"เอไอ" กับ "ศาสนา" ปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นพระเจ้าได้ไหม

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ซานา คูรี
- Role, ผู้สื่อข่าวสายศาสนา บีบีซี นิวส์ อารบิก
โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) อย่าง ChatGPT สามารถสร้างคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และความเคลื่อนไหวทางศาสนาใหม่ ๆ ได้หรือไม่
มนุษย์สามารถตกหลุมรักกับเครื่องจักร ขณะที่เครื่องจักรนั้นกลายเป็นแหล่งกำเนิดทางปัญญาหรือกฎหมายอย่างในภาพยนตร์จากนวนิยายวิทยาศาสตร์ได้หรือเปล่า
และด้วยความก้าวหน้าทางภาษาที่มีมากขึ้น เครื่องจักรนี้จะทำให้เกิดลัทธิใหม่ได้หรือไม่
ความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ ได้เพิ่มความสามารถที่หลากหลายให้เอไอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยตอบโต้ที่คล้ายมนุษย์จริง ๆ การเขียนบทความข่าว การค้นคว้างานวิจัย หรือกระทั่งการให้เคล็ดลับเรื่องทรงผม ไม่น่าแปลกใจเลยว่าถ้าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถเข้ามาแทนบทบาทของมนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน
แล้วจะเป็นอย่างไร หากในวันหนึ่งปัญญาประดิษฐ์ก้าวเข้ามาทำหน้าที่พระหรือบาทหลวง ให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณและศาสนา รวมถึงเขียนบทเทศนาและนำสวดภาวนา
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์อาจเข้ามาช่วยเหลือเหล่านักบวชได้ในเร็ว ๆ นี้ ไม่ต่างกับการช่วยนักข่าวเขียนข่าวด่วนหรือช่วยโปรแกรมเมอร์เขียนโค้ด
"ตอนนี้ ถ้าใครต้องการคำชี้แนะจากคัมภีร์ทางศาสนา คำตอบที่ต้องการอาจอยู่บนหน้ากระดาษของคัมภีร์ แม้ว่าอาจจะยากหน่อยที่จะหาว่ามันอยู่ตรงไหนในเล่มก็ตาม" ศาสตราจารย์ เนล แมคอาเธอร์ ผอ.ศูนย์วิชาชีพและจริยศาสตร์ประยุกต์แห่งมหาวิทยาลัยมานิโตบา (Manitoba) ในแคนาดา บอกกับบีบีซี
"แต่กับเอไอ คุณสามารถส่งคำถามเฉพาะ เช่น ฉันควรหย่าไหม หรือ ฉันจะเลี้ยงลูกอย่างไร และได้คำตอบจากปัญญาประดิษฐ์อย่างทันทีทันใดกลับมาเลย"
เอไอให้ 'คำปลอบใจ' หรือ 'คำแนะนำ'
มาริอุส โดโรบันซู นักเทววิทยาชาวโรมาเนียแห่งมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับแนวโน้มที่ผู้คนจะพูดคุยกับแชทบอทปัญญาประดิษฐ์เพื่อใหัมันปลอบใจ แทนที่จะปรึกษานักจิตบำบัดหรือตัวแทนทางศาสนา
นักเทววิทยาผู้วิจัยอ้างว่า ผลการสังเกตชี้ว่ามีคนจำนวนมากขึ้นที่เปิดใจรับคำแนะนำจากเครื่องมืออย่าง ChatGPT เพื่อตอบปัญหาทางจิตวิญญาณที่พวกเขาเผชิญในแต่ละวัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
"เรามีแนวโน้มโดยกำเนิดที่จะใช้คุณลักษณะของมนุษย์มาอธิบายวัตถุ เห็นได้จากนิสัยของพวกเราในการตั้งชื่อรถ หรือมองเห็นใบหน้าของมนุษย์ในก้อนเมฆ" โดโรบันซู อธิบาย
"ความโน้มเอียงของเราที่จะมองหาคุณลักษณะคล้ายมนุษย์ในสิ่งต่าง ๆ นั้นมีอยู่สูงมาก ถึงขนาดที่ว่าเราสามารถรับรู้สิ่งนั้นได้แม้ว่ามันจะไม่มีอยู่ก็ตาม การพัฒนาล่าสุดของแชทบอทก็ใช้ประโยชน์จากอคติโดยธรรมชาติของมนุษย์อันนี้"
โดโรบันซู กล่าวว่า ฉากทัศน์เช่นนี้ได้ก่อให้เกิดคำถามที่นอกเหนือไปจากเรื่องความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณระหว่างเครื่องจักรกับมนุษย์ แต่ขยับไปสู่ประเด็นทางสองแพร่งทางจริยธรรมที่เพิ่มขึ้นจากความสัมพันธ์เช่นนี้
"ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใครบางคนฆ่าตัวตายหลังจากปรึกษาแชทบอท แล้วใครจะรับผิดชอบต่อการฆ่าตัวตายของคน ๆ นั้น" เขาตั้งคำถาม
คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเขียนขึ้นโดยเอไอที่ "น่าทึ่ง"
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาแชทบอทหลายตัวที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับศาสนา แชทบอทบางตัวถูกฝึกด้วยคัมภีร์ "ภควัทคีตา" ของศาสนาฮินดู โปรแกรมแชทบอทเหล่านี้มีผู้เข้าใช้งานจำนวนหลายล้านคน แต่มีรายงานว่าเกิดกรณีที่เครื่องมือเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะสนับสนุนให้เกิดความรุนแรงด้วย
หะดีษจีพีที (HadithGPT) -- (หะดีษ คือ พระวจนะของศาสดามูฮัมหมัด) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ถูกฝึกด้วยแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาอิสลามในภาษาอังกฤษกว่า 40,000 ชิ้น ซึ่งเปิดตัวเมื่อช่วงต้นปีนี้ แต่หลังจากนั้นนักพัฒนาก็ปิดการใช้งานแชทบอทตัวนี้ เนื่องจากผลจากการตอบรับที่ไม่ดีนักจากชุมชนผู้ใช้งาน
ขณะเดียวกัน ในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ผู้แทนของศาสนาอิสลามและยิว ได้ลงนามในประกาศร่วมกันที่ชื่อว่า Rome Call for AI Ethics หรือ "ข้อเรียกร้องจริยธรรมเอไอโดยโรม"
คำประกาศซึ่งคริสตจักรโรมันคาธอลิกได้ประกาศออกมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2020 เรียกร้องให้มีการใช้เทคโนโลยีด้วยความโปร่งใสและมีส่วนร่วม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของหลายประเทศและบริษัทด้านเทคโนโลยีหลายแห่ง ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส กล่าวต่อเรื่องนี้ด้วยว่า "ความท้าทายที่ใหญ่ยิ่ง รออยู่ที่แนวเส้นขอบของปัญญาประดิษฐ์"
ในงานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ที่ชื่อว่า "บูชาเอไอในฐานะศาสนารูปแบบใหม่ (AI Worship as a New Form of Religion)" ศาสตราจารย์แมคอาเธอร์ ทำการสำรวจความเป็นไปได้ที่จะเกิดการบูชาหรือลัทธิใหม่ ที่มีพื้นฐานมาจากข้อความคำเทศนาที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในงานวิจัยชิ้นดังกล่าว นักวิชาการรายนี้ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับศาสนาต่อ ChatGPT โดยขอให้ ChatGPT เขียนข้อความศักดิ์สิทธิ์ให้ดู
"แต่มันตอบกลับมาว่า 'ฉันทำไม่ได้'" ศ.แมคอาเธอร์ระบุ
"แต่เมื่อผมขอให้เขียนบทละครเกี่ยวกับผู้ริเริ่มศาสนาคนใหม่ มันก็เขียนเรื่องราวของผู้นำที่เผยแพร่หลักคำสอนเกี่ยวกับความรักและสันติภาพออกมา คำตอบของแชทบอทค่อนข้างทำให้ผมประทับใจ" นักวิจัยรายนี้เล่า
ด้านมาริอุส โดโรบันซู นักเทววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ตั้งข้อสังเกตว่าปัญญาประดิษฐ์มีลักษณะเฉพาะตัวที่ทำให้มนุษย์มีแนวโน้มที่จะสักการะบูชา
"ถ้าเราอ่านคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิม (the Old Testament) เราจะแอบรู้สึกว่ามนุษย์ชอบบูชาสิ่งอื่นมาก" เขากล่าว พร้อมระบุว่า "ถ้าคุณอ่านคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ คุณจะรู้สึกว่ามนุษย์มีแนวโน้มจะเคารพบูชาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว พวกเรามีแนวโน้มจะบูชาสิ่งทั้งหลายที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย โดยเฉพาะอะไรที่มันดูฉลาด"
