เลือกตั้ง 2566 : มือตบ-ตีนตบ-นกหวีด-ชูสามนิ้ว ย้อนสัญลักษณ์ประท้วงนายกฯ

นกหวีด ตีนตบ ชูสามนิ้ว คือ สัญลักษณ์การต่อต้านนายกฯ ในยุคต่าง ๆ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นกหวีด ตีนตบ ชูสามนิ้ว คือ สัญลักษณ์การต่อต้านนายกฯ ในยุคต่าง ๆ
    • Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การเมืองไทยที่แบ่งขั้วชัดเจนในรอบกว่า 30 ปี ทำให้การประท้วงผู้นำรัฐบาลเมื่อออกไปพบประชาชนเป็นเรื่องที่พบเห็นได้เนือง ๆ ซึ่งวิธีการรับมือของผู้อำนวยความปลอดภัยให้ผู้นำก็ดูไม่ต่างกันมาก

27 มี.ค. 2549 ขณะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) นายกรัฐมนตรี รับประทานอาหารกลางวันที่ศูนย์อาหาร ใกล้ซอยละลายทรัพย์ ย่านสีลม หญิงคนหนึ่ง แต่งกายดี ตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า “กินลงเหรอ ไม่ต้องกินแล้ว ขายชาติ ออกไป” พร้อมเสียงเหมือนปรบมือดังเหมือนช่วยหนุนคำต่อว่า จนผู้เป็นนายกฯ ไทยในขณะนั้น อยู่ในสภาพที่สื่อมวลชนอธิบายว่า “ตกใจและอึ้ง”

เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ในเวลาต่อมา มีชายหนุ่มวัยทำงานคนหนึ่งถือผ้าโพกศีรษะกู้ชาติสีเหลืองไว้ในมือ พร้อมตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ทักษิณ ออกไป” และยังไม่ทันที่ชายคนดังกล่าวจะพูดต่อ รปภ.นายกฯ ได้แสดงความฉุนเฉียว เดินไปกระชากแขนชายคนดังกล่าวพร้อมสบถลั่นว่า “ออกพ่อมึงเหรอ” ทำให้ชายคนดังกล่าวตกใจหน้าถอดสี พร้อมเดินถอยห่างออกไป แต่ รปภ.นายกฯ ยังไม่ยอมลดละ เดินตามประกบไปด่าอีกว่า “มึงพูดทำไม ไปพูดที่อื่นไม่ได้เหรอ ไอ้ เหี้... ไอ้ คว...” แต่ก็ไม่ได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเนื่องจากชายคนดังกล่าวไม่ยอมโต้เถียงอะไร พร้อมกับเดินไปหากลุ่มเพื่อนของตัวเองซึ่งรอให้กำลังใจอยู่บริเวณดังกล่าว

หลังจากผู้ชายคนดังกล่าวเดินออกไปก็มีผู้หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อสีส้ม ซึ่งอยู่บนอาคารชั้นจอดรถได้ตะโกนด่าลงมาว่า “ทักษิณ ออกไป” - “คนขายชาติออกไป” สิ้นเสียงด่า ประชาชนบางส่วนที่อยู่ข้างล่างพากันปรบมือชอบใจ ทำให้ รปภ.นายกฯ โกรธจัด แหงนหน้าตะโกนสวนกลับไปว่า “แน่จริง ลงมา”

ในเขณะนั้นเป็นสมัยรัฐบาล “ทักษิณ 2” ที่ตัวเขาเผชิญข้อกล่าวหามากมาก ทั้ง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ผลประโยชน์ทับซ้อน และควบคุมสื่อ

ผ่านมาเกือบ 17 ปี สู่สมัยรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสู่การเลือกตั้ง 2566 หญิงวัยเกษียณและเพื่อน ออกมายืนดักขบวนของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กำลังเดินทางมายังศาลาประชาคม เทศบาลเมืองบ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อ 13 มี.ค. พร้อมตะโกนด่า ตำหนิการทำงานตลอด 8 ปีที่ผ่านมา รวมถึงชูสามนิ้ว

แม้นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของไทย ยังเดินทางไม่ถึง แต่การกระทำของหญิงผู้นี้ ที่ภายหลังทราบชื่อว่า “วันทนา” ถูกตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบ เข้าสกัด จนปรากฏภาพ “กระชาก-ลาก” หญิงสูงวัยออกไปยังบริเวณซอกรถตู้ อีกทั้งยังกางร่มบัง เพื่อไม่ให้สื่อมวลชนที่อยู่ใกล้เคียงบันทึกภาพ จนขบวนรถของ พล.อ. ประยุทธ์ ผ่านไป

