รถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังครองตลาด ยังมีปัจจัยใดบ้างที่คนไทยกังวล

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBC Thai
แม้มีแรงหนุนจากภาครัฐในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์มาสู่รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งในแง่การดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศและมาตรการจูงใจผู้บริโภคเพื่อกระตุ้นตลาด แต่ยังมีหลายปัจจัยที่ผู้บริโภคยังกังวลต่อการใช้งาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอาจจะพัฒนาไม่ทันความต้องการ
กระแสการตื่นตัวการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หากพิจารณาจากยอดขายรถยนต์ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40 หรืองานมอเตอร์เอ็กซ์โป ที่เพิ่งปิดฉากไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 ธ.ค.) โดยยอดจองซื้อเติบโตราว 45% จากปีที่แล้ว
โดยยอดจองซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนถึง 38.4% จากทั้งหมด 53,248 คัน โดยยี่ห้อที่มียอดจองสูงสุดเป็นรถยนต์สัญชาติจีน เช่น ฉางอัน (Changan), บีวายดี (Byd) และไอออน (Aion) ขณะที่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปยังครองสัดส่วนสูง 61.6% คาดว่าเกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้บริโภคที่ยังคงคุ้นชินกับระบบ-เทคโนโลยีดั้งเดิม
หนึ่งในเสียงสะท้อนดังกล่าวมาจากนายสร้างสรรค์ ทองคำ พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่บอกกับบีบีซีไทยระหว่างการเดินชมงานมอเตอร์โชว์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เข้ามาเดินชมในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป สาเหตุสำคัญมาจากกระแสการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาประบบเดิมมาสู่รถยนต์ไฟฟ้า จึงทำให้เขาต้องการสำรวจว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอย่างไร
หวั่นจุดชาร์จไฟฟ้าไม่เพียงพอ
พนักงานบริษัทในกรุงเทพมหานครวัย 28 ปีรายนี้บอกว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่สนใจศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์และการเข้าชมงานแสดงนิทรรศการต่าง ๆ แต่เขามองว่า สำหรับตัวเขาเอง คงต้องอาศัยรถยนต์เครื่องสันดาปต่อไปอีกอย่างน้อย 10 ปี จนกว่าเขาจะมั่นใจว่า ระบบสนับสนุนและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะพร้อมมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความเห็นของเขาเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ น.ส.มิกกี้ (สงวนชื่อ-นามสกุล) วัย 28 ปี และ น.ส. หมิว (สงวนชื่อ-นามสกุล) วัย 23 ปี ที่พวกเธอมองว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พวกเธอยังไม่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ก็คือบริการหลังการขายและโครงสร้างที่รองรับการใช้งาน เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้าในต่างจังหวัด ซึ่งยังไม่ครอบคลุมมากนัก รวมทั้งเทคโนโลยีที่ทำให้การชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรีได้อย่างรวดเร็วที่ยังไม่แพร่หลาย รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับบริการหลังการขาย ในกรณีที่หัวใจสำคัญอย่างแบตเตอรีมีปัญหา
"เรายังไม่มีความมั่นใจในกรณีที่เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์หลักอย่างแบตเตอรี และการสนับสนุนกรณีต้องมีรถยนต์สำรองชั่วคราว" น.ส.มิกกี้ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทั้งนายสร้างสรรค์และหญิงสาวทั้งสองมองว่า แม้รัฐบาลจะนำเสนอมาตรการจูงใจด้วยการลดอัตราภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าลง 80% ซึ่งอาจจะสร้างแรงกระตุ้นให้คนบางส่วนตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่สำหรับพวกเขายังขอใช้เวลาอีกสักระยะในการพิจารณา
"สำหรับในช่วง 5-8 ปีนี้ ถ้าจะเปลี่ยนรถยนต์ในแง่เทคโนโลยี ผมคงจะเปลี่ยนไปเป็นรถยนต์แบบไฮบริด หรือ อี-พาวเวอร์แทน เนื่องจากโดยปกติแล้วในตลาดรถยนต์คนไทยยังนิยมรถยนต์มือสองอยู่ และความเสื่อมสมรรถนะน่าจะไม่เหมือนกับแบตเตอรี ถ้าแบตเตอรีเสื่อม ราคาขายต่อน่าจะตกกว่า" นายสร้างสรรค์กล่าว
ดีไซน์น่ารักดึงดูดใจ
ปัจจัยหนึ่งที่ให้กระแสความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าที่สร้างความแตกต่างจากรถยนต์แบบเก่าที่มีอยู่ในตลาด น่าจะเป็นเรื่องของ "การออกแบบตัวรถยนต์ หรือ ดีไซน์" ที่ดูทันสมัยเขากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
น.ส.จิตติมา พันธ์มาลี พนักงานบริษัทที่ทำงานในกรุงเทพมหานคร วัย 34 ปี ยอมรับกับบีบีซีไทยว่า กระแสความนิยมในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เธอหันมาศึกษารถยนต์ประเภทนี้อย่างจริงจังมากขึ้น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจเดินทางมาชมและศึกษารถยนต์ไฟฟ้าในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปในครั้งนี้

