ทำความรู้จัก "ขบวนการโฟร์บี" (4B) เฟมินิสต์ผู้ปฏิเสธความสัมพันธ์สี่ประการ

ที่มาของภาพ, Gong Yeon-hwa
- Author, ราเชล ลี
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Reporting from, กรุงโซล เกาหลีใต้
หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กระแสความสนใจใน "ขบวนการโฟร์บี" (4B movement) ที่มีต้นกำเนิดในเกาหลีใต้ เริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ทั่วโลก จนทำให้หลายคนสงสัยว่า การก้าวขึ้นเป็นผู้นำชาติมหาอำนาจของทรัมป์ เกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่มสตรีที่ยึดถือหลักในการดำเนินชีวิตสี่ข้อ ซึ่งได้แก่ "ไม่มีเพศสัมพันธ์, ไม่มีแฟน, ไม่แต่งงาน, ไม่มีลูก"
มินจู (นามสมมติ) หญิงสาวชาวเกาหลีใต้วัย 27 ปี ตอบคำถามข้างต้นว่า "หลังทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง พวกผู้ชายก็พากันออกมาพูดว่าการทำแท้งเป็นบาป แต่น่าขำที่ผู้ชายก็ยังคงคาดหวังให้ผู้หญิงนอนกับพวกเขาอยู่ดี ความคิดแบบนี้มันช่างย้อนแย้งและไปกันไม่ได้จริง ๆ"
มินจูและผู้หญิงอีกหลายคนที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี ต่างก็ไม่ขอเปิดเผยชื่อจริงเพราะเกรงว่าจะถูกตามรังควานกลั่นแกล้ง พวกเธอเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสตรีนิยมหรือเฟมินิสต์ในเกาหลีใต้ ซึ่งเลือกที่จะใช้ชีวิตโดยปราศจากผู้ชาย เพื่อตอบโต้กับอคติและความเกลียดชังที่มีต่อผู้หญิง ที่พวกเธอเชื่อว่ายังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมยุคปัจจุบัน
"เรามักได้ยินข่าวผู้หญิงถูกทำร้ายอยู่เสมอ ด้วยสาเหตุจากความรุนแรงที่ผู้ชายก่อขึ้นระหว่างการคบหาดูใจกัน หรือมีแม้กระทั่งข่าวที่ผู้หญิงถูกฆาตกรรม เพราะพยายามจะยุติความสัมพันธ์กับผู้ชาย" มินจูกล่าว
ขบวนการโฟร์บีที่มินจูและเพื่อนสาวเป็นสมาชิกอยู่ ท้าทายต่อบทบาทและความคาดหวังทางเพศในขนบธรรมเนียมดั้งเดิม จนทำให้ได้รับความนิยมแพร่หลายในวงกว้าง ขณะนี้หลักการดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปยังซีกโลกตะวันตกรวมถึงสหรัฐอเมริกาแล้ว โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หญิงชาวอเมริกันต่างพูดถึงขบวนการโฟร์บีกันเสียจนเจ้าของแนวคิดในเกาหลีใต้บอกว่า แม้จะรู้สึกฮึกเหิมมีกำลังใจเพิ่มขึ้น แต่ก็อดเศร้าใจไม่ได้กับแนวโน้มชายเป็นใหญ่ที่กำลังปรากฏชัดเจนขึ้นทั่วโลก
ขบวนการโฟร์บีคืออะไร

ที่มาของภาพ, B-WAVE
คำว่าโฟร์บี (4B) หรือการปฏิเสธสี่ประการ มีที่มาจากภาษาเกาหลี โดยคำว่า "บี" (Bi) นั้นแปลว่า "ไม่" ซึ่งตามหลักการของเฟมินิสต์กลุ่มนี้ พวกเธอจะไม่ทำในสี่เรื่องต้องห้ามอย่างเด็ดขาด ได้แก่ "บียอนแอ" หรือการไม่มีแฟนและไม่คบหาออกเดตกับผู้ชาย, "บีเซ็กสึ" หรือการไม่มีเพศสัมพันธ์, "บีฮน" ซึ่งหมายถึงการไม่แต่งงาน, และ "บีชุลเซ็น" ซึ่งหมายถึงการไม่ให้กำเนิดบุตรหรือมีลูก