สถานการณ์อลหม่านที่เกิดขึ้น และจบลงด้วยอาการบาดเจ็บของหญิงสูงวัย ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้ความรุนแรง “ปิดปากประชาชน” ผู้เห็นต่าง ของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นายกฯ ตอบในภายหลังว่า “รุนแรงตรงไหนล่ะ ผมไม่เห็นนี่ รุนแรงอย่างไร”

บีบีซีไทยชวนย้อนดูมาตรการรับมือผู้เห็นต่างและต่อต้าน ที่ประชิดใกล้ตัวนายกรัฐมนตรีไทยยามต้องลงพื้นที่ ตั้งแต่สมัย “มือตบต้านทักษิณ” “นกหวีดไล่ยิ่งลักษณ์” “ตีนตบใส่อภิสิทธิ์” ถึง “สามนิ้วไล่ประยุทธ์”

“มือตบ” ต้านทักษิณ

"มือตบ" อุปกรณ์ประกอบการชุมนุมที่ "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" นิยมใช้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "มือตบ" อุปกรณ์ประกอบการชุมนุมที่ "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" นิยมใช้

“มือตบ” คือ อุปกรณ์ประกอบการชุมนุมเป็นรูปมือ ที่เมื่อกระพือแล้วจะเกิดเสียง “แปะ แปะ” เหมือนตบมือ ซึ่งเป็นหนึ่งในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อต่อต้านอดีตนายกฯ ทักษิณ ของกลุ่มที่ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ผู้เขียนหนังสือ “จากมือตบถึงนกหวีด... พัฒนาการและพลวัตรของขบวนการต่อต้านทักษิณ” จำกัดความว่า “กลุ่มชาตินิยมสุดขั้ว กลุ่มกษัตริย์นิยม...” ที่กลายเป็นมวลชนที่หนุนการต่อต้านทักษิณ

ในช่วง “ทักษิณ 2” หรือภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2548 ที่พรรคไทยรักไทยของ ทักษิณ ชนะคะแนนเสียงสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้เขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ท่ามกลางข้อกล่าวหามากมาย รวมถึง การละเมิดสิทธิมนุษยชน ฉ้อราษฎร์บังหลวง เผด็จการรัฐสภา ผลประโยชน์ทับซ้อน และควบคุมสื่อ

ผศ.ดร. กนกรัตน์ ให้สัมภาษณ์สำนักพิมพ์ Illuminations Editions อธิบายถึง “ขบวนการต่อต้านทักษิณ” ว่าได้แปรเปลี่ยนจากขบวนการเคลื่อนไหวที่ประกอบด้วยพลังทางการเมืองที่หลากหลาย เติบโตขึ้นจน “เคลื่อนตัวไปทิศทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้น... ผ่านการผสมผสานระหว่างกรอบคิดแบบกษัตริย์นิยม ชาตินิยม และการต่อต้านประชาธิปไตย”

สื่อมวลชนไทยมองว่า การใช้ “มือตบ” เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง “ขบวนการต่อต้านทักษิณ” จากเหตุการณ์ที่ผู้ประท้วงประชิดเข้าใกล้ตัวอดีตนายกฯ ไทยรักไทย แล้วใช้อุปกรณ์ “มือตบ” โบกสะบัดเพื่อขับไล่ ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่ ทักษิณ ไปทานอาหารในย่านสีลม

อดีตนายกฯ คนที่ 23 ของไทย ถูกด่าทอว่า “ขายชาติ โกงแผ่นดิน ออกไป” อีกหลายครั้ง รวมถึงอีกครั้งที่กลายเป็นข่าวใหญ่ คือ เมื่อครั้งที่ ทักษิณ ซึ่งในเวลานั้น เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของในหลวง ร.9 เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2549 ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย

ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ช่วงที่ นายกฯ ในขณะนั้น พร้อมด้วยคุณหญิงพจมาน ไปรับประทานอาหารเป็นการส่วนตัว ได้มีหญิงสูงวัยคนหนึ่งเข้ามาขอสัมผัสมือกับทักษิณ แล้วพูดบางอย่าง จนต่อมา ทักษิณหันไปหาผู้ติดตามแล้วบอกว่า “ให้ดูผู้หญิงคนนี้หน่อย สงสัยสติไม่ดี”

เหตุชุลมุนเกิดขึ้นต่อมาไม่นาน เมื่อกลุ่มคนประมาณ 10 คน ก่อนเพิ่มเป็นถึง 30 คน ยืนอยู่บนชั้น 3 และ 4 ของห้าง ตะโกนลงมาขับไล่นายทักษิณ ซึ่ง “หันไปมอง แต่ก็ยังยิ้ม ๆ”

