You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิดประสบการณ์ทหารหญิงไทยในภารกิจ "ยูนามิด" ที่ดาร์ฟูร์
เรื่องโดย กุลธิดา สามะพุทธิ, วิดีโอโดย ราชพล เหรียญศิริ
เธอจบบัญชีและมีดีกรีปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ แต่เมื่อเส้นทางชีวิตนำพาให้มาเป็น "ทหารหญิง" น.ท.หญิง กัญณฐา ธนคลังสิน จึงได้พบกับประสบการณ์ที่ไม่คาดฝันมากมาย หนึ่งในนั้นคือการเดินทางไปยังทวีปแอฟริกา สวมหมวกสีฟ้าติดตราสัญลักษณ์องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในฐานะนายทหารหญิงแห่งปฏิบัติการรักษาสันติภาพในดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน
"อัสสลามุอะลัยกุม...ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ ดิฉันชื่อกัญณฐามาจากประเทศไทยนะคะ" น.ท.หญิง กัญณฐากล่าวคำทักทายที่เธอใช้ประจำเวลาออกเยี่ยมชาวบ้านเมื่อครั้งที่เธอประจำการอยู่ในแคว้นดาร์ฟูร์
แม้จะออกตัวว่า "จำไม่ค่อยได้แล้ว" แต่ยังเธอกล่าวคำทักทายของชาวมุสลิมผสมกับการแนะนำตัวเป็นภาษาอารบิกให้บีบีซีไทยฟังได้อย่างคล่องแคล่ว
น.ท.หญิง กัญณฐาเป็นหนึ่งในผู้หญิง 3 คน จาก 3 อาชีพที่บีบีซีไทยนำเรื่องราวของพวกเธอมาถ่ายทอดตลอดเดือน มี.ค. เพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพของผู้หญิงในหน้าที่การงานที่หลายคนอาจคิดว่า "ไม่ใช่งานของผู้หญิง" ในโอกาสวันสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มี.ค.ของทุกปี
กรุงเทพฯประเทศไทย
น.ท.หญิง กัญณฐา อายุ 44 ปี มีชื่อเล่นว่า "หญิง" เพราะเกิดที่โรงพยาบาลหญิงหรือโรงพยาบาลราชวิถีในปัจจุบัน หลังจากเรียนจบด้านบัญชีเธอสอบเข้ารับราชการสังกัดสำนักงบประมาณกลาโหม ทำงานด้านงบประมาณเรื่อยมาจนก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกบริหารงบประมาณ กองงบประมาณ สำนักงบประมาณกลาโหม
เมื่อราว 10 ปีที่แล้ว เธอเห็นหนังสือเวียนฉบับหนึ่งประกาศรับสมัคร "ทหารที่มีความรู้ความสามารถและปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ทุรกันดารได้" เพื่อไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพภายใต้ปฏิบัติการรักษาสันติภาพของยูเอ็น เธอจึงสมัครอย่างไม่ลังเล
"เราเคยเห็นทหารใส่หมวกสีฟ้าไปปฏิบัติภารกิจในถิ่นทุรกันดาร ก็คิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองทำ" น.ท.หญิง กัญณฐาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพหญิงของยูเอ็น
ด้วยความมุ่งมั่นและการเตรียมตัวอย่างหนัก เธอผ่านการสอบคัดเลือกในรอบแรก จากนั้นก็ผ่านการสอบภาษาอังกฤษ ผ่านการสอบความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภารกิจของยูเอ็น สอบสัมภาษณ์ ทดสอบสมรรถร่างกาย และผ่านการอบรมอีก 2 หลักสูตรคือหลักสูตรผู้สังเกตการณ์ทางทหารและหลักสูตรนายทหารฝ่ายอำนวยการสหประชาชาติ กว่าที่ชื่อ น.ท.หญิง กัญณฐาจะได้รับการขึ้นบัญชีสำหรับรอการเรียกตัวจากยูเอ็นไปปฏิบัติภารกิจ โดยเรียงตามลำดับคะแนนที่ได้
แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง ยูเอ็นร้องขอเจ้าหน้าที่ไทยไปร่วมปฏิบัติการใน "ภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกากับสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า "ยูนามิด" (African Union-United Nations Hybrid Operation in Darfur : UNAMID) เพื่อฟื้นฟูสันติภาพที่ถูกทำลายลงจากความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างมุสลิมกับคริสต์และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2 แสนคน มีประชาชนพลัดถิ่นอีกกว่า 2 ล้านคน
น.ท.หญิง กัญณฐาเป็นหนึ่งในทหารหญิง 2 นายและทหารชาย 4 นาย รวมทั้งหมด 6 นายที่ได้รับเลือกไปร่วมภารกิจนี้ระหว่างเดือน ส.ค. 2552- ก.ย. 2553
การเตรียมการใช้เวลายาวนานถึง 9 เดือน เนื่องจากความล่าช้าในการออกวีซ่าและการจัดการเรื่องงบประมาณจากสำนักงานยูเอ็นในนิวยอร์ก แต่ น.ท.หญิง กัญณฐา ก็ใช้เวลาระหว่างรออย่างคุ้มค่าด้วยการหาความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ที่จะไปและภารกิจที่ต้องทำ เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่ออย่างไข้กาฬหลังแอ่นและไข้เหลืองที่เธออาจต้องเผชิญในทวีปแอฟริกา
ด้วยความเป็นสาวโสดในวัย 33 ปีในเวลานั้น ประกอบกับครอบครัวที่สนับสนุนทุกการตัดสินใจ การเดินทางครั้งนั้นจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
"ตอนนั้นยังเป็นทหารหญิงวัยใส อยากเดินทาง อยากเห็นโลก อยากทำงานต่างแดน" เธอย้อนอดีต ต่อเมื่อเหยียบแผ่นดินซูดาน เธอจึงได้ตระหนักว่าหนึ่งปีที่ต้องปฏิบัติภารกิจที่นี่ยากกว่าที่คิด
แคว้นดาร์ฟูร์ประเทศซูดาน
เครื่องบินพาณิชย์นำพาเจ้าหน้าที่ไทยทั้ง 6 คนถึงซูดานกลางดึกคืนหนึ่งในเดือน ส.ค. 2552 อากาศร้อนอบอ้าวอุณหภูมิวัดได้ราว 50 องศาเซลเซียส เส้นทางจากสนามบินไปพื้นที่ปฏิบัติการมีแต่ความมืด ผู้คนและสภาพบ้านเมืองแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
"ตื่นเต้นมาก ทุกอย่างแปลกตาไปหมดและต่างจากบ้านเรามาก ทั้งผู้คน สภาพบ้านเมือง อากาศ เราก็พยายามทำความคุ้นเคย ทำความรู้จัก สังเกตการณ์สิ่งรอบตัวให้มากที่สุด"
น.ท.หญิง กัญณฐาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้สังเกตการณ์ทางทหารด้านกิจการสตรี (Gender Officer) ซึ่งมีหน้าที่เก็บข้อมูลและจัดทำรายงานสถิติของเจ้าหน้าที่ผู้หญิงในภารกิจยูนามิด ซึ่งในปีนั้นมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงอยู่เพียง 1.5% ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในภารกิจ
เนื่องจากยูนามิดขาดแคลนเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลเรื่องการจัดการกำลังพล เธอจึงได้รับมอบหมายให้มาเป็นผู้บริหารจัดการกำลังพลในภารกิจ เช่น จัดตารางการทำงาน การลา ดูแลเรื่องสวัสดิการ รวมถึงประสานงานกับรัฐบาลซูดานในบางครั้ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอขวนขวายเรียนภาษาอารบิกที่ใช้ในซูดาน ด้วยการขอให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นคนพื้นเมืองช่วยสอนให้ยามว่าง
"ใช้ภาษาอังกฤษอย่างเดียวไม่พอ การที่เราพูดภาษาอาราบิกได้บ้างจะทำให้เขาประทับใจ และเห็นว่าเราให้ความสำคัญและเคารพภาษาและวัฒนธรรมของเขา"