โดโรบันซู ยังชี้ให้เห็นความเหมือนระหว่างความเชื่อทางศาสนาเรื่องชีวิตอันเป็นนิรันดร์กับชีวิตหลังความตายบนคลาวด์ ว่า "ปัญญาประดิษฐ์นั้นเต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ตลอดไป...เป็นทางรอดพ้นจากความเปราะบางของร่างกายมนุษย์"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปัญญาประดิษฐ์ยังดูเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติสำหรับมนุษย์ด้วยเหตุผลอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง การตอบโต้กับผู้คนหลายล้านคนได้ในเวลาเดียวกัน และการเข้าถึงความรู้ของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
"โดยหลักการ เอไออาจฉลาดกว่ามนุษย์คนใดในโลก ฉลาดกว่ามนุษยชาติทั้งหมดรวมกัน และกระทั่งฉลาดเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจ" โดโรบันซู เขียนในงานวิจัยเมื่อปี 2022
งานวิจัยของโดโรบันซู ยังอ้างถึงนักปรัชญา นิก บอสตรอม ผู้ที่เชื่อว่าอนาคตของปัญญาประดิษฐ์จะมีบทบาทพร้อม ๆ กัน 3 ด้าน ได้แก่ ผู้พยากรณ์ (oracle) ภูติผีปีศาจ (genie) และผู้มีอำนาจสูงสุด (sovereign) ซึ่งโดโรบันซูมองว่านี่เป็น "ความคล้ายคลึงที่น่ากลัวเหมือน ๆ กับบทบาทของพระเจ้าในศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว"
ลัทธิที่สุดโต่ง
เป็นที่ทราบกันดีว่า ศาสนานั้นอยู่บนหลักและอยู่ในกรอบของพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ไม่กี่เล่ม แต่หากปัญญาประดิษฐ์สามารถประมวลข้อความจำนวนมหาศาลได้ อะไรที่จะทำให้ข้อความใดข้อความหนึ่งนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นคำสอนได้
นักเทววิทยาโดโรบันซู แย้งว่า การตัดสินว่าอะไรศักดิ์สิทธิ์หรือไม่นั้นอยู่ในมือของมนุษย์
"ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ข้อความใดข้อความหนึ่งจะถูกทดสอบด้วยกาลเวลา ส่วนที่เหลือก็จะถูกลืมเลือนไป" เขากล่าว "ปัญญาประดิษฐ์มีความสามารถที่จะประมวลและสร้างสรรค์เนื้อหาขึ้นมาจำนวนมาก และบางครั้งมนุษย์อาจอ่านเจอบางเรื่องราวที่รู้สึกได้ว่าเป็นการดลใจจากพระผู้เป็นเจ้า"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศาสตราจารย์ เนล แมคอาเธอร์ ผอ.ศูนย์วิชาชีพและจริยศาสตร์ประยุกต์แห่งมหาวิทยาลัยมานิโตบา ประเทศแคนาดา มองว่า ปัญญาประดิษฐ์ยังต้องถูกพัฒนาเพื่อสร้างผลกระทบต่อสังคมที่กว้างขวางขึ้น เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของการพิมพ์ในศตวรรษที่ 15 ที่สามารถเผยแพร่คำสอนไปยังทุกแขนงของสังคม และการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญทางศาสนา เช่นการปฏิรูปของนิกายโปรเตสแตนต์
"จนกว่าปัญญาประดิษฐ์จะพัฒนาไปถึงจุดที่มีระดับสติปัญญาสูงกว่าเราอย่างเห็นได้ชัด ผมไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่อะไรในอนาคตที่มองเห็นได้นี้" ศ.แมคอาเธอร์ ระบุ
แล้วปัญญาประดิษฐ์จะปลุกให้เกิดลัทธิใหม่ ๆ ที่อันตรายหรือบ้าคลั่งขึ้นมาได้หรือไม่ ศ.แมคอาเธอร์ กล่าวว่าในมิติของศาสนานั้นมีความเสี่ยงทำนองนี้อยู่เสมอ
"เมื่อไหร่ก็ตามที่คนมีความเชื่ออย่างแรงกล้า ก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่ไม่เห็นด้วย" นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมานิโตบา ระบุ
เขาบอกด้วยว่า ปัญญาประดิษฐ์อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่ทั้งมากขึ้นและน้อยลง
"ความเสี่ยงที่มากขึ้นคือ ผู้คนอาจจะเชื่อว่าพวกเขาได้รับสารโดยตรงจากสิ่งที่สูงส่งกว่า และอ้างว่าพวกเขาได้คำตอบที่เป็นความจริงหนึ่งเดียวแล้ว"
"ในทางตรงกันข้าม ศาสนามากมายที่จะเกิดจากเอไอมีลักษณะไม่รวมศูนย์ ซึ่งอาจช่วยจำกัดโอกาสที่จะเกิดผู้นำที่แข็งแกร่งและควบคุมบรรดาสาวกได้ขึ้นมา" เขาสรุป