สถานการณ์กลายเป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านทักษิณ ซึ่งได้เดินออกจากห้าง ในทันที โดยแมแนเจอร์ ออนไลน์ รายงานว่า ทักษิณ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับคนกลุ่มนี้ด้วยทันที

ช่วงเวลานั้น ใกล้เข้าสู่การเลือกตั้ง 15 ต.ค. 2549 ที่กลายเป็น “การเลือกตั้งที่ไม่เกิดขึ้น” เพราะรัฐบาลทักษิณถูกโค่นอำนาจจากการรัฐประหารเสียก่อน โดย ทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อหลังเหตุชุลมุนที่พารากอนว่า

“ไม่อยากเลือกผมก็ไม่ต้องเลือก อยากเลือกก็เลือก มาทำอาการอย่างนี้ทำให้ประเทศไทยเนี่ยดูเป็นประเทศที่มีแต่ความขัดแย้ง แล้วใครอยากจะมาอยู่ ใครอยากมาเที่ยว ใครอยากมาลงทุน ความเห็นด้วยไม่เห็นด้วยเนี่ยมันแสดงออกได้แบบประชาธิปไตยได้อยู่แล้ว แต่การกระทำแบบนี้ผมคิดว่า ใครใช้ ใครมา ใครสั่ง ใครสอน ใครก็ควรจะต้องกลับไปคิดให้ดีว่าคิดถึงประเทศบ้าง อย่าไปเอาความสะใจของตัวเองนะครับ อันนี้มันไม่ได้หรอก”

ทว่า การเลือกตั้งทั่วไป ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ก็ใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ ขณะที่ ทักษิณอยู่ในสหรัฐฯ เพื่อร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

นกหวีด ไล่ยิ่งลักษณ์

สมัยยิ่งลักษณ์ คือการเป่านกหวีดขับไล่

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมัยยิ่งลักษณ์ คือการเป่านกหวีดขับไล่

แม้เกิดรัฐประหารโค่นอำนาจทักษิณ แต่การเคลื่อนไหวของ “ขบวนการต่อต้านทักษิณ” ยังไม่สิ้นสุด เพราะเลือกตั้งครั้งต่อมา ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีจากตระกูลเดิม คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ มาเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของไทย

ครั้งนี้ ขบวนการต่อต้านทักษิณ กำเนิดเป็น “ม็อบนกหวีด” ที่ต่อมากลายเป็น คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ที่ลุกฮือต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และความอึดอัดสะสมต่อ “ระบอบทักษิณ”

ยิ่งลักษณ์ เผชิญสถานการณ์เหมือนพี่ชายบ่อยครั้งเช่นกัน แต่เปลี่ยนจาก “มือตบ” เป็นเป่า “นกหวีด” รวมถึงเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2556 ระหว่างที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางไปภาคอีสาน แต่ก่อนจะถึงที่พัก คือ โรงแรมตักศิลา จ.มหาสารคาม ปรากฏการรวมตัวของประชาชนราว 60 คน มาเป่านกหวีดและโบกธงชาติขับไล่ บริเวณสะพานธนชาติ ห่างจากที่พักราว 200 เมตร

เวลานั้น เจ้าหน้าที่อารักขาและตำรวจรวมหลายร้อยนาย ได้เข้าเจรจากับผู้ประท้วงให้ประจำจุด และแยกห่างออกจากกลุ่มคนเสื้อแดงหลายร้อยคน ที่มารอต้อนรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง

จาก “ม็อบนกหวีด” กลายเป็นการชุมนุมบนท้องถนนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยของกลุ่ม กปปส. เพื่อต่อต้าน นิรโทษกรรม “ฉบับสุดซอย” ด้วยสัญลักษณ์การต่อต้านที่สำคัญ คือ เป่านกหวีด แต่ครั้งนี้ ผศ.ดร. กนกรัตน์ ระบุในหนังสือ “จากมือตบถึงนกหวีดฯ” ว่า “ขบวนการฯ เติบโตและประสบความสำเร็จภายใต้แกนนำกลุ่มใหม่ที่มาจากพรรคประชาธิปไตย” นำไปสู่การกดดันให้ยิ่งลักษณ์ ยุบสภา

กปปส. ต่อต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม "สุดซอย"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กปปส. ต่อต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม "สุดซอย"