จีซุน (นามสมมติ) อธิบายเพิ่มเติมว่า "มันเป็นทั้งแนวคิด, ขบวนการทางสังคม, และแนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวันสำหรับผู้หญิง" ตัวจีซุนเองนั้นเป็นอดีตผู้นำกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิในการทำแท้งของสตรี "บีเวฟ" (B-Wave) ซึ่งเธอบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการโฟร์บีแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีชื่อคล้ายกัน
จีซุนบอกว่าขบวนการโฟร์บีถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2016 โดยเหล่าเฟมินิสต์หัวรุนแรงหลายกลุ่ม ซึ่งหลักการ "บีฮน" หรือไม่ยอมสมรสนั้นถูกกำหนดขึ้นก่อน เพื่อปฏิเสธแนวคิดแบบปิตาธิปไตยที่ถือว่า ผู้หญิงจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบได้ก็ต่อเมื่อแต่งงานแล้วเท่านั้น ส่วนหลักการอื่น ๆ อย่างการไม่หาคู่หรือมีแฟน, การไม่ยอมมีเซ็กซ์, และไม่ยอมมีลูกนั้น ถูกผนวกเข้ามาภายหลัง เพื่อเพิ่มพลังอำนาจในการปกครองตนเองให้กับผู้หญิง
"นี่ไม่ใช่การประท้วง หรือการสื่อแสดงถึงพันธกิจใด ๆ แต่เป็นทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีความเคารพต่อตนเองได้" จีซุนอธิบาย เธอยังเน้นย้ำว่าจุดมุ่งหมายของขบวนการโฟร์บีคือการรื้อถอนสังคมปิตาธิปไตย ไม่ใช่การปฏิเสธไม่ยอมรับผู้ชาย "โฟร์บีคือขบวนการของผู้หญิง ซึ่งจะทำให้พวกเธอมีชีวิตอยู่ด้วยความเป็นมนุษย์ เพราะอันที่จริงแล้วการคบหากันฉันคนรัก, การมีเซ็กซ์, การแต่งงาน, และการมีลูก ล้วนทำให้ผู้หญิงอ่อนแอลงในโลกของความเป็นจริง"
นอกจากหลักการ 4B แล้ว จีซุนยังบอกว่าปัจจุบันมีการขยายแนวคิดนี้ให้ครอบคลุมกว้างขวางขึ้น จนกลายเป็นอุดมการณ์ 6B หรือการปฏิเสธหกประการ โดยรวมเอาหลัก "บีโซบี" ซึ่งหมายถึงการไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่กดขี่หรือเอาเปรียบทางเพศต่อผู้หญิง และหลัก "บีด็อบบี" หรือการที่หญิงโสดต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์สตรีนิยมแนวใหม่นี้ด้วย
กอง ยอนฮวา นักวิชาการซึ่งเคยศึกษาและเขียนรายงานวิจัยเกี่ยวกับขบวนการโฟร์บี บอกเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจใช้ชีวิตตามอุดมการณ์ 4B ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนว่า "ตอนนั้นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายเรื่อง มีหญิงสาวถูกฆ่าที่สถานีรถไฟกังนัม เพียงเพราะชายที่เป็นฆาตกรนั้นเกลียดผู้หญิง ทั้งมีการแพร่ระบาดของอาชญากรรมที่แก๊งมิจฉาชีพแอบถ่ายภาพโป๊เปลือยของผู้หญิงหลายคน แล้วนำคลิปไปขายหรือใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ทางออนไลน์"
"ผู้หญิงหลายคนเริ่มตระหนักว่า ไม่ใช่แค่ความรุนแรงในชีวิตสมรสเท่านั้นที่ทำให้พวกเธอตกอยู่ในอันตราย แต่การไปออกเดตหรือมีเพศสัมพันธ์ก็ทำให้พวกเธอต้องเสี่ยงได้เช่นกัน" ยอนฮวากล่าว