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBC Thai
อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า คงจะต้องใช้เวลาในการศึกษาและพิจารณาถึงความพร้อมของระบบสิ่งอำนวยความสะดวกให้มากกกว่านี้ และคาดว่ากว่าจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้จริง ๆ ก็คงในอีกอย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้า
ปัจจุบัน น.ส.จิตติมา ใช้รถยนต์ญี่ปุ่นแบบเครื่องสันดาปที่กินน้ำมันเดือนละ 4,000-5,000 บาท แม้ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง หากเทียบกับการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ปัญหาหลัก ๆ ในตอนนี้ที่ยังกังวลก็คือ สถานีชาร์จในต่างจังหวัดยังมีอยู่น้อยเกินไป แม้ว่าในช่วงนี้ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับการสนับสนุนมาตรการทางภาษีจากภาครัฐก็ตาม
"สิ่งที่น่าดึงดูดใจสำหรับฉัน หากจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ก็เห็นจะเป็นการออกแบบ การดีไซน์ที่ดูเก๋ทันสมัย น่ารัก และดูพรีเมียม" เธออธิบาย
การขยายจุดชาร์จไฟฟ้าคืบหน้าอย่างไร
ความกังวลข้างต้นของผู้บริโภค สอดคล้องกับงานวิจัยทางธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ที่สะท้อนให้เห็นว่าอัตราการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันแบบก้าวกระโดด อาจจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน อย่างจุดชาร์จไฟฟ้าสาธารณะขยายตัวไม่ทัน
ทั้งนี้ เป้าหมายการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ระบุว่าภายในปี 2568 ทั่วประเทศจะต้องมีการติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้าแบบชาร์จรวดเร็ว (Fast Charge) จำนวน 2,200-4,400 เครื่อง และเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 เครื่อง ภายในปี 2573 โดยตั้งเป้าครอบคลุมในเขตเมืองใหญ่ พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และจุดแวะพัก รวมทั้งพื้นที่ชุมชน

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินจากแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเมื่อสิ้นปี 2565 ว่า ผลพวงจากมาตรการของรัฐทั้งในส่วนเงินอุดหนุนและการลดภาษีสรรพสามิต จะส่งผลให้ยอดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเป็น 3 แสนคันภายในปี 2568 และส่งผลให้จำเป็นต้องมีจุดชาร์จไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยประเมินเบื้องต้นอาจจำเป็นต้องมีมากกว่า 19,000 จุด
เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขเป้าหมายของรัฐ เทียบกับการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำนวนจุดชาร์จไฟฟ้าและความต้องการดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างมาก
ขณะที่สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยรายงานข้อมูล ณ เดือน พ.ค. 66 ว่าในไทยมีจุดชาร์จไฟฟ้าทั้งหมด 4,628 หัวจ่าย โดยรวมทั้งแบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) และไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จากสถานีชาร์จทั้งหมด 1,482 แห่งเท่านั้น ในจำนวนจุดชาร์จไฟฟ้าดังกล่าวแบ่งเป็นแบบปกติ 2,833 หัวจ่าย ขณะที่เป็นแบบเครื่องอัดประจุแบบเร็ว (fast charge) 1,795 หัวจ่าย
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาสัดส่วนในภาพรวมของไทย สัดส่วนดังกล่าวยังอยู่ที่ 20 คันต่อ 1 จุดชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 15-16 คันต่อจุดชาร์จไฟฟ้า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่า จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าในไทยรวดเร็วเกินกว่าความสามารถในการขยายสถานีชาร์จ
ขณะที่ นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความคาดหวังของสมาคมฯ ว่า อยากให้สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าต่อสถานีชาร์จในไทยอยู่ที่ 10 คันต่อ 1 จุดชาร์จไฟฟ้า เพื่อให้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้านั้นเป็นไปอย่างสะดวกสบาย
รถยนต์ EV จีน ครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยแล้ว 80%

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBC Thai
กระแสความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่เพียงสะท้อนจากยอดจองซื้อภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปที่ผ่านมาเท่านั้น หากพิจารณาจากสถิติการจดทะเบียนรถพลังงานไฟฟ้าของกรมขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2566 พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 73,341 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 ที่มีจำนวน 14,696 คัน คิดเป็นการเติบโตจากเดิมขึ้นอีก 4 เท่า
หากพิจารณาเฉพาะช่วง 6 เดือนแรก SCB EIC ได้รวบรวมข้อมูลยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด พบว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จากจีนได้รับความนิยมสูงสุด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดราว 80% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด
ในจำนวนนั้น รถยนต์ยี่ห้อ BYD ครองอันดับ 1 ด้วยยอดขายครึ่งปีแรก 11,171 คัน คิดเป็น 35.2% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ตามมาด้วย แบรนด์ NETA 5,955 คัน (18.8%), เทสลา 5,095 คัน (16.1%), MG 4,995 คัน (15.8%) และ GWM 2,471 คัน (7.8%)