แม้การเมืองจะเปลี่ยนขั้ว หลังอยู่ใน “ระบอบทักษิณ” มานานนับทศวรรษ แต่ในยุคของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตัว ตัวเขาเองก็เผชิญกับการ “ดัก” ประท้วงซึ่งหน้า ที่หนักไม่แพ้สมัยทักษิณ และยิ่งลักษณ์

“ตีนตบ” ใส่อภิสิทธิ์

จากอุปกรณ์ประกอบการชุมนุมเป็นรูป “มือตบ” ในสมัยประท้วงต้านทักษิณ เมื่อขบวนการประท้วงเปลี่ยนสีจาก “เหลือง” เป็น “แดง” อุปกรณ์รูปมือ กลับกลายเป็น “ตีนตบ” ที่ผู้ประท้วงชูสะบัด พุ่งเป้าไปที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“ทันทีที่แกนนำปราศรัยถูกใจบรรดาสาวกเสื้อแดงก็ชูตีนตบสัญลักษณ์ประจำตัวขึ้นมาสะบัด" ผู้จัดการออนไลน์ รายงานถึงบรรยากาศปราศรัยเวที “คนเสื้อแดง” เมื่อต้นปี 2553

อดีตนายกฯ ผู้จบ ม.ออกซ์ฟอร์ด จากอังกฤษ เคยเจอสถานการณ์ถูก “ตีนตบ” สะบัดใส่แบบซึ่งหน้าอยู่หลายครั้ง รวมถึงเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2552 ครั้งเป็นประธานพิธีเปิดหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) แล้วถูกผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงราว 10 คน ชู “ตีนตบ” และตะโกนขับไล่ สถานการณ์จบลงโดยไม่เกิดความรุนแรง โดยนายกฯ อภิสิทธิ์ เดินทางออกจากพื้นที่ในทันที

"มือตบ" ในมือคนเสื้อเหลือง "ตีนตบ" ในยุคคนเสื้อแดง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "มือตบ" ในมือคนเสื้อเหลือง "ตีนตบ" ในยุคคนเสื้อแดง

แต่ไม่นานต่อมาในวันที่ 19 พ.ย. ศูนย์อำนวจการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ออกคำสั่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี ตามคำสั่งของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการ / ห้ามบุคคลใด ครอบครองหรือจำหน่าย จ่าย แจก วัตถุทุกชนิด ที่ทำให้ปรากฏความหมายในลักษณะยั่วยุ ปลุกระดม หรือสร้างความปั่นป่วน หากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากพิจารณาเนื้อหาของคำสั่ง ถือได้ว่า “มือตบ-นกหวีด” ของคนเสื้อเหลือง และ “ตีบตบ” ของกลุ่มคนเสื้อแดง เข้าข่ายวัตถุปลุกระดม แต่ท้ายสุด ก็ยังเห็นมีการใช้วัตถุปลุกระดมเหล่านี้ ในการชุมนุม

แต่เหตุการณ์ที่รุนแรง และกลายเป็นมลทินทางการเมืองของไทย คือ เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2552 ที่กลุ่มคนเสื้อแดงกว่าพันคน บุกประท้วงที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งในปีนั้น ไทยเป็นเจ้าภาพ ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องยกเลิกการประชุมอาเซียน และนายกรัฐมนตรีต้องประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในพื้นที่เมืองพัทยา และ จ.ชลบุรี เป็นพื้นที่อันตรายขั้นร้ายแรง

ผู้ประท้วงบุกที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในพัทยา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงบุกที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในพัทยา

ต่อมาวันที่ 14 เม.ย. 2552 นายกฯ อภิสิทธิ์ ประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลบางส่วน เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติ แต่กลับถูกกลุ่มคนเสื้อแดงราว 1 พันคน ปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย ทุบกระจก พังเข้าไปในตัวอาคาร เพื่อตามหาตัวนายกรัฐมนตรี

ความพยายามตามหาตัวนายอภิสิทธิ์ ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดง บุกเข้าไปทุบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู สีดำ คันหนึ่ง ที่พยายามขับฝ่ากลุ่มผู้ชุมนุมออกมาจากลานจอดรถ โดยดึงคนขับรถออกมาทุบตี ท้ายสุด ปรากฏว่า รถคันนี้เป็นของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจากเหตุการณ์นี้

“ชูสามนิ้ว” ไล่ประยุทธ์ ความรุนแรง “ปิดปาก” ?