กรณีที่หญิงสาววัย 23 ปี ถูกชายวัย 34 ปี ใช้มีดแทงจนเสียชีวิตในห้องน้ำสาธารณะที่ย่านกังนัมของกรุงโซล เมื่อปี 2016 กลายเป็นชนวนเหตุให้บรรดาเฟมินิสต์ในเกาหลีใต้ออกมาประท้วงกันอย่างรุนแรง หลายคนเดินขบวนไปตามท้องถนนพลางร้องตะโกนคำขวัญว่า "เธอตกเป็นเหยื่อเพียงเพราะเป็นผู้หญิง"
ยอนฮวาจำได้ว่า ข้อมูลในรายงานที่จัดทำโดยกระทรวงความเท่าเทียมทางเพศและครอบครัว เมื่อปี 2022 ระบุว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามเพศชายถึง 42% ที่ยอมรับว่าเคยซื้อบริการทางเพศมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง การเปิดเผยข้อมูลนี้ทำให้กลุ่มเพื่อนของเธอระแวงสงสัยในตัวคนรักหรือคู่ครองมากขึ้น
"ในบางครั้งฉันก็รู้สึกเหงาและอยากมีใครสักคนเหมือนกัน แต่ตอนนี้ฉันคิดได้แล้วว่า ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความระแวงสงสัย ช่างไร้ค่าและเทียบไม่ได้กับการที่ฉันทุ่มเทเวลาและแรงงานเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงด้วยกัน" ยอนฮวากล่าว
สตรีเกาหลีใต้ในขบวนการโฟร์บี

ที่มาของภาพ, B-WAVE
สำหรับมินจูแล้ว หลักการ 4B คือหนทางหนึ่งในการปกป้องร่างกายและจิตใจของตนเอง ให้รอดพ้นจากความรุนแรงที่ผู้ชายมักกระทำต่อผู้หญิงในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ "ผู้กระทำผิดได้รับเพียงแค่โทษสถานเบาเสมอ" มินจูกล่าว "การคบหาดูใจกับใครสักคนในเกาหลีใต้ ไม่ต่างจากการมอบสิทธิให้ผู้ชายสามารถทำร้ายผู้หญิง หรือแม้แต่เอาชีวิตพวกเธอได้ โดยผู้ชายแทบจะไม่ถูกลงโทษเลย"
กอมแซ (ชื่อเล่น) หญิงเกาหลีใต้ในวัยสามสิบต้น ๆ บอกว่าเหตุการณ์ที่เธอเข้ารับการรักษาโรคทางนรีเวชที่ต้องผ่าตัดเอารังไข่ออก ทำให้เธอตัดสินใจจะดำเนินชีวิตตามหลักการ 4B มาตั้งแต่นั้น "แม้จะดูเหมือนว่าหมอมีเจตนาดี ที่จะพยายามฟื้นฟูการทำงานของรังไข่ให้กลับคืนมา แต่อันที่จริงแล้ว เรื่องใหญ่ที่พวกเขากังวลคือการเจริญพันธุ์ต่างหาก พวกเขาเสนอให้ฉันแช่แข็งไข่เก็บไว้ เผื่อว่าอยากจะมีลูกในอนาคต แม้กระบวนการนี้จะต้องมีการทำหัตถการเพื่อเก็บไข่ และต้องฉีดฮอร์โมนในระหว่างที่ฉันยังป่วยอยู่ก็ตาม"
กอมแซตัดพ้อว่า "เรื่องนี้ทำให้ฉันตาสว่างขึ้นมาได้ทันที เหตุผลที่พวกเขาแนะนำให้ฉันแช่แข็งไข่เอาไว้นั้น แท้จริงแล้วมาจากทัศนคติของสังคมที่มองว่า ร่างกายหญิงคือเครื่องมือในการผลิตลูก"
กอมแซอธิบายเพิ่มเติมว่า อุดมการณ์ 4B คือกลยุทธ์ต่อต้านขัดขืนเชิงรับแบบดื้อเงียบ ผู้หญิงที่ดำเนินชีวิตในวิถีทางนี้ไม่จำเป็นต้องประกาศตนอย่างเปิดเผย เพียงแค่ตัดสินใจที่จะควบคุมการเจริญพันธุ์ของตนเองเท่านั้น "ท้ายที่สุดมันกลายเป็นหนทางเพื่อความอยู่รอด ในสังคมที่มองข้ามและไม่รับฟังเสียงของผู้หญิง" กอมแซกล่าว "นี่คือการคว่ำบาตรระดับชาติต่อกระแสความเกลียดกลัวผู้หญิง รวมทั้งการต่อต้านเฟมินิสต์"
