้นแบบนี้ก็เข้าองค์ประกอบของนิยามการซ้อมทรมานตามกฎหมาย”
นอกจากนี้ อดีต กสม. ยังตั้งข้อสังเกตว่าทางตำรวจได้บันทึกภาพและเสียงระหว่างการควบคุมตัวนายปัญญาอยู่ตลอดหรือไม่ เนื่องจากมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้ระบุว่า ในการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกเสียงและภาพอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมตัว จนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวน หรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวไป เว้นแต่ว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถกระทำได้ ก็ให้บันทึกเหตุการณ์นั้นไว้ในบันทึกการควบคุมตัว
“ถ้าไม่มีคลิปวิดีโอ ก็ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ฯ มาตรา 22 โดยในเรื่องของการบันทึก มันมีข้อยกเว้นในกรณีที่จำเป็นว่าทำไม่ได้จริง ๆ แต่กรณีนี้ หากไม่มี [วิดีโอ] ถือว่าเป็นความผิด เพราะเป็นการควบคุมตัวในโรงพัก” นางอังคณา กล่าว
ตำรวจสอบสวนกันเอง ไม่ตรงแนวทางใน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ หรือไม่
อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังมองว่า กรณีที่ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีคลิปเสียงตำรวจ สภ.อรัญประเทศ ยอมรับว่าใช้ถุงดำครอบหัวนายปัญญานั้น ทำไมถึงเป็นการสอบสวนภายในโดยตำรวจด้วยกันเอง ในเมื่อผู้ต้องสงสัยกระทำการทรมานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทั้งที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ระบุชัดเจนว่า หากผู้ต้องสงสัยกระทำการทรมานเป็นตำรวจ ผู้สอบสวนจะต้องเป็นอัยการ ฝ่ายปกครอง หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยให้เป็นคดีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ และให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีทรมาน
“เรื่องนี้มันมีความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการบังคับให้ยอมรับสารภาพ แล้วประชาชนจะเชื่อใจได้อย่างไรว่าตำรวจจะทำงานโปร่งใส ซึ่งตาม พ.ร.บ.ฯ ระบุว่าหากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยซ้อมทรมาน ก็ต้องให้หน่วยงานอื่นที่เหลือเข้าไปตรวจสอบ”
นางอังคณาจึงถือว่ากรณีของนายปัญญาถือเป็นความท้าทายต่อกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างมาก ว่าจะสามารถบังคับใช้กฎหมายป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหายได้จริงหรือไม่ และมองว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็ชัดเจนว่าตำรวจไม่ได้เกรงกลัวต่อกฎหมายนี้
“ถามว่าตำรวจที่อรัญประเทศรู้เรื่อง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ หรือเปล่า รู้หรือเปล่าว่าเจ้าหน้าที่ทำแล้วจะมีความผิดอย่างไร แม้แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อทราบว่าเจ้าหน้าที่ของตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ต้องให้หน่วยงานอื่นมาตรวจสอบ มาสอบสวน เพื่อความโปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย” อดีต กสม. ระบุ
นายปัญญาถูกสอบสวนในสภาพจิตปกติหรือไม่
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าในกรณีที่นายปัญญาป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หรือ Alcoholism ทางพนักงานสอบสวนต้องมีขั้นตอนพิเศษสำหรับคนกลุ่มนี้หรือไม่ นางอังคณาบอกว่า หากนายปัญญาเป็นผู้มีปัญหาสุขภาพจิตหรือสุขภาพจิตบกพร่อง ก็ต้องจัดหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจให้ละเอียดว่าเขาอยู่ในสภาพพร้อมให้การหรือไม่
“หากในสภาพที่เขากำลังเมา ถามว่าจะสอบสวนได้อย่างไร ก็ต้องรอให้เขาหายเมาก่อนถึงจะสอบสวนได้ ถ้าเขาพูดวกวนฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ก็ต้องหาจิตแพทย์มาประเมินสภาพจิตใจเช่นเดียวกับกรณีเยาวชนก่อเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าพารากอน ที่ต้องประเมินก่อนว่าเด็กพร้อมให้การหรือยัง ถ้าไม่พร้อมให้การก็ต้องรอจนกว่าจะพร้อม”
นอกจากนี้ นางอังคณายังตั้งข้อสังเกตว่าทางเจ้าหน้าที่ได้เสนอหาทนายความให้กับนายปัญญาระหว่างถูกสอบสวนหรือไม่เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ
“ก็เป็นความท้าทายว่าสุดท้ายแล้วในเมื่อเรามีกฎหมาย แต่กฎหมายปฏิบัติได้จริงไหม โดยเฉพาะในกลุ่มคนเปราะบาง คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน กฎหมายจะคุ้มครองเขาได้อย่างไร” นางอังคณากล่าวทิ้งท้าย
บิ๊กโจ๊กเข้าสอบนายปัญญาอีกครั้ง
วานนี้ (18 ม.ค.) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้าเยี่ยมนายปัญญาที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงอีกครั้ง
โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าจากการสอบสวนนายปัญญานานกว่า 2 ชั่วโมง พบว่าเขามีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ระหว่างการสอบสวนมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิวินวินและเจ้าหน้าที่ พม. คอยนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่มีการกดดันหรือบีบบังคับให้นายปัญญาพูด พร้อมกับนำรูปถ่ายเจ้าหน้าที่ 10 คนมาให้นายปัญญาชี้ภาพ
พบว่า นายปัญญาชี้ภาพนายตำรวจที่พิการและใส่ขาเทียมข้างหนึ่ง พร้อมกับบอกว่าตนเองติดใจเจ้าหน้าที่คนนี้เพียงคนเดียว เพราะเป็นผู้นำถุงดำมาคลุมหัว แต่ตำรวจคนอื่น ๆ ใช้คำพูดสุภาพ ไม่ได้มีพฤติกรรมข่มขู่
ด้านรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อว่า ยังต้องสอบสวนขยายผลต่อไปว่ามีใครเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ แต่ในขณะนี้นายตำรวจที่ถูกนายปัญญาชี้ภาพยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
วันนี้ (19 ม.ค.) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการตำรวจ (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคก้าวไกล ในฐานะประธาน กมธ.สวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร จะเข้าพบและพูดคุยกับนายปัญญา เพื่อสอบถามรายละเอียดทั้งหมดเพิ่มเติม
ก่อนหน้านี้ นายชัยชนะได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า แม้ตำรวจออกมาอ้างว่าการคลุมถุงดำเป็นการกระทำเล่น ๆ ของลูกน้อง แต่ก็ฟังไม่ขึ้น เบื้องต้นจากการที่ตนเองได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็เห็นตรงกันว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายไม่มีละเว้น หากพบว่ามีตำรวจกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ