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย ได้แสดงเชิงสัญลักษณ์หลายประการ เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง โดยสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุด คือ การ “ชูสามนิ้ว” ซึ่งมีความหมายตามการจำกัดความของผู้ชุมนุมว่า “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” ในการปฏิวัติฝรั่งเศส

การชูสามนิ้ว ก็เป็นสิ่งที่ "ป้าวันทนา" หรือ วันทนา โอทอง วัย 62 ปี และเพื่อน ๆ ออกมาแสดงการต่อต้าน พล.อ. ประยุทธ์ ระหว่างการลงพื้นที่ตำบลบ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อ 13 มี.ค. 2566 แต่กลับกลายเป็นเหตุชุลมุน เมื่อตำรวจนอกเครื่องแบบหญิง ได้เข้าไป “กระชาก-ลาก” วันทนา เข้าไปหลบในซอกระหว่างรถยนต์สองคัน พร้อมกางร่ม ไม่ให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลประยุทธ์ ใช้ความรุนแรง “ปิดปากประชาชน”

ชูสามนิ้ว กลายเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลประยุทธิ์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชูสามนิ้ว กลายเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลประยุทธิ์
“รุนแรงตรงไหนล่ะ ผมไม่เห็นนี่ รุนแรงอย่างไร” พล.อ. ประยุทธ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, “รุนแรงตรงไหนล่ะ ผมไม่เห็นนี่ รุนแรงอย่างไร” พล.อ. ประยุทธ์

ด้าน ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง แจ้งข้อกล่าวหาวันทนา 3 ข้อหา คือ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ส่งเสียงดังอื้ออึงในที่สาธารณะ และต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน ด้าน ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า “เราต้องฟังคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ ผมถึงมีมุมมองอีกมุมว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเองอาจจะมองว่าถ้าปล่อยให้มีการดำเนินการแบบนั้นก็จะทำให้คนส่วนใหญ่ไม่พอใจ และเกิดการกระทบกระทั่งกัน”

ต่อมา 14 มี.ค. 2566 วันทนา ได้เข้าแจ้งความที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ต่อชุดจับกุมที่ปรากฎในคลิปจากการทำร้ายร่างกาย ละเมิดสิทธิส่วนตัว และกักขังหน่วงเหนี่ยวตนเองที่ไปรอขอเข้าพบนายกฯ ร้องเรียนเรื่องอาชีพค้าขาย ที่ประสบภาวะลำบาก

เธออธิบายว่า ตอนเกิดเหตุนายกฯ ยังไม่เดินทางมาถึง จึงออกมาเดินที่ลานจอดรถและได้พบกับเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว จึงถูกถามว่า มาทำอะไร .เมื่อป้าบอกว่ามารอร้องเรียนนายกฯ ตำรวจได้บอกให้ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจท้องที่ และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ซึ่งตนไปมาหมดแล้วแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ”

วันทนา เล่าต่อว่า ตำรวจไม่ฟังและมีตำรวจชาย 2 นายเข้ามาประชิดตัว ตนเองห้ามว่าอย่าเข้ามา แต่กลับโดนขู่และบีบที่ข้อมือจนปวด จากนั้นตำรวจหญิงเข้ามาโอบตัวทันทีโดยไม่มีการสอบถาม ตนพยายามดิ้นรน หายใจไม่ออก เพราะถูกอุดปากอุดจมูก เป็นลมล้มลง เป็นจังหวะที่เจ้าหน้าที่กางร่มบังไม่ให้มีใครเห็นหรือบันทึกภาพเจ้าหน้าที่กระทำกับตน

tnp

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ป้าวันทนา ที่ประท้วงต้านนายกรัฐมนตรี เมื่อ 13 มี.ค.

เธอบอกว่าได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว แขนบวมจากการอักเสบ ขาบวมเป็นแผลถลอก แพทย์สั่งให้หยุดทำงาน มีอาชีพค้าขายจุดดังกล่าวจึงขาดรายได้

นางวันทนา ยืนยันว่าวันที่เกิดเหตุไม่ได้ตั้งใจมาประท้วง หรือนัดหมายรวมตัววางแผนกับกลุ่มหญิงเสื้อดำอีก 2 รายที่มีแนวคิดเห็นต่างทางการเมือง แต่ยอมรับว่าเมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุได้พบหญิงกลุ่มดังกล่าวจริง แต่ตนไม่ได้สร้างความวุ่นวาย ตะโกนด่าทอ หรือชูสัญลักษณ์ใดๆ

นางวันทนา กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจว่าตำรวจทำตามหน้าที่แต่ไม่น่าทำรุนแรงขนาดนี้ นายกเป็นคนของประชาชน น่าจะต้องรับฟังความเห็นของประชาชนด้วย