การทำงานอย่างทุ่มเท ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ การมีมนุษยสัมพันธ์และความจริงใจ ทำให้ น.ท.หญิง กัญณฐาทำงานได้อย่างราบรื่นกับเจ้าหน้าที่ที่มาจากประเทศต่าง ๆ ที่พากันเรียกเธอว่า "มาดาม" อย่างให้เกียรติและสนิทสนม เมื่อมีปัญหาที่ทำให้ท้อแท้หรือเหนื่อย เธอจะมองพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่นำมาจากไทยด้วย แล้วบอกตัวเองว่า "เรามาอยู่ที่นี่แค่หนึ่งปี ต้องทำให้ดีที่สุด เราจะกลับไปและฝากผลงานไว้"
"ทำให้ดีที่สุด" ที่ว่านี้ยังรวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากด้วย แม้จะได้อยู่บ้านเช่า แต่ปัญหาน้ำขาดแคลน ไฟฟ้าดับ และอากาศที่ร้อนอบอ้าวจนกลางคืนต้องออกมากางมุ้งนอนหน้าบ้าน อีกทั้งยังต้องเสี่ยงภัยจากการที่ซุ่มโจมตี ลักพาตัวเจ้าหน้าที่ยูเอ็นที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ--ทั้งหมดนี้ทำให้หนึ่งปีที่ดาร์ฟูร์นั้นไม่ง่ายนักสำหรับสาวกรุงเทพฯ อย่างเธอ
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว น.ท.หญิง กัญณฐาเสร็จสิ้นภารกิจและเดินทางกลับไทย แต่อีกไม่กี่ปีต่อมาเธอก็ถูกเรียกตัวไปร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพที่ดาร์ฟูร์อีกครั้งระหว่างเดือน ม.ค.2556 - ม.ค. 2557 ภายใต้ภารกิจยูนามิดเช่นเดิม
"ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะถูกเรียกตัวไปปฏิบัติภารกิจที่ซูดานอีก แต่เนื่องจากยูเอ็นต้องการเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ก็เลยได้รับการคัดเลือก ครั้งนี้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงาน แต่เมื่อไปถึงกลับได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายทหารกิจการพลเรือนซึ่งดูแลด้านกำลังพล"
ประสบการณ์จากการร่วมภารกิจในครั้งแรกทำให้เธอรู้ถึงอันตรายที่มี ก่อนออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ครั้งนี้เธอจึงเอ่ยปากบอกแม่และน้องสาวว่าถ้าเธอเป็นอะไรไปก็ไม่ต้องคิดมาก
"ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ให้คิดว่าลูกของแม่ได้ทำหน้าที่ในนามของประเทศชาติอย่างดีที่สุดแล้ว"
เนื่องจากภารกิจครั้งนี้เน้นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ความขัดแย้ง จัดกำลังพลไปซ่อมแซมสะพาน ถนนและโรงเรียนที่เสียหายจากการสู้รบ น.ท.หญิง กัญณฐาจึงได้สัมผัสกับประชาชนมากกว่าครั้งที่แล้ว รวมถึงทำหน้าที่ส่งเสริมความรู้ด้านอาชีพให้สตรีในชุมชน เธอจึงมีโอกาสเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9
น.ท.หญิง กัญณฐาบอกว่าการได้มีโอกาสได้เข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพของยูเอ็นถึง 2 ครั้งเป็น "ประสบการณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้" ที่สำคัญคือเธอได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพหญิงจึงมีความสำคัญ
"ผู้หญิงกับผู้ชายมีความสำคัญในภารกิจรักษาสันติภาพเท่า ๆ กัน แต่มีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกัน เช่น ผู้ชายมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งกว่า แต่ผู้หญิงมีจุดแข็งเรื่องการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติการ โดยเฉพาะในชุมชนชาวมุสลิมที่ผู้ชายไม่สามารถเข้าไปพูดคุยหรือให้ความช่วยเหลือสตรีที่ได้รับผลกระทบได้ แต่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงเข้าไปพูดคุยเก็บข้อมูลได้ เราจึงมีส่วนสำคัญในการเข้าไปเก็บข้อมูลในชุมชนแล้วนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ผู้หญิงจึงช่วยเติมเต็มการทำงาน แต่สุดท้ายแล้วภารกิจจะมีประสิทธิภาพและลุล่วงได้นั้นผู้หญิงกับผู้ชายต้องทำงานร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของกันและกัน" น.ท.หญิง กัญณฐาสรุป
เธอหวังว่ากองทัพไทย กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยจะสนับสนุนการส่งเจ้าหน้าที่ไทยไปร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากเจ้าหน้าที่ผู้หญิงจะได้รับประสบการณ์อันมีค่าแล้ว พวกเธอยังจะได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าผู้หญิงไทยมีความเป็นมืออาชีพและมีศักยภาพที่จะปฏิบัติงานร่วมกับนานาประเทศในระดับสากล
5 เรื่องเล่าจากดาร์ฟูร์
การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพที่ดาร์ฟูร์ถึง 2 ครั้ง ๆ ละ 1 ปี ย่อมมีเรื่องราวมากมายให้จดจำ บีบีซีไทยขอให้เธอเลือกเรื่องราวที่เป็นตัวแทนของความภูมิใจ ความประทับใจ เรื่องเสี่ยงภัย เรื่องสะเทือนใจ และเรื่องท้าทาย มาบอกเล่าสู่กันฟัง
- เรื่องที่ภูมิใจ
น.ท.หญิง กัญณฐาพบเด็กผู้หญิงชาวซูดานคนหนึ่งระหว่างนั่งรอรถโดยสาร เด็กหญิงชวนคุยโดยมีพี่สาวช่วยเป็นล่ามให้ เธอบอกว่ากำลังจะออกจากโรงเรียนเพราะที่บ้านยากจน น.ท.หญิงกัญณฐาจึงเล่าว่าที่เธอได้มาเป็นทหาร เป็นเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ และได้เดินทางมาไกลหลายพันไมล์มาถึงที่นี่ก็เพราะเรียนหนังสือ เธอขอให้เด็กหญิงเรียนต่อ สี่ปีหลังจากนั้น เธอกลับไปประจำการที่ดาร์ฟูร์อีกครั้งและพบเด็กหญิงคนนั้นโดยบังเอิญ ทั้งสองจำกันได้ เด็กหญิงบอกว่าบทสนทนาในวันนั้นทำให้เธอตัดสินใจเรียนต่อและกำลังจะสมัครเข้าเรียนสายอาชีพ
- เรื่องสะเทือนใจ
ขบวนรถของเจ้าหน้าที่ยูเอ็นถูกซุ่มโจมตี เพื่อนทหารชาวไนจีเรียที่เธอสนิทด้วยอยู่ในขบวนรถนั้น เขาบาดเจ็บสาหัสจนเกือบเสียชีวิต รักษาตัวอยู่นานเกือบปี
- เรื่องประทับใจ
มิตรภาพระหว่างเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพซึ่งมาจากหลายประเทศ ต่างเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม แต่ทุกคนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกัน
- เรื่องเสี่ยงภัย
น.ท.หญิง กัญณฐาพบว่าตัวเองมีตุ่มขึ้นเต็มตัว น่าจะเกิดจากการติดเชื้อ แต่โรงพยาบาลในพื้นที่ปฏิบัติการของเธอเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กสำหรับปฐมพยาบาลเท่านั้น จึงต้องเดินทางไปหาหมอที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ "ซูเปอร์แคมป์" ซึ่งอยู่ห่างไปราว 30 กม. ช่วงนั้นเกิดเหตุซุ่มโจมตีขบวนรถของเจ้าหน้าที่ยูเอ็นบ่อยครั้ง แต่อาการติดเชื้อของเธอก็น่ากังวล เธอและเพื่อนทหารจึงตัดสินใจสินใจเดินทางไป
"ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้หมอบอย่างเดียว" พลขับบอกเธอก่อนออกเดินทาง โชคดีที่ไม่เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นทั้งขาไปและกลับ และหมอวินิจฉัยกว่าการติดเชื้อของเธอไม่ร้ายแรงนัก
- เรื่องท้าทาย