บรรดาสตรีที่เดินตามแนวทางของอุดมการณ์ 4B ต่างยอมรับว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ในเกาหลีใต้ ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากและท้าทายอย่างยิ่ง มินจูบอกว่า เธอไม่เคยเผยให้เพื่อนผู้ชายหรือเพื่อนร่วมงานได้รู้ถึงการตัดสินใจดังกล่าว "ฉันว่ามันเสี่ยงเกินไปที่จะเปิดเผยให้ทุกคนรู้ว่าเป็นพวก 4B ฉันเห็นเฟมินิสต์และกลุ่มที่สนับสนุนหลักการบีฮน (ไม่แต่งงาน) โดนข่มเหงรังแกทางไซเบอร์ หลังเผยถึงสถานะของตัวเองในโลกออนไลน์"
ปัจจุบันยอนฮวาย้ายมาอยู่ที่ออสเตรเลีย เธอบอกว่าประเทศบ้านเกิดนั้นไม่ปลอดภัยสำหรับเธออีกต่อไป "นอกจากจะต้องเจอการกีดกันและเลือกปฏิบัติทางเพศแล้ว แค่ออกไปเรียกร้องสิทธิสตรีหรือเดินตามอุดมการณ์สตรีนิยม ก็ทำให้ฉันตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ได้แล้ว เรื่องนี้ทำให้ฉันไม่สบายใจอย่างมาก"
"เมื่อใดก็ตามที่ฉันแสดงการสนับสนุนขบวนการโฟร์บี ฉันจะถูกติดป้ายตีตราให้เป็นพวกเฟมินิสต์ทันที ซึ่งสถานะนี้สามารถกระตุ้นให้คนเกาหลีใต้รู้สึกเกลียดชังเป็นปฏิปักษ์ได้ นั่นคือเหตุผลที่ประเทศนี้กลายเป็นถิ่นกำเนิดของขบวนการเพื่อสตรีจำนวนมาก เพราะความเกลียดชังผู้หญิงได้ฝังตัวแบบหยั่งรากลึกอยู่ในสังคมนี้" ยอนฮวากล่าว
เมื่อขบวนการโฟร์บีขยายตัวสู่ต่างประเทศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ท่าทีเชิงลบของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ในประเด็นร้อนเรื่องการทำแท้ง ซึ่งเขาปล่อยให้อยู่ในการตัดสินใจของทางการแต่ละรัฐว่าจะกำกับควบคุมกันอย่างไรนั้น ได้จุดชนวนให้เกิดความหวั่นเกรงกันในกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีว่า ในที่สุดแล้วอาจมีการออกกฎหมายห้ามทำแท้งอย่างสิ้นเชิงจากรัฐบาลกลางเข้าสักวัน
การที่พรรครีพับลิกันครองอำนาจฝ่ายบริหาร ทั้งยังมีเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้งสองสภา ซ้ำยังมีเสียงส่วนใหญ่ของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมอีกด้วย ทำให้เป็นไปได้สูงว่า อาจมีการผลักดันกฎหมายการทำแท้งที่จำกัดสิทธิของผู้หญิงอย่างมากออกมา
คำพูดของทรัมป์ในอดีตที่ไม่เคารพเพศแม่ ซึ่งรวมถึงการกล่าวดูหมิ่นกมลา แฮร์ริส อดีตคู่แข่งหญิงในศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ รวมทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ล้วนถูกสตรีชาวอเมริกันหยิบยกมาพูดถึงกันอีกครั้ง จนเกิดเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบแนวโน้มทางการเมืองที่ไม่เป็นมิตรกับผู้หญิงดังกล่าว โดยขบวนการที่ "คว่ำบาตร" ผู้ชาย ได้ถือกำเนิดและขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในขณะนี้ ซึ่งรวมถึงกลุ่มสตรีอเมริกันที่หันมาเดินตามแนวทางของอุดมการณ์ 4B ด้วย