น.ท.หญิง กัญณฐาถูกเสนอชื่อและได้รับเลือกเป็นรักษาการหัวหน้านายทหารกิจการพลเรือน ซึ่งเธอต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างมากว่าสามารถทำหน้าที่นี้ได้ การเป็น "ผู้หญิง" และเป็น "คนเอเชีย" ทำให้ต้องพิสูจน์ตัวเองหนักขึ้นไปอีก เมื่อมีนายทหารบางกลุ่มไม่ค่อยยอมรับผู้นำที่เป็นผู้หญิง
"เราต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์และความรู้ความสามารถที่จะทำให้เขายอมรับในตัวเรา ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารกำลังพลให้ราบรื่นไม่มีปัญหา เราต้องมีภาวะความเป็นผู้นำและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ๆ ที่จะทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรได้ดีที่สุด ตอนนั้นก็กังวลแต่เพื่อนบอกว่าจะมีสักกี่ครั้งที่ ผู้หญิงไทยจะได้รับโอกาสทำหน้าที่นี้เราก็เลยคิดว่าลองดูสักตั้ง ซึ่งสุดท้ายก็ผ่านมาได้ ได้รับความร่วมมือจากเพื่อนในหน่วย และผลงานขององค์กรก็ออกมาเด่นชัด ก็เลยรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำให้ใครผิดหวัง"
ภารกิจรักษาสันติภาพที่มีความละเอียดอ่อนขึ้นทำให้ทหารหญิงเป็นที่ต้องการ
ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ กรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ให้ข้อมูลว่ากองทัพไทยจัดส่งนายทหารหญิงเข้าร่วมภารกิจกับยูเอ็นตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันมีจำนวนรวม 113 นาย โดยมีศูนย์ปฏิบัติการสันติภาพฯ เป็นหน่วยงานหลักในการประสานการปฏิบัติร่วมกับยูเอ็น
พล.ท.ธิติชัย เทียนทอง เจ้ากรมยุทธการทหาร ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้ทหารหญิงเข้าร่วมในภารกิจการรักษาสันติภาพร่วมกับยูเอ็น ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนของนายทหารหญิงประมาณร้อยละ 25 ของนายทหารทั้งหมดที่ส่งไปปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายอำนวยการและผู้สังเกตการณ์ทางทหาร
"ในอนาคตเราก็จะดำเนินการให้ทหารหญิงได้มีส่วนร่วมในการรักษาสันติภาพมากยิ่งขึ้น" พล.ท.ธิติชัยกล่าว
เจ้ากรมยุทธการทหารยอมรับว่าขณะนี้จำนวนทหารหญิงไทยที่เข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพยังมีไม่มากนัก แม้ว่าไทยจะสนับสนุนและมีความพร้อมในการส่งทหารหญิงเข้าร่วมภารกิจ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการร้องขอของยูเอ็นด้วยว่าจะให้ทหารหญิงของไทยเข้าร่วมจำนวนกี่นาย หรือมีภารกิจที่ต้องการทหารหญิงมากน้อยแค่ไหน
"การรักษาสันติภาพในยุคปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ยูเอ็นเน้นเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองเด็กและสตรี การพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นงานที่เหมาะสมกับทหารหญิง ถ้าทหารหญิงไทยปฏิบัติภารกิจเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยูเอ็นก็จะร้องขอเจ้าหน้าที่ไทยให้ร่วมภารกิจมากขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าความรู้ความสามารถและคุณลักษณะของทหารหญิงไทยทำให้ไทยมีส่วนสำคัญในการร่วมภารกิจในการสร้างสันติภาพได้เป็นอย่างดี" พล.ท.ธิติชัยกล่าว