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โลกออนไลน์มีจำนวนผู้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการโฟร์บีเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทั้งยังมีโพสต์ข้อความจำนวนไม่น้อยทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกินความคาดหมายนี้ทำให้ยอนฮวารู้สึกมีกำลังใจเพิ่มขึ้น แต่ก็ถือเป็นความสุขที่ระคนด้วยความเศร้าในขณะเดียวกัน
"แม้เราจะภาคภูมิใจที่ขบวนการซึ่งผู้หญิงเกาหลีใต้เป็นผู้บุกเบิกริเริ่ม บัดนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมในหมู่เฟมินิสต์ทั่วโลกไปแล้ว แต่เราก็ยังรู้สึกต่ำต้อยอยู่ดี เพราะสหรัฐฯ นั้นก้าวหน้ากว่าเกาหลีใต้ถึงหนึ่งร้อยปีในเรื่องของแนวคิดสตรีนิยม แต่ก็ยังเกิดกระแสที่ผู้หญิงหันมายึดถือหลักการ 4B ซึ่งแสดงว่ายังคงเป็นเรื่องยากที่ผู้หญิงจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเท่าเทียมกับผู้ชาย แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา กรณีนี้ได้เผยให้เห็นถึงการต่อสู้ในรูปแบบเดียวกันที่ผู้หญิงทั่วโลกยังคงต้องเผชิญอยู่"
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ขบวนการโฟร์บียังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันมากนักในเกาหลีใต้ ซ้ำร้ายภาพลักษณ์ของขบวนการยังออกไปทางลบมากกว่าบวก "ฉันจะไม่ตัดสินว่าพวก 4B เป็นคนอย่างไร แต่ฉันเคยเห็นพวกนี้บางรายกล่าวโทษผู้หญิงที่ไม่ทำตามหลักการของพวกเธอ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง" คิม ฮุนจุง หญิงเกาหลีใต้วัย 30 ปี ซึ่งรู้จักขบวนการโฟร์บีจากสื่อออนไลน์มาแล้วสามปี กล่าวแสดงความเห็น
คิม มีริม หญิงชาวเกาหลีใต้อีกผู้หนึ่งบอกว่า เธอไม่เคยได้ยินชื่อของขบวนการโฟร์บีมาก่อน จนต้องไปค้นหาข้อมูลทางออนไลน์เพื่อทำความรู้จัก "ฉันพอจะเข้าใจได้บางส่วนว่า ทำไมผู้หญิงบางคนถึงเลือกเดินตามอุดมการณ์นี้ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันว่าปัญหามันอยู่ที่ความยากลำบากทางเศรษฐกิจมากกว่า การที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ทำให้มันยากที่จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครตามไปด้วย"
แต่ถึงกระนั้น ผู้หญิงเกาหลีใต้บางคนอย่างกอมแซมองว่า อุดมการณ์ 4B ได้เปลี่ยนแผนการชีวิตของพวกเธอรวมทั้งมุมมองในเรื่องของครอบครัวเสียใหม่ และหลังจากที่เธอเดินตามแนวทางของขบวนการโฟร์บีมาแล้ว 8 ปี กอมแซกล่าวสรุปว่า "หลักการ 4B ไม่ใช่การทวงถามถึงผลประโยชน์ที่ควรได้ อย่างเช่นการจ่ายค่าแรงให้เท่าเทียมกันสำหรับงานที่ทำเหมือนกันหรืออะไรทำนองนั้น แต่เป็นการทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงเหนือร่างกายของตนเอง สิทธินี้เป็นสิ่งที่ผู้ชายไม่เคยต้องทวงถามหรือแม้แต่จะคิดถึงมันเลย